พม่า: หนทางสู่อนาคตใหม่เพื่อประชาชนและกลุ่มชาติพันธุ์

โดย วัฒนะ วรรณ

​ประเทศพม่าหรือเมียนมากำลังเผชิญภาวะวิกฤตหลายด้านที่ส่งผลกระทบลึกซึ้งต่อชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 ที่รัฐบาลพลเรือนจากพรรค National League for Democracy (NLD) ถูกโค่นล้มโดยกองทัพ ความหวังของประชาชนต่อประชาธิปไตยและเสรีภาพถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง ประชาชนจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งเยาวชน ชนกลุ่มน้อย กลุ่มชาติพันธุ์ และแรงงาน ได้ลุกขึ้นต่อต้านผ่านการเคลื่อนไหวที่เรียกว่าอารยะขัดขืน (Civil Disobedience Movement – CDM) และมีการนัดหยุดงานทั่วไปของแรงงานหลายส่วนเช่น หมอ พยาบาล ครูอาจารย์ คนทำงานรถไฟ พนักงานธนาคาร รวมถึงข้าราชการ และมีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธอย่าง People’s Defense Force (PDF) ส่งผลให้ประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมือง

​วิกฤตการเมืองนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่ยังมาพร้อมกับความถดถอยทางเศรษฐกิจ การละเมิดสิทธิมนุษยชน และภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดที่ซ้ำเติมสถานการณ์โดยรวม

​หลังรัฐประหาร เศรษฐกิจของพม่าทรุดตัวลงอย่างรุนแรง ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หดตัวมากกว่า 18% ในปี 2021 (World Bank, 2022) ขณะที่ IMF คาดการณ์ว่าในปี 2025 อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงกว่า 30% ค่าเงินจ๊าตอ่อนค่าลงกว่าเท่าตัว ทำให้ราคาสินค้านำเข้า เช่น น้ำมัน อาหาร และยา เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถแบกรับค่าครองชีพได้ไหว

​ค่าแรงขั้นต่ำในพม่าอยู่ที่ 5,800 จ๊าตต่อวัน (ประมาณ 90 บาท) ซึ่งแทบไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพของครอบครัวหนึ่งเลย แรงงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการจำนวนมากถูกเลิกจ้าง โรงงานปิดตัวลงจากต้นทุนสูงและคำสั่งซื้อลดลง ขณะเดียวกัน กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ห่างไกลยังขาดโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง

​สถานการณ์ความรุนแรงในพม่ากลายเป็นสงครามกลางเมืองที่กินพื้นที่ทั่วประเทศ กลุ่มติดอาวุธต่อต้าน เช่น PDF ร่วมมือกับกองกำลังชาติพันธุ์เพื่อโจมตีฐานทัพของรัฐบาลทหาร ขณะที่กองทัพตอบโต้ด้วยการใช้กำลังอย่างรุนแรงและไม่เลือกเป้าหมาย ผลกระทบที่ตามมาคือพลเรือนจำนวนมากกลายเป็นผู้เสียหาย ประชาชนกว่า 3 ล้านคนต้องพลัดถิ่นในประเทศ (UNHCR, 2024) และอีกนับแสนคนลี้ภัยข้ามแดนเข้าสู่ไทย จีน และอินเดีย โรงเรียนและโรงพยาบาลจำนวนมากปิดตัวลง ขาดแคลนอุปกรณ์ และเจ้าหน้าที่ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมถูกจำกัดจากการควบคุมของกองทัพ

​เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาพม่าประสบกับแผ่นดินไหวรุนแรงในหลายพื้นที่ โดยมีจุดศูนย์กลางใกล้เขตมัณฑะเลย์ แรงสั่นสะเทือนทำลายบ้านเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล และระบบสาธารณูปโภคจำนวนมาก ประชาชนหลายพันคนเสียชีวิต ผู้คนจำนวนมากต้องอพยพอย่างเร่งด่วน โดยไม่มีที่พักพิงที่มั่นคง ไม่มีน้ำสะอาดหรืออาหารเพียงพอ สถานการณ์นี้ยิ่งแย่ลงเมื่อการเข้าถึงขององค์กรด้านมนุษยธรรมถูกควบคุมหรือห้ามโดยกองทัพ ทำให้การให้ความช่วยเหลือไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ แผ่นดินไหวครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศ ทั้งในแง่สาธารณูปโภค โครงสร้างรัฐ และระบบจัดการภัยพิบัติ

​ทางออกของพม่าจะไม่เกิดขึ้นจากข้อตกลงระหว่างชนชั้นนำเพียงกลุ่มเดียว แต่ต้องอาศัยพลังของประชาชนทุกกลุ่ม การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากชุมชน การคืนสิทธิให้กลุ่มชาติพันธุ์ และการสนับสนุนคนหนุ่มสาว กรรมาชีพเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

​แม้พม่าจะเคยมีการเลือกตั้งและการบริหารโดยรัฐบาลพลเรือนในช่วงหนึ่ง แต่รัฐธรรมนูญปี 2008 ยังคงให้กองทัพมีอำนาจทางการเมืองอย่างถาวร เช่น การครอบครองที่นั่ง 25% ในรัฐสภา และการควบคุมกระทรวงหลัก ความหวังต่อประชาธิปไตยจึงถูกจำกัดตั้งแต่ต้น

​หนทางที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากการ “หยุดยิง” และยกเลิกการคว่ำบาตรประเทศพม่าจากชาติตะวันตก การคว่ำบาตรเศรษฐกิจที่ผ่านมาหลายสิบปีพิสูจน์แล้วว่า ไม่สามารถทำลายความเข้มแข็งของกองทัพพม่าได้ ผลกระทบมักจะตกอยู่กับประชาชนชาวพม่าและชาติพันธุ์ต่างๆ นอกจากนั้นการคว่ำบาตรที่ทำลายเศรษฐกิจภายในทำลายอุตาหกรรม ยังเป็นการทำลายความเข้มแข็งของขบวนการแรงงานพม่าด้วย

​ขบวนการแรงงานพม่ามีประวัติการต่อสู้กับเผด็จการมายาวนาน รวมถึงครั้งล่าสุดที่มีการนัดหยุดงานทั่วไป หรือในยุคการต่อสู้ครั้งสำคัญในปี 1988 ที่การนัดหยุดงานทั่วไปขยายตัวไปทุกพื้นที่มีการตั้งคณะกรรมการนัดหยุดในระดับชุมชนจำนวนมากเพื่อบริหารการต่อสู้

​การร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยมีส่วนร่วมจากประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ ขบวนแรงงาน ขบวนการคนหนุ่มสาว โครงสร้างการปกครองแบบ สหพันธรัฐ (Federalism) ที่ให้สิทธิรัฐหรือเขตปกครองตนเองสามารถกำหนดนโยบายด้านการศึกษา วัฒนธรรม ภาษา และทรัพยากรของตนได้ จะสร้างความเท่าเทียมและลดความขัดแย้งในระยะยาว

​ความยั่งยืนของประชาธิปไตยพม่าต้องเริ่มจากขบวนการรากหญ้า ไม่ใช่แค่กระบวนการเลือกตั้ง แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจอย่างแท้จริง การรวมพลังของกลุ่มแรงงาน ชาติพันธุ์ นักศึกษา คนหนุ่มสาว คือกุญแจสู่อนาคตใหม่ อนาคตของพม่าจะไม่เกิดจากการเปลี่ยนตัวผู้นำหรือการเจรจาระดับสูงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนผ่านจาก “รัฐเผด็จการรวมศูนย์” ไปสู่ “รัฐประชาธิปไตยที่กระจายอำนาจและยอมรับความหลากหลาย” แนวทางยุติสงคราม ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสร้างประชาธิปไตยอย่างแท้จริงจะสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อทุกกลุ่มในสังคมมีที่ยืน มีเสียง และมีสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง

​ถึงแม้ว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆ กับฝ่ายค้านพม่า จะมีรากฝังลึกมายาวนานนับตั้งแต่ยุคอาณานิคมแต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ธรรมชาติของผู้คนในพื้นที่แถบนี้ ก่อนยุคอาณานิคมเขตแดนไม่มีความหมาย ชนเผ่าต่างๆ มีความสัมพันธ์กันในลักษณะวิถีชีวิตวัฒนธรรมมากกว่าทางด้านชีววิทยา แต่หลังจากยุคอาณานิคมที่อังกฤษใช้นโยบายแบ่งแยกและปกครองก็ได้สร้างปัญหาต่างๆ มากมาย

​ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อังกฤษที่เกณฑ์ประชาชนชาติพันธ์ุมาเป็นทหาร ได้สู้รบกับกองทัพประชาชนชาตินิยมพม่าที่เข้าร่วมกับญี่ปุ่น เพื่อหวังให้ญี่ปุ่นช่วยปลดปล่อยให้เอกราช ซึ่งเป็นเหตุการณ์แรกๆ ในการสร้างปัญหาความขัดแย้งกันระหว่างแนวชาตินิยมพม่ากับชาติพันธุ์ต่างๆ  มรดกการแบ่งแยกและปกครองได้ถูกกองทัพพม่านำมาใช้กับในรัฐยะไข่โดยยกระดับเป็นการแบ่งแยกทางศาสนา มีการเข่นฆ่าขับไล่ชาวมุสลิมโรฮิงญาออกจากพื้นที่อาศัยประชาชนมุสลิมโรฮิงญาราว 3 ใน 4 ต้องลี้ภัยจากชุมชน ทั้งๆ ที่เคยอยู่อาศัยมาเนินนานก่อนที่จะมีพรมแดนรัฐชาติในปัจจุบัน

​ท่ามกลางความขัดแย้งและทำสงครามกันระหว่างชาติพันธ์ุกับกองทัพ รัฐบาลอองซาน ซูจี พรรค NLD ที่เคยชนะการเลือกตั้งในช่วงประชาธิปไตยจำกัดสั้นๆ ก่อนหน้านี้ก็ตกอยู่ภายใต้ปัญหานี้ โดยเลือกที่จะสนับสนุนกองทัพเพื่อเป็นกำลังหลักท่ามกลางความขัดแย้งและสงครามในการสร้างรัฐประชาธิปไตยพม่า พรรค NLD ต้องการให้กองทัพพม่ามีลักษณะเป็นมืออาชีพเพิ่มขึ้น ซูจี แสดงออกถึงการปกป้องกองทัพที่น่าอับอายในการประกาศปกป้องความผิดที่กองทัพกระทำการปราบปรามชาวมุสลิมโรฮิงญาอย่างทารุณ ที่กรุงเฮกในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) แต่หลังจากนั้น ซูจี ก็ถูกกองทัพพม่าจับกุมอีกครั้งในการรัฐประหารครั้งล่าสุด

​แต่ความขัดแย้งดังกล่าวคลี่คลายได้ท่ามกลางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน กองกำลังประชาชนพม่าที่ต่อต้านเผด็จการ PDF หลายกลุ่มได้อาศัยพื้นที่อิทธิพลของกลุ่มชาติพันธุ์เป็นฐานในการเคลื่อนไหว หรือในการต่อสู้ประชาธิปไตยปี 1988 ที่รัฐยะไข่ชาวพุทธอารกันกับชาวมุสลิมโรฮิงญาต่างถือธงสัญลักษณ์ของตนเองร่วมเดินขบวนไปด้วยกัน

​การทำความเข้าใจพื้นฐานความขัดแย้งของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มีที่มาที่ไปอย่างไร จะช่วยทำให้มองเห็นทางออกของการร่วมมือกันระว่างประชาชนพม่าและกลุ่มชาติพันธ์ุในการต่อสู้กับเผด็จการกองทัพพม่า ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในพื้นที่แห่งนี้ด้วย ซึ่งพรรค NLD และอองซาน ซูจี เคยมีจุดยืนที่ผิดพลาดร้ายแรงในเรื่องดังกล่าว

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ