หลักลัทธิคอมมิวนิสต์ ตอนที่ ๒

โดย สมทรง ตรีแก้ว

​ความเดิมตอนที่แล้ว เราได้คัดลอกงาน “ หลักการลัทธิคอมมิวนิสต์”ของ ฟ.เองเกิลส์ ถึงข้อ ๔ ซึ่งข้อ ๔ เองเกิลส์ บรรยายเรื่อยมาจนได้ข้อสรุปว่าระบบทุนนิยมได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการดำเนินชีวิตทั้งหมดของผู้ใช้แรงงาน และได้ให้กำเนิดชนชั้นใหม่ ๒ ชนชั้น ซึ่งกลืนกินชนชั้นเดิมหมดไป โดยเองเกิลส์ได้อธิบายเพิ่มว่า ชนชั้นใหม่ได้แก่

(๑)  ชนชั้นนายทุนใหญ่ เป็นชนชั้นที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ปัจจัยการยังชีพ, เครืองจักร ,โรงงาน และวัตถุดิบที่จำเป็นต่อการผลิตเพื่อยังชีพ นี่คือชนชั้นกระฎุมพี นั้นเอง

(๒)   ชนชั้นผู้ไร้ปัจจัยการผลิต เป็นชนชั้นที่ต้องขายแรงานให้แก่ชนชั้นกระฎุมพีเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งปัจจัยที่จำเป็นต่อการยังชีพ ซึ่งเราเรียกว่าชนชั้นกรรมาชีพ

ข้อ (๕) การขายแรงงานของชนชั้นกรรมาชีพนั้นเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขเช่นใด

​แรงงานเป็นสินค้าอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับสินค้าทั้งหลาย และราคาของแรงงานถูกกำหนดด้วยกฎอย่างเดียวกับสินค้าทั้งหลายด้วย ในยุคสมัยที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่และการแข่งขันเสรีมีอิทธิพลเหนือทุกสิ่ง เราจะเห็นได้ว่า แรงงานและสินค้าได้กลายมาเป็นสิ่งเดียวกัน ราคาสินค้าจะเท่ากับราคาเฉลี่ยของต้นทุนการผลิตสินค้า ดังนั้นราคาของแรงงานก็เท่ากับต้นทุนการผลิตของแรงงานด้วย แต่ต้นทุนการผลิตของแรงงานก็คือจำนวนปัจจัยการยังชีพที่แน่นอนจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะทำให้คนงานสามารถทำงานต่อไปได้โดยไม่อดตาย เพราะฉะนั้นคนงานจะไม่ได้รับอะไรอีกนอกเหนือไปจากปัจจัยที่พอยังชีพอยู่ได้ดังกล่าว ราคาของแรงงานหรือค่าจ้างเป็นราคาที่ต่ำสุดที่ชีวิตคนงานต้องการ อย่างไรก็ตามเนื่องจากธุรกิจนั้นบางครั้งก็รุ่งเรืองขึ้นบางครั้งก็ซบเซาลง ผลที่ตามมาก็คือสิ่งที่คนงานได้รับบางครั้งก็มากบางครั้งก็น้อยกว่าราคาต่ำสุด ซึ่งเป็นไปตามราคาสินค้าของนายทุนอุตสาหกรรมที่บางครั้งก็ได้รับมาก บางครั้งก็ได้รับน้อย แต่หากเราจะหวนกลับมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง คือถ้าเฉลี่ยในช่วงที่ธุรกิจซบเซาและรุ่งเรืองแล้ว ราคาของสินค้าจะไม่มากไม่น้อยไปกว่าต้นทุนการผลิตของมัน เช่นเดียวกันค่าเฉลี่ยของราคาของแรงงานไม่มากไม่น้อยจากราคาต่ำสุด หลักเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยค่าจ้างนี้ดำเนินไปอย่างเข้มงวดและใหญ่หลวงยิ่งขึ้นในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ๆ ที่เป็นเจ้าของการผลิตทุกสาขา

(๖) ก่อนการปฎิวัติอุตสาหกรรมชนชั้นผู้ใช้แรงงานอยู่ในฐานะเช่นไร 

​ฐานะของชนชั้นผู้ใช้แรงงานนั้นก็แตกต่างกันไปตามขั้นตอนของพัฒนาการทางสังคม พวกเราดำรงชีวิตอยู่ภายใต้สภาพที่แตกต่างกัน และมีความสัมพันธ์กับชนชั้นเจ้าของทรัพย์สินและชนชั้นปกครองแตกต่างกันออกไป ในโบราณกาลชนชั้นผู้ใช้แรงงานก็คือทาส ซึ่งในประเทศที่ล้าหลังก็ยังมีหลงเหลืออยู่ ในยุคกลางชนชั้นผู้ใช้แรงงานก็คือทาส ซึ่งในประเทศที่ล้าหลังก็ยังมีหลงเหลือในยุคกลาง ชนชั้นผู้ใช้แรงงานก็คือทาสกสิกร ดังจะเห็นได้ในฮังการี โปแลนด์ และรัสเซีย หรือแม้แต่ทางภาคใต้ของอเมริกาในปัจจุบัน( ช่วงเวลา ต.ค.-พ.ย. 1847 -กองบ.ก.) และเมื่อการปฎิวัติอุตสาหกรรมพวยพุ่งขึ้นมา ช่างรับจ้างก็ได้เข้ามาอยู่ในเมืองและทำงานรับใช้นายทุนน้อย ต่อมาหัตถกรรมพัฒนาขึ้นมาพวกเขาก็ค่อยๆ กลายเป็นหัตถกรและชนชั้นกรรมาชีพในที่สุด

(๗) กรรมาชีพแตกต่างจากทาสในทางใดบ้าง 

​ทาสนั้นเมื่อถูกขายแล้วก็จะต้องตกเป็นทาสต่อไปชั่วชีวิต กรรมาชีพจำเป็นต้องขายตัวเองเป็นรายวันและรายชั่วโมง ทาสคนหนึ่งๆเป็นทรัพย์สินของนายทาสซึ่งเป็นผู้ประกันการดำรงชีวิตของพวกเขาอยู่ แม้ว่าทาสจะต้องทนทุกข์ทรมานและถูกบีบคั้นอย่างแสนสาหัส เพื่อผลประโยชน์ของนายทาส กรรมาชีพเป็นทรัพย์สมบัติของชนชั้นกระฎุมพีทั้งชนชั้น ซึ่งพวกเขาจะซื้อแรงงานก็ในยามที่เขาต้องการเท่านั้น นั่นคือกรรมาชีพคนหนึ่งไม่มีหลักประกันในการดำรงชีวิตอยู่ (อาจจะตกงานเมื่อใดก็ได้)  ชนชั้นกรรมาชีพทั้งชนชั้นเท่านั้นที่มีหลักประกัน อีกประการหนึ่งทาสคนหนึ่งๆ อยู่นอกระบบการแข่งขัน แต่กรรมาชีพอยู่ในระบบการแข่งขัน และต้องประสบกับความไม่แน่นอนของการแข่งขันด้วย ทาสถูกถือว่าเป็นสิ่งของอย่างหนึ่งไม่ใช่สมาชิกคนหนึ่งในสังคม แต่กรรมาชีพได้รับการยอมรับว่าเป็นคนๆ หนึ่งและเป็นสมาชิกคนหนึ่งในสังคม ดังนั้นเมื่อพิจารณาทางด้านหลักประกันของการมีชีวิตอยู่ ทาสอาจจะดีกว่ากรรมาชีพ แม้ว่ากรรมาชีพอยู่ในขั้นพัฒนาการสังคมที่สูงกว่า และตัวกรรมาชีพเองยืนอยู่บนระดับฐานะทางสังคมที่สูงกว่าก็ตาม ในบรรดาความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินส่วนบุคคลทั้งหมด ทาสปลดปล่อยตัวเองด้วยการล้มเลิกความสัมพันธ์ลักษณะทาสที่ดำรงอยู่เท่านั้น โดยนัยนี้พวกเขาจึงกลายมาเป็นกรรมาชีพ แต่กรรมาชีพจะปลดปล่อยตัวเองได้ก็ด้วยการเลิกล้มทรัพย์สินเอกชน (ทรัพย์สินที่เป็นปัจจัยการผลิต – กองบ.ก. ทั้งหมดเท่านั้น

(๘) กรรมาชีพแตกต่างจากทาสกสิกรอย่างใดบ้าง

​ทาสกสิกรเป็นเจ้าของและใช้เครื่องมือการผลิต ผืนที่ดิน โดยยอมยกผลผลิตส่วนหนึ่งหรือแรงงานของตนเองส่วนหนึ่งให้แก่ศักดินาเป็นการแลกเปลี่ยน กรรมาชีพทำงานโดยใช้เครื่องมือการผลิตของผู้อื่น (กระฎุมพี) ผลผลิตที่ได้เป็นของผู้อื่น (กระฎุมพี) เพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ส่วนหนึ่งมาดำรงชีพ ทาสกสิกรเป็นฝ่ายให้ กรรมาชีพเป็นฝ่ายรับ ทาสกสิกรมีหลักประกันในการดำรงชีวิตแต่กรรมาชีพไม่มี ทาสกสิกรอยู่นอกระบบการแข่งขัน แต่กรรมาชีพอยู่ในระบบการแข่งขัน ทาสกสิกรปลดปล่อยตัวเองโดยวิธีใดวิธีหนึ่งใน ๓ วิธีดังนี้คือ หลั่งไหลเข้าสู่เมืองเพื่อเป็นช่างฝีมือ แทนที่จะทำการผลิตและรับใช้ พวกเขาอาจจ่ายเงินให้แก่เจ้าที่ดินแล้วกลายเป็นผู้เช่าอิสระ หรือทางที่สามก็โดยโค่นล้มเจ้าที่ดินแล้วตัวเขาเองก็กลายมาเป็นเจ้าของทรัพย์สินแทน ไม่ว่าจะโดยวิธีใดทั้งสามนี้ผลสุดท้ายเขาก็จะต้องเข้าสู่ระบบการแข่งขันเสรี ส่วนกรรมาชีพปลดปล่อยตัวเขาเองโดยการโค่นล้มการแข่งขันเสรี ทรัพย์สินและความแตกต่างระหว่างชนชั้นทั้งหลาย

(๙) กรรมาชีพแตกต่างจากช่างฝีมือและหัตถกรอย่างไรบ้าง

​หัตถกรในศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ ยังคงมีเครื่องมือการผลิตเป็นของตนเอง (อาจจะมียกเว้นบ้าง) เช่น หูกทอผ้า เครื่องปั่นฝ้าย ที่ดินผืนเล็กๆซึ่งใช้ปลูกพืชผลเวลาว่างจากงาน ส่วนกรรมาชีพไม่มีเครื่องมือในการผลิตใดๆ เลย หัตถกรส่วนใหญ่จะอยู่ในแถบชนบท และหัวหน้าครอบครัวก็มีส่วนสัมพันธ์อยู่กับเจ้าที่ดินหรือนายจ้างไม่มากก็น้อย กรรมาชีพส่วนใหญ่จะอยู่ในเมืองและสัมพันธ์กับนายจ้างของตนก็เป็นความสัมพันธ์ในรูปเงินตราอย่างแท้จริง ความสัมพันธ์ระหว่างหัตถกรและเจ้าที่ดินหรือนายจ้างนั้นขาดสะบั้นลงเพราะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อีกทั้งพวกเขาได้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยมีอยู่ โดยลักษณะเช่นนี้พวกเขาก็กลายมาเป็นกรรมาชีพ

(๑๐) ผลที่จะติดตามอย่างกระชั้นชิดของการปฎิวัติอุตสาหกรรมและการก่อกำเนิดชนชั้นกระฎุมพีกับชนชั้นกรรมาชีพในสังคมนั้นมีประการใดบ้าง

​ประการแรก การที่ผลิตผลทางอุตสาหกรรมมีราคาต่ำลง อันเนื่องมาจากการการนำเครื่องจักรใหม่ๆ เข้ามาใช้นั้นได้ทำลายระบบเก่าของหัตถกรรมหรืออุตสาหกรรมที่มีรากฐานอยู่บนแรงงานคน ด้วยวิถีทางเช่นนั้น ประเทศกึ่งล้าหลังทั้งหลายซึ่งพัฒนาการทางประวัติศาสตร์เป็นไปอย่างเชื่องช้าและอุตสาหกรรมมีพื้นฐานอยู่บนหัตถกรรมนั้นก็ถูกบีบบังคับอย่างรุนแรงให้สละลักษณะโดดเดี่ยวของตนเอง  ประเทศเหล่านี้ซื้อสินค้าจากอังกฤษและปล่อยให้หัตถกรของตนเองต้องเผชิญกับความหายนะ ประเทศที่ไม่รู้จักกับความเจริญก้าวหน้ามานับพันๆ ปี เช่น อินเดียก็จะต้องผ่านกระบวนการปฎิวัติอย่างทั่วด้าน แม้แต่จีนในขณะนี้ ก็กำลังเดินอยู่บนเส้นทางแห่งการปฎิวัติ (อุตสาหกรรม) ดังเราจะเห็นได้ว่าเครื่องจักรที่ประดิษฐ์ในอังกฤษได้ถูกนำไปใช้ส่วนไหนของประเทศจีนที่นั่นก็จะดึงดูดเอาชนชั้นที่ใช้แรงงานชาวจีนนับล้านๆ ภายในเวลาเพียงปีเดียวลักษณะเช่นนี้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ก็ได้นำประชาชนของโลกไปสู่การเกี่ยวข้องสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ได้บุกเบิกตลาดในประเทศให้ขยายกว้างออกกลายเป็นตลาดโลกอารยธรรมและความก้าวหน้าทางเทคนิตได้ไหลบ่าไปสู่ทุกหนทุกแห่ง และแน่นอนที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศที่เจริญก้าวหน้าก็จะต้องมีผลกระทบถึงประเทศอื่นๆ ด้วย ถ้าหากชนชั้นผู้ใช้แรงงานในอังกฤษและฝรั่งเศสปลดปล่อยตนเอง, ประเทศอื่นๆ ทั่งโลกก็จะต้องตระเตรียมการปฎิวัติด้วย อันเป็นการปฎิวัติที่จะต้องบรรลุถึงการปลดปล่อยชนชั้นผู้ใช้แรงงานไม่ช้าก็เร็ว

ประการที่สอง ณ ที่ใดก็ตามที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้ามาแทนที่หัตถกรรม กระฎุมพีจะพัฒนาความมั่งคั่งและอำนาจของตนไปสู่จุดสุดยอดจนเป็นชั้นสูงสุดของประเทศ ด้วยเหตุที่ชนชั้นกระฎุมพีจะพยายามดึงเอาอำนาจทางการมาไว้ในมือของตน และเข้าแทนที่ชนชั้นปกครองที่มีอำนาจอยู่เดิม อันได้แก่ พวกผู้ดีชนชั้นสูง ขุนนางและตัวแทนของพวกเขา, สมาคมนายจ้าง, รวมทั้งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วย กระฎุมพีช่วงชิงอำนาจทางการเมืองจากชนชั้นปกครองเก่าเหล่านี้ด้วยการเลิกล้มทำลายระบบสืบทอดฐานันดรหรือจะพูดอีกนัยหนึ่ง ด้วยการทำให้การเป็นเจ้าของที่ดินนั้นสามารถสับเปลี่ยนกันได้ด้วยการซื้อขาย กระฎุมพีกำจัดระบบอภิสิทธิ์ของพวกผู้ดีชั้นสูงและขุนนาง นอกจากนี้ ชนชั้นกระฎุมพียังได้ทำลายล้างอำนาจของสมาคมนายจ้างด้วยการล้มสมาคมและอภิสิทธิ์ของช่างฝีมือ สิ่งที่พวกกระฎุมพีสร้างขึ้นมาก็คือการแข่งขันสรี อันหมายถึงสภาวะของสังคมที่ทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าไปดำเนินกิจการในอุตสาหกรรมทุกสาขา แต่อุปสรรคที่สำคัญในการเข้าไปแข่งขันก็คือการขาดแคลนทุน การเริ่มต้นของระบบแข่งขันเสรีก็คือการประกาศต่อสาธารณะว่านับแต่นี้ต่อไปสมาชิกของสังคมจะมีความไม่เสมอภาคกัน (เพราะเงินทุนของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน) ทุนคือปัจจัยชี้ขาดแห่งอำนาจ เพราะฉะนั้นนายทุนหรือกระฎุมพีจึงเป็นชนชั้นสุดยอดของสังคม การแข่งขันเสรีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการก่อตั้งอุตสากรรมขนาดใหญ่ เพราะมันเป็นสภาวะทางสังคมที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่จะสามารถวางแนวทางของตนเองได้นั่นเอง เมื่อกระฎุมพีได้ทำลายอำนาจทางสังคมของพวกผู้ดีชั้นสูงและสมาคมอาชีพแล้วพวกเขาก็ได้โค่นล้มอำนาจทางการเมืองของผู้ดีชั้นสูงลงไปด้วย และเมื่อได้ยกฐานะของตนเองขึ้นสู่ชนชั้นสุดยอดของสังคมแล้ว กระฎุมพีก็ได้สถาปนาตนเองเป็นชนชั้นที่ยึดครองครอบงำอำนาจทางการเมืองด้วย แต่การเถลิงอำนาจดังกล่าวชนชั้นกระฎุมพีกระทำการผ่านระบบผู้แทนซึ่งวางอยู่บนความเสมอภาคแบบกระฎุมพีมากกว่าที่จะอยู่บนกฎแห่งการแข่งขันเสรี ในประเทศแถบยุโรปหลายประเทศได้มีการนำเอาระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญไปใช้ ซึ่งในระบอบนี้ผู้ที่มีทุนจำนวนหนึ่งนั่นคือกระฎุมพีเท่านั้นจึงจะมีสิทธิมีเสียง บุคคลพวกนี้จะเลือกสมาชิกสภาสามัญและสมาชิกสภาสามัญซึ่งเป็นกระฎุมพีจะเลือกรัฐบาลกระฎุมพี

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ