บริบทที่ใกล้กันตอนที่ 2 สภาวะทับซ้อนและทฤษฎีเอกสิทธิ์ไม่สามารถเสนอทางออกได้

โดย คมกริต

​ในบทความชิ้นก่อน ผู้เขียนได้สืบรากความคิดและความเป็นไปของขบวนการต่อต้านการกดขี่ในช่วงทศวรรษ 1960 ถึง 2000 พัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของขบวนการปลดปล่อยสตรีจนถึงแนวความคิดต่าง ๆ ที่ใช้นำการวิเคราะห์โลกและกลยุทธ์ต้านการกดขี่

                บทความชิ้นนี้จะสำรวจแนวคิดสภาวะทับซ้อน (Intersectionality) และทฤษฎีเอกสิทธิ์ (Privilege Theory) ซึ่งยังคงเป็นที่นิยมในปัจจุบัน สำหรับนักสังคมนิยมมองว่าพัฒนาการเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าต้อนรับ แต่การเลี่ยงหรือปกปิดความแตกต่างในการวิเคราะห์จะไม่ทำให้วัฒนธรรมการถกเถียงเกิดขึ้น

รากความคิด

                หลังความผิดหวังกับพรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลินและขบวนการแรงงานอยู่ในช่วงขาลง การเมืองอัตลักษณ์ได้ครอบงำฝ่ายซ้ายในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 ทิศทางการเมืองเริ่มออกห่างจากการท้าทายอำนาจรัฐไปเป็นการแสวงหาการอยู่ร่วมกับอำนาจของรัฐ หรือถอยกลับไปสู่การเมืองไลฟ์สไตล์ (ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต)

                ในยุคนั้น กลุ่มโพสต์มาร์กซิสต์ปฏิเสธหัวใจของลัทธิมาร์กซ์เกี่ยวกับการต่อสู้ของชนชั้นในฐานะพลังและผู้กระทำการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมนิยม เช่น เออร์เนสโต ลาคลาว และ ชองทัล มูฟ ได้เสนอไว้ชัดเจนว่าฝ่ายซ้ายควรปฏิเสธแนวชนชั้นเพราะมันลดทอนประเด็นต่าง ๆ พร้อมเสนอว่าสังคมถูกแบ่งแยกด้วย “จุดยืนของประเด็นต่าง ๆ มากมาย”

                นักคิดอีกคนที่มีอิทธิพลคือ มิเชล ฟูโกต์ ด้วยทฤษฎีอำนาจ เขาเสนอว่าอำนาจไม่ใช่สิ่งที่คนบางคนมีหรือไม่มี อำนาจไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในมือของชนชั้นนายทุนหรือรัฐ แต่อำนาจเป็นสิ่งที่กระจัดกระจายไปทั่วสังคมและล้วนดำรงอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคมและระหว่างบุคคล เขามีจุดร่วมกับ ลาคลาว และ มูฟ ตรงที่เขาปฏิเสธการมองสังคมเป็นองค์รวม และทฤษฎีเอกสิทธิ์ก็เป็นการต่อยอดจากพัฒนาการทางการเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว

ทฤษฎีเอกสิทธิ์ก่อตัว

                มุมมองข้างต้นสะท้อนว่าทุกคนย่อมเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์การกดขี่หลากหลายรูปแบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นที่มาของทฤษฎีเอกสิทธิ์ มีนักคิดคนแรก ๆ อย่าง แพทริเซีย ฮิลล์ คอลลินส์ ที่เสนอว่า การครอบงำระหว่างบุคคลเกิดขึ้นจากความด้อยและข้อได้เปรียบของแต่ละคนในหลายแง่มุม เช่น เชื้อชาติ ชนชั้น เพศ ฯลฯ

                ใจกลางของทฤษฎีเอกสิทธิ์ คือการกดขี่เกิดจากความได้เปรียบต่าง ๆ ที่คนกลุ่มหนึ่งมีแต่กำเนิดโดยไม่ต้องประสบกับการกดขี่อื่น ๆ ผู้ที่ได้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษเหล่านี้อาจไม่รู้ตัว อย่างที่ เพ็กกี้ แมคอินทอช นักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน ผู้บุกเบิกทฤษฎีเอกสิทธิ์ เคยเปรียบเปรยไว้ว่าเหมือน “เป้สะพายหลังที่มองไม่เห็น”

                การพิจารณาเช่นนี้กระตุ้นให้เกิดการสำรวจตัวเอง หรือรู้จักกันในช่วงหนึ่งว่า “ตรวจสอบสิทธิพิเศษของคุณ” (“Check your privileges”) อย่างไรก็ตาม นักคิดสายนี้ส่วนใหญ่ยอมรับว่าปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถกระทำเพียงตัวปัจเจก เนื่องจากเราอยู่ในโครงสร้างที่ไร้ความเท่าเทียม นำมาสู่การสืบหารากทางประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจ แต่แยกการกดขี่ออกจากพัฒนาการระบบทุนนิยม

                ยกตัวอย่างเช่น ภายหลังสงครามกลางเมืองและการเลิกทาสในสหรัฐฯ ลัทธิเหยียดเชื้อชาติดำรงอยู่ได้เพราะเอื้อผลประโยชน์ต่อคนขาวทุกชนชั้น จนถึงนิยาม “ค่าจ้างของความเป็นคนขาว” เกิดจากความกังวลของกรรมาชีพผิวขาวว่าพวกนายจ้างจะบังคับให้ทำงานหนักอย่างคนดำ หรือ ในเมื่อสังคมชนชั้นทุกยุคสมัยมีการกดขี่สตรี ฉะนั้นการกดขี่สตรีเป็นสิ่งที่ดำรงอย่างอิสระจากสังคมชนชั้นและชายได้ผลประโยชน์แท้ (และเป็นพวกเหยียดเพศ) อยู่เสมอ เป็นต้น

รากเหง้าของสภาวะทับซ้อน

                พร้อม ๆ กับบริบทด้านบน แนวคิดสภาวะทับซ้อนมีต้นกำเนิดในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 โดยนักวิชาการด้านกฎหมายชาวอเมริกัน คิมเบอร์เล เครนชอว์ หรือจากนักวิชาการชาวอเมริกัน แพทริเซีย ฮิลล์ คอลลินส์ สืบสาวย้อนไปถึงงานเขียนวิพากษ์วิจารณ์ขบวนการสตรีรวมถึงขบวนการปลดปล่อยคนผิวดำในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 ในสหรัฐฯ สำหรับการละเลยสตรีผิวดำ ตอบโต้การเหยียดเพศภายในขบวนการ และขบวนการสตรีที่เริ่มกระจุกอยู่ในกลุ่มสตรีชนชั้นกลาง

                รากเหง้าอีกประการคือคำกล่าวของกลุ่ม Combahee River Collective ในปี 1977 ซึ่งแสดงให้ถึงความต้องการจัดตั้งกลุ่มการเมืองที่ถูกขบวนการส่วนใหญ่ละเลยขึ้น ทั้งยังมีการนำแนวคิดบางส่วนจากลัทธิมาร์กซ์และ “บูรณาการ” แนวคิดต่าง ๆ มาใช้จัดกลุ่มศึกษาหรือรณรงค์ แต่การเมืองของพวกเขาค่อนข้างจะหลากหลายและย้อนแย้งกันสูง

                ใจความของสภาวะทับซ้อนคือการตระหนักว่าบุคคลและกลุ่มต่าง ๆ สามารถเผชิญกับการกดขี่ได้หลายรูปแบบและเป็นกรอบวิเคราะห์ถึงการกดขี่ที่แตกต่างกันเหล่านี้ส่งผลต่อกันและกันอย่างไร และทับซ้อนกันอย่างไร

                แต่ทั้งสองแนวคิดมีจุดร่วมในการเสนอกลยุทธ์การต่อสู้โดยสรุปคือ ในเมื่อผู้ถูกกดขี่เท่านั้นคือพลังหลักในการต่อสู้ มักนำไปสู่ความกระจัดกระจายและทางตันในการรวมตัวกัน อย่างไรก็ตาม แนวคิดสภาวะทับซ้อนสะท้อนถึงความปรารถนาที่จะสร้างความสามัคคี

ลัทธิมาร์กซ์และการกดขี่

                พวกที่โจมตีลัทธิมาร์กซ์มักอ้างว่าทฤษฎีนี้ลดทอนทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นแค่เรื่องชนชั้น แม้แต่ฝ่ายซ้ายที่ก้าวหน้าบางคนก็ยังกล่าวหาเช่นนี้ซ้ำ ๆ ว่ามาร์กซ์และเองเกลส์อวยกรรมาชีพเกินเหตุ และมองข้ามการกดขี่ คอลลินส์ ล้อว่า หากผู้ถูกกดขี่รู้ถึงผลประโยชน์ทางชนชั้น การเหยียดเพศและการเหยียดเชื้อชาติจะหายไปทันที หมายความว่า พวกมาร์กซิสต์จะมองการต่อสู้ดังกล่าวเป็นแค่การเบี่ยงเบนจากการต่อสู้ทางชนชั้น

                ในทางตรงกันข้าม พวกมาร์กซิสต์เข้าร่วมในการต่อสู้ดังกล่าวเสมอ ตั้งแต่การเคลื่อนไหวครั้งแรกๆ ของสตรีชนชั้นกรรมาชีพในลอนดอนตะวันออก บทบาทของชาวคอมมิวนิสต์ในการต่อสู้กับการแบ่งแยกเชื้อชาติทางภาคใต้ของอเมริกาในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ไปจนถึงขบวนการมวลชนต่อต้านกฎหมายมาตรา 28 ซึ่งเป็นต่อต้านชาวเกย์สมัยแธตเชอร์ในทศวรรษ 1980 มาร์กซ์ได้บรรยายถึงลัทธิเหยียดชาวไอริชในศตวรรษที่ 19 ว่าเป็นเหมือนมะเร็งร้ายที่ทำให้ชนชั้นกรรมาชีพในอังกฤษอ่อนแอ และยังเขียนสนับสนุนการกบฎของชาวอินเดียในปี 1857

                จริงอยู่ที่พวกมาร์กซิสต์ให้ความสำคัญกับชนชั้น เพราะการวิเคราะห์ชนชั้นมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจรากเหง้าและการดำรงอยู่ของการกดขี่ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางชนชั้นและเฟ้นหาขุมพลังที่จะโค่นล้มระบบ จะทำให้สามารถเสนอความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงพื้นฐาน และความคิดล้าหลังที่ระบบต้องพึ่งพาก็จะหายไปด้วย

                หลังสงครามกลางเมืองในสหรัฐฯ พวกเจ้าที่ดินและนายทุนทางใต้ประดิษฐ์ลัทธิคนขาวเป็นเลิศเพื่อทำลายสิทธิการลงคะแนนเสียงของคนดำ แต่ผู้คัดค้านส่วนใหญ่คือคนขาวยากจนเพราะพวกเขาตระหนักว่าข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการเป็นเจ้าของทรัพย์สินใด ๆ มีผลทำให้พวกเขาไร้สิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงด้วย และนักเขียนนามว่า W E B Dubois นิยาม “ค่าจ้างของความเป็นคนขาว” เพื่ออธิบายว่าเหตุใดชนชั้นนายทุนสามารถทำลายความสามัคคีของชนชั้นกรรมาชีพ

                ไมเคิล ไรช์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันได้ศึกษาการกระจายรายได้ในเขตเมืองใหญ่ 48 แห่งในช่วงทศวรรษ 1970 พบว่า ยิ่งรายได้ของคนผิวดำและผิวขาวแตกต่างกันมากเท่าไร ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างรายได้ของคนผิวขาวด้วยกันเองก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น หมายความว่า ยิ่งการเหยียดเชื้อชาติสามารถแบ่งแยกคนงานได้มากเท่าไร นายทุนก็ยิ่งได้รับประโยชน์มากขึ้น แม้ว่าชีวิตของคนงานผิวดำมักจะลำบากกว่าคนงานผิวขาวอยู่มาก แต่การเหยียดเชื้อชาติก็มีผลทำให้ทั้งสองกลุ่มนี้เสียผลประโยชน์

                ภายใต้ระบบทุนนิยม ครอบครัวถูกปรับเปลี่ยนให้มีบทบาทรับภาระในการหล่อเลี้ยงแรงงานรุ่นต่อไป โดยเฉพาะผู้หญิงต้องแบกรับภาระการดูแลทั้งเด็ก ผู้สูงอายุและคนป่วยด้วย ค่าจ้างกรรมาชีพหญิงจึงมีราคาถูกจากข้อสมมติฐานดังกล่าว ความรับผิดชอบหาเงินให้ครอบครัวส่วนใหญ่ยังคงถูกมองว่าเป็นของผู้ชาย ระบบทุนนิยมจึงสามารถปัดความรับผิดชอบใด ๆ และสร้างความกลัวแก่ผู้ชายหากเขาไม่สามารถหางานทำเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวได้ เขาจะเป็นคนล้มเหลว

                อุดมการณ์ครอบครัวทำหน้าที่เป็นหัวใจในการทำให้การกดขี่ผู้หญิงมีความชอบธรรม แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะไม่ได้อาศัยอยู่ในครอบครัวเดี่ยว แต่การสร้างอุดมคติของครอบครัวเดี่ยวก็ทำให้แนวคิดนี้ได้รับการส่งเสริมให้เป็นการใช้ชีวิตที่ “เป็นธรรมชาติ” และน่าปรารถนาที่สุด

                ระบบทุนนิยมกดดันให้คนงานต้องต่อสู้แม้กระทั่งเรื่องพื้นฐานของชีวิต จึงก่อให้เกิดการต่อสู้ของชนชั้นที่ทดสอบและสร้างความกระจ่างในแนวคิด ตัวอย่างเช่น ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา การต่อสู้ในสถานที่ทำงาน โรงเรียน และชุมชนต่างๆ ก่อนหน้านี้ตอบโต้อคติต่อคนผิวดำและคนเอเชียในอังกฤษ การต่อสู้เหล่านี้ส่งเสริมให้คนงานผิวดำและผิวขาวร่วมมือกัน บางครั้งเกี่ยวกับประเด็นทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะ และเป็นผลให้คนผิวขาวจำนวนมากที่รับเอาอคติทางเชื้อชาติต้องพิจารณาความคิดเสียใหม่ สำหรับมาร์กซ์ การต่อสู้มีผลในการชำระล้าง (ความคิด)

                นักมาร์กซิสต์มองว่าการต่อสู้เป็นพื้นที่สุกงอมสำหรับการท้าทายความคิดล้าหลังที่อยู่รอบตัวเรา โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีกลุ่มคนที่มุ่งมั่นที่จะทำเช่นนั้น

อ้างอิง

Choonara E. & Prasad Y. April 2nd 2014. “What’s wrong with privilege theory?”. International Socialist Journal. Retrieved from: https://isj.org.uk/

Reich M. 1971. “The Economics of Racism”. in David M Gordon(ed). Problems in Political Economy: an Urban Perspective (Heath). Retrieved from: https://tomweston.net

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ