โดย เมืองไม้
ในประเทศที่มีการเมืองขวาจัด (เช่น อเมริกา บราซิล ฮังการี อินเดีย) ประเด็นเรื่องเพศสภาพ (gender) และสตรีนิยม (feminism) ถือเป็นเรื่องร้ายแรง พวกขวาจัดมองว่าสองสิ่งนี้เป็นต้นตอของปัญหาสังคมต่าง ๆ เช่น การหย่าร้างเพิ่มขึ้น การสร้างครอบครัวลดลง ศาสนาเสื่อม ความเป็นธรรมชาติของเพศถูกท้าทาย เป็นต้น ซึ่งนำไปสู่การบิดเบือนทำลายชาติบ้านเมือง เพราะฉะนั้นพวกขวาจัดจึงต่อต้านสตรีนิยมและต่อต้านเพศสภาพ
พวกขวาจัดมองว่าผู้หญิงต้องคู่กับลักษณะหญิง (femininity) แทนที่จะไปคู่กับสตรีนิยม ลักษณะหญิงก็คือความเป็นหญิงตามแบบแผนของสังคมปิตาธิปไตยก็คือผู้หญิงเป็นแม่และเมียที่ดีเท่านั้น ลักษณะหญิงแบบนี้เป็นผลดีต่อชาติและทำให้ชาติปลอดภัยจากการสูญพันธ์ เพราะการให้ผู้หญิงเป็นแม่และเมียก็คือการผลิตซ้ำชาติผ่านการมีเพศสัมพันธ์ พวกขวาจัดจึงมองว่าการคลั่งการแต่งงาน มีลูก มีครอบครัว เป็นหนทางสู่ความสุข นอกจากนี้พวกขวาจัดจึงมองว่าแบบแผนปิตาธิปไตยเป็นธรรมชาติโดยมองว่าผู้หญิงและชายเป็นสิ่งสร้างที่เกิดมาเพื่อคู่กัน และทั้งหญิงและชายมีหน้าที่ที่ต่างกันออกไป โดยชายเป็นผู้นำ หญิงเป็นผู้ตาม ความแตกต่างโดยธรรมชาตินี้ในท้ายที่สุดก็เข้าคู่กันได้ดี และทำให้ครอบครัวแบบชายหญิงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ในทางตรงข้าม พวกขวาจัดมองว่าสตรีนิยมและอุดมการณ์เพศสภาพไม่เอาสิ่งที่ได้กล่าวไปข้างต้นเลย สตรีนิยมไม่ยอมรับในความแตกต่างโดยธรรมชาตินี้และปฏิเสธครอบครัวแบบปิตาธิปไตย เพราะสตรีนิยมบอกให้ผู้หญิงออกจากบทบาทแม่และเมีย และบอกให้ผู้หญิงยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง สตรีนิยมทำให้ผู้ชายโดดเดี่ยวและเป็นหมัน เพราะสตรีนิยมมองว่าผู้ชายอันตรายและรุนแรง อุดมการณ์เพศสภาพเป็นสิ่งที่คุกคามอำนาจของพระเจ้าในทางศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกและอีแวนเจลิคัล เพราะมันเป็น ‘ปีศาจ’ ที่ใช้อำนาจดั่งพระเจ้าเพื่อสร้างเพศใหม่ขึ้นนอกเหนือจากพระประสงค์ของพระเจ้า อุดมการณ์เพศสภาพทำให้ครอบครัวแบบเดิมหายไปเช่นเดียวกับที่สตรีนิยมทำ มันเป็นการทำลายการแบ่งงานกันทำตามความแตกต่างทางเพศ ความเป็นแม่ และรักต่างเพศ เป็นต้น ภาพที่น่ากลัวเกินจริงของฝ่ายขวาที่มีต่อสตรีนิยมและเพศสภาพทำให้สองสิ่งนี้เป็นภัยในสายตาของฝ่ายขวา และกลายเป็นศัตรูของชาติที่ล้ำเส้นเข้ามาในเขตแดนชาติบริสุทธิ์ ดังนั้นก็สมควรแล้วที่พวกสตรีนิยมและผู้เรียกร้องเรื่องเพศสภาพจะถูกเกลียดหรือถูกทำร้าย เช่นเดียวกันกับผู้อพยพและคอมมิวนิสต์ ทั้งหมดนี้ต้องถูกกำจัด
สำหรับชาตินิยมขวาจัด ปัญหาจึงเป็นเรื่องของภัยแปลกปลอมที่เข้ามาสร้างปัญหาให้กับชาติ มากกว่าที่จะมองว่าเป็นเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจการเมือง ดังนั้นชาตินิยมขวาจัดจึงไปได้ดีกับระบบทุนนิยมและชนชั้นนายทุน และเป็นศัตรูกับชนชั้นกรรมาชีพด้วยกันเอง ในแง่หนึ่งปัญหาครอบครัวแยกไม่ออกจากเสรีนิยมใหม่ การมีครอบครัวนำมาสู่ภาระทางการเงินอย่างมาก ยังไม่นับที่สวัสดิการที่ถ้วนหน้าครบวงจรซึ่งถูกตัดออกไปและถูกแทนที่ด้วยการสนับสนุนตลาดและนักลงทุน ดังนั้นสำหรับกรรมาชีพแล้ว ลืมไปได้เลยเรื่องการสร้างครอบครัวและมีลูกภายใต้สังคมที่ถูกทอดทิ้ง นอกจากนี้ การสร้างศัตรูต่าง ๆ ขึ้นมามากมายแบบชาตินิยมขวาจัดมีแต่จะสร้างหายนะที่กระตุ้นความวิตกกังวลของกรรมาชีพและสร้างความเกลียดชังในหมู่กรรมาชีพด้วยกันเอง เมื่อการต่อสู้ของกรรมาชีพไม่เข้มแข็งผนวกกับการมองปัญหาเป็นเรื่องของภัยสตรีนิยม เพศสภาพ ผู้อพยพ และคอมมิวนิสต์ นายทุนก็ไม่ต้องเผชิญกับข้อเรียกร้องใด ๆ และดำเนินการกดขี่ขูดรีดต่อไป
ดังนั้น การต่อสู้โดยใช้แนวชาตินิยมนั้นจึงใช้ไม่ได้จริง เพราะมันสร้างความอ่อนแอให้กับชนชั้นกรรมาชีพและมองปัญหาผิดจุด คนธรรมดาไม่ได้เป็นศัตรูต่อกันและกัน แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือระบบทุนนิยมซึ่งพยายามแช่แข็งสภาพชนชั้นไว้ให้ปกครองง่ายขึ้นและกดขี่ขูดรีดเราด้วยกันทั้งหมด มันเป็นปัญหาสากลซึ่งทั่วโลกเผชิญร่วมกัน และมันเป็นจุดที่เชื่อมร้อยให้กรรมาชีพทั้งผองหลุดออกจากการสู้กันเองและจากกรอบปัญหาแค่ในชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็นการเรียกให้กรรมาชีพทั้งผอง จงรวมตัว และสู้กับระบบทุนนิยม!
บรรณานุกรม
Eviane Leidig, The Women of the Far Right: Social Media Influencers and Online Radicalization (New York: Columbia University Press, 2023), Chapter 3.
Richard Seymour, Disaster Nationalism: The Downfall of Liberal Civilization (London: Verso, 2024), Chapter 3.
Judith Butler, Who’s Afraid of Gender? (UK: Allen Lane, 2024), Chapter 1.

