โดย พัชณีย์ คำหนัก
ผู้เขียนขอสรุปประเด็นในบทความ “ยุทธศาสตร์สหภาพแรงงานแนวสังคมนิยมในยุคบอลเชวิค” เขียนโดย Mick Armstrong นักสังคมนิยมจากองค์กรสังคมนิยมทางเลือก ออสเตรเลีย โดยแบ่งเป็น 2 ตอน ซึ่งศึกษายุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวขององค์การคอมมิวนิสต์สากล (คอมินเทิร์น) และบอลเชวิคในยุคแรก หลังการปฏิวัติรัสเซีย 1917 โดยจะเน้นที่การใช้ยุทธศาสตร์สหภาพแรงงานปฏิวัติในประเทศตะวันตกอย่างอังกฤษก่อนที่จะเกิดลัทธิสตาลินในขบวนการคอมมิวนิสต์ในช่วงปลายทศวรรษ 1920
ข้อถกเถียงหลักคือ แม้ว่าคอมินเทิร์นจะก้าวหน้าทางทฤษฎีอย่างมากเมื่อเทียบกับประเพณีสหภาพแรงงานในอดีต แต่ขาดการวิเคราะห์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับระบบราชการของสหภาพแรงงานในฐานะเป็นพลังอนุรักษ์นิยมที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการดำเนินยุทธศาสตร์ของบอลเชวิคในประเทศทุนนิยมก้าวหน้าอย่างอังกฤษ อีกทั้ง นโยบายสหภาพแรงงานที่องค์การคอมมิวนิสต์สากลพัฒนาขึ้นในช่วงปีแรกของการปฏิวัติรัสเซียนั้น แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานอันยุ่งเหยิงระหว่างประสบการณ์ของกลุ่มที่เข้มแข็งที่สุดของขบวนการแรงงานในตะวันตกและการวิเคราะห์เชิงทฤษฎีของผู้นำบอลเชวิค ซึ่งมีบทบาทนำในองค์การคอมมิวนิสต์สากล บอลเชวิคมองว่า สหภาพแรงงานเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการแทรกแซงทางการเมือง นักปฏิวัติจำเป็นต้องทำงานอย่างมุ่งมั่นในสหภาพแรงงานเพื่อให้คนงานมีสภาพการทำงานที่ดีขึ้น และในระหว่างการต่อสู้ก็ต้องให้คนงานเข้าใจถึงความจำเป็นของการโค่นล้มระบบทุนนิยม
1. แนวทางของบอลเชวิคต่อสหภาพแรงงาน
เลนินและบอลเชวิคยืนยันหลักการที่ว่า นักปฏิวัติต้องทำงานภายในสหภาพแรงงานที่มีอยู่ ไม่ว่าจะมีความเป็นราชการหรือปฏิกิริยาเพียงใดก็ตาม เนื่องจากเป็นองค์กรตัวแทนของคนงานจำนวนมากที่ได้รับการจัดตั้งอย่างแท้จริง และการเมืองกับเศรษฐกิจไม่ควรแยกจากกัน
จากแผ่นพับที่เลนินเขียน “Left-wing Communism: an Infantile Disorder (1920) พวกบอลเชวิกคัดค้านแนวคิดที่ได้รับความนิยมในหมู่สังคมนิยมก้าวหน้าจำนวนมากในขณะนั้นว่า สหภาพแรงงานล้าสมัยแล้ว และนักปฏิวัติควรละทิ้งสหภาพแรงงานที่มีอยู่ และก่อตั้งสหภาพแรงงานสายปฏิวัติหรือสร้างรูปแบบการจัดตั้งอื่น เช่น สภาแรงงานขึ้นมาใหม่ แม้แต่โรซา ลักเซมเบิร์ก นักปฏิวัติผู้มากประสบการณ์ก็ยังมีความเห็นว่าสหภาพแรงงานได้อ่อนแรงลงแล้วในการปฏิวัติเยอรมันปี 1918 และคาร์ล ราเด็ค ผู้นำคนสำคัญคนหนึ่งของคอมินเทิร์นในยุคแรกก็ยอมรับว่า “ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม พวกเราหลายคนคิดว่าขบวนการสหภาพแรงงานได้สิ้นสุดลงแล้ว” ทว่าตรงกันข้าม คนงานในประเทศแล้วประเทศเล่าหลั่งไหลเข้าสู่สหภาพแรงงานกระแสหลักเป็นจำนวนหลายสิบล้านคนหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 กระนั้นสหภาพแรงงานแนวปฏิวัติ เช่น สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมโลก (IWW) กลับมีความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อย ในบริบทนี้ การละทิ้งสหภาพแรงงานนั้น ตามคำพูดของเลนิน ถือเป็น “ความผิดพลาดที่ไม่อาจให้อภัยได้ ซึ่งเท่ากับเป็นการรับใช้ชนชั้นกลาง”
เลนินโต้แย้งอีกว่า การปฏิเสธที่จะทำงานในสหภาพแรงงานฝ่ายปฏิกิริยา หมายความว่า ปล่อยให้คนงานจำนวนมากที่พัฒนาไม่เพียงพอหรือยังล้าหลังอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้นำปฏิกิริยา ซึ่งเป็นตัวแทนของชนชั้นกลาง… หากคุณต้องการช่วยเหลือ “มวลชน” คุณไม่ควรกลัวความยากลำบาก การทุจริต การดูหมิ่น และการข่มเหงจาก “ผู้นำ”…แต่ต้องทำงานทุกที่ที่มีมวลชน คุณต้องมีความสามารถในการเสียสละทุกอย่าง เพื่อเอาชนะอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพื่อที่จะดำเนินการปลุกระดมและโฆษณาชวนเชื่ออย่างเป็นระบบเพื่อเอาชนะใจมวลชนแรงงาน
จุดแข็งสำคัญอีกประการหนึ่งของแนวทางของบอลเชวิคก็คือ การปฏิเสธแนวคิดที่ว่า การต่อสู้ของคนงานเกี่ยวกับการเมืองนั้นแยกจากการต่อสู้ทางเศรษฐกิจ เช่น ค่าจ้างและสภาพการทำงาน การแยกการต่อสู้ทางเศรษฐกิจและการเมืองออกจากกันได้กลายเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกในพรรคสังคมประชาธิปไตยของตะวันตก ในออสเตรเลียและอังกฤษ ขบวนการแรงงานยอมรับโดยทั่วไปว่าการเมืองควรเป็นหน้าที่ของพรรคแรงงาน ในขณะที่สหภาพแรงงานต้องรับผิดชอบต่อประเด็นทางเศรษฐกิจ ในการประชุมใหญ่ที่เมืองสตุ๊ตการ์ทปี 1907 สังคมนิยมสากลครั้งที่ 2 ได้มีมติดังนี้:
“การต่อสู้ทางการเมืองและเศรษฐกิจของชนชั้นแรงงานมีความจำเป็นเท่าเทียมกันเพื่อปลดปล่อยชนชั้นกรรมาชีพอย่างสมบูรณ์จากพันธนาการของการเป็นทาสทางอุดมการณ์ การเมือง และเศรษฐกิจ โดยที่พรรคสังคมประชาธิปไตยมีหน้าที่จัดตั้งและนำการต่อสู้ทางการเมืองของชนชั้นกรรมาชีพ ดังนั้น ภารกิจขององค์กรสหภาพแรงงานจึงต้องประสานงานและนำการต่อสู้ทางเศรษฐกิจของชนชั้นกรรมาชีพ” ส่วนพรรคเมนเชวิกหนุนความเป็นกลางของสหภาพแรงงาน โดยมองว่าสหภาพแรงงานไม่ควรเข้าข้างพรรคการเมืองใด ๆ
ช่วงหลังการปฏิวัติรัสเซีย แนวทางการต่อสู้เพื่อความเป็นผู้นำทางการเมืองแบบปฏิวัติของสหภาพแรงงานได้นำไปสู่การอภิปรายอย่างดุเดือดกับพวกลัทธิสหภาพแรงงานอนาธิปไตย (syndicalists) ซึ่งรณรงค์ต่อต้าน “การเมือง” ในขบวนการสหภาพแรงงาน ประณามผู้นำทางการเมืองทุกรูปแบบ และต่อต้านการแทรกแซงสหภาพแรงงานโดยพรรคคอมมิวนิสต์ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น คอมมิวนิสต์สากลพยายามอย่างจริงจังเพื่อชนะใจพวกสหภาพแรงงานเหล่านี้ ที่มียอดนักสู้ชนชั้นแรงงานบางคนในตะวันตกให้มามีจุดยืนแบบมาร์กซิสต์
ข้อสรุปเชิงกลยุทธ์ก็คือ บอลเชวิคไม่ได้มองสหภาพแรงงานในแง่ดีเกินไปในฐานะเครื่องมือปฏิวัติ ในทางกลับกัน สหภาพแรงงานเป็นเวทีแห่งการต่อสู้ และจำเป็นต้องชิงการนำและสร้างอิทธิพลภายในสหภาพแรงงาน
2. นโยบายและความสับสนในช่วงเริ่มต้นของคอมินเทิร์น
หลังการปฏิวัติรัสเซีย 1917 คอมมิวนิสต์สากล (คอมินเทิร์น) วางเป้าหมายที่จะกระจายการปฏิวัติไปทั่วโลก และงานสหภาพแรงงานเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ แต่ปัญหาคือ ชาวบอลเชวิคไม่มีประสบการณ์กับสหภาพแรงงานก่อนการปฏิวัติ เพราะสหภาพแรงงานส่วนใหญ่ถูกห้ามภายใต้ระบอบซาร์ ดังนั้นพวกเขาจึงมีความเข้าใจเกี่ยวกับระบบราชการสหภาพแรงงานในประเทศตะวันตกอย่างจำกัด ไม่ได้วิเคราะห์ระบบราชการของสหภาพแรงงานในฐานะชั้นทางสังคมเฉพาะที่มีผลประโยชน์แตกต่างแยกจากผลประโยชน์ของชนชั้นแรงงาน
ความไร้เดียงสาของคอมินเทิร์นคือ ประเมินอำนาจที่ฝังรากลึกของระบบราชการสหภาพแรงงานในประเทศต่างๆ เช่น อังกฤษ ต่ำเกินไป พวกเขาเชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่นเพียงพอ คอมมิวนิสต์สามารถ “ยึดครอง” สหภาพแรงงานจากผู้นำฝ่ายปฏิรูปได้ เช่น เลนินกล่าวว่า สหภาพแรงงานตะวันตกได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก “ระบบคณาธิปไตยแรงงาน” (labour aristocracy) ซึ่งก็คือกลุ่มคนงานที่มีทักษะ มีสิทธิพิเศษที่สนับสนุนแนวคิดปฏิรูป แต่คำอธิบายนี้มองลัทธิปฏิรูปง่ายเกินไป และละเลยการฝังรากลึกในระบบราชการ กล่าวคือ ในทางปฏิบัติ พรรคคอมมิวนิสต์ตะวันตกพบว่า ผู้นำสหภาพแรงงานฝังรากลึกและต่อต้านแนวคิดสุดโต่งมากกว่าที่พวกบอลเชวิกคาดไว้มาก
3. การวิจารณ์ลัทธิสหภาพแรงงานอนาธิปไตย
ลัทธิสหภาพแรงงานอนาธิปไตยคือ สหภาพแรงงานที่มุ่งเน้นปฏิบัติการทางอุตสาหกรรมโดยตรง (โดยเฉพาะการนัดหยุดงานทั่วไป) และมองว่าสหภาพแรงงานเป็นหนทางที่จะโค่นล้มทุนนิยมและบริหารสังคมนิยม แต่ปฏิเสธพรรคการเมืองและอำนาจของรัฐ
องค์กรที่ใช้แนวทางนี้ ได้แก่ สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมโลก (IWW) -ในออสเตรเลียและสหรัฐอเมริก, ขบวนการของคณะกรรมการโรงงานในยุคสงคราม – นักจัดตั้งระดับโรงงาน
คอมินเทิร์นวิจารณ์แนวนี้ว่า ลัทธิสหภาพแรงงานอนาธิปไตยหลงใหลในรูปแบบของสหภาพแรงงานอุตสาหกรรม ที่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสหภาพแรงงาน = การเปลี่ยนแปลงการเมืองชนชั้น
ในขณะที่จุดยืนของคอมินเทิร์นคือ สนับสนุนสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมที่ช่วยให้คนงานมีความสามัคคีกัน แต่อย่าใช้องค์กรสหภาพแรงงานเหมือนยาครอบจักรวาล เพราะการปฏิวัติต้องการความเป็นผู้นำทางการเมือง ไม่ใช่แค่การปรับโครงสร้างสหภาพแรงงานเท่านั้น ดังนั้น ยุทธศาสตร์ของคอมินเทิร์นคือ สร้างเซลล์คอมมิวนิสต์ภายในสหภาพแรงงานและสถานที่ทำงาน และเชื่อมโยงการต่อสู้ของสหภาพแรงงานกับเป้าหมายการปฏิวัติในระดับชนชั้น (ไม่ใช่แค่การปฏิรูปในโรงงานเท่านั้น)
4. ระบบราชการสหภาพแรงงานในฐานะชนชั้นอนุรักษ์นิยม
o ระบบราชการของสหภาพแรงงานเป็นชั้นทางสังคมที่คอยถ่วงดุลระหว่างสมาชิกสหภาพแรงงานระดับล่างกับชนชั้นนายทุนและรัฐในอีกด้านหนึ่ง และประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ประจำซึ่งมักมีเงินเดือนสูง มีความมั่นคงในการทำงาน และมีอำนาจในสถาบัน
บทบาทของพวกเขา ได้แก่ ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยระหว่างแรงงานและทุน ต่อรองราคาแรงงานในตลาดทุนนิยม, ทำตามกฎระเบียบและเกมของระบบทุนนิยม โดยมุ่ง “ต่อรอง” ค่าจ้างและเงื่อนไขต่างๆ แทนที่จะท้าทายระบบ
เมื่อเศรษฐกิจเฟื่องฟู ระบบราชการของสหภาพแรงงานจะพยายามต่อรองเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย แต่เมื่อกำไรลดลง ระบบราชการยอมรับว่าคนงานต้องเดือดร้อน แต่จะพยายามต่อรองมาตรการรัดเข็มขัดที่ “เบากว่า” และยังกลัวกิจกรรมของคนงานระดับล่างที่ก้าวหน้าท้าทาย ซึ่งคุกคามการควบคุมของพวกเขา
มิก อาร์มสตรอง มองว่า ข้าราชการอาจพูดจาแบบฝ่ายซ้าย แต่หน้าที่ของพวกเขาคืออนุรักษ์นิยม อีกทั้ง พวกเขาทำหน้าที่เป็น “เบรก” ต่อแนวคิดถอนรากถอนโคนของคนงาน โดยเฉพาะในช่วงเวลาไม่สงบ พวกเขาจึงเกรงกลัวการปฏิวัติของคนงาน
ข้อบกพร่องทางทฤษฎีของคอมินเทิร์น คือ ในตอนแรกคอมินเทิร์นไม่ได้พัฒนาทฤษฎีระบบราชการอย่างเต็มรูปแบบ จึงทำให้เกิดข้อผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ คือ เชื่อว่าคอมมิวนิสต์ช่วงชิงและเข้าแทนที่การนำสหภาพแรงงานได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนธรรมชาติของสหภาพแรงงานนั้น
ผลกระทบระยะยาว คือ ความเข้าใจผิดนี้ทำให้เกิดภาพลวงตาว่าการยึดตำแหน่ง = เอาชนะสหภาพแรงงาน แต่คอมมิวนิสต์มักพบว่าตนเองถูกกลไกระบบราชการของสหภาพเข้าครอบงำซะเอง
ประสบการณ์อันขมขื่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า กลไกราชการของสหภาพแรงงานตะวันตกมีรากฐานที่หยั่งรากลึกมากจนไม่น่าจะแตกร้าวได้จนกว่าจะมีการปฏิวัติของคนงานสำเร็จ แม้อาจเป็นไปได้ที่นักปฏิวัติจะชิงตำแหน่งผู้นำของสหภาพแรงงาน อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหภาพแรงงานออสเตรเลีย (ACTU) สภาคองเกรสสหภาพแรงงานอังกฤษ (TUC) หรือสหพันธ์แรงงานและสภาคองเกรสองค์กรอุตสาหกรรมอเมริกัน (AFL-CIO) ไม่น่าจะถูก “ขับไล่” ออกไปจนกว่าคนงานจะยึดอำนาจไว้ในมือผ่านองค์กรที่เป็นประชาธิปไตยและยืดหยุ่นกว่า เช่น โซเวียตหรือสภาแรงงาน
อีกประการหนึ่งคือ ในรัสเซียก็ไม่มีพรรคการเมืองปฏิรูปอย่างพรรคแรงงานออสเตรเลียที่ชนชั้นแรงงานมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับสหภาพแรงงานอย่างลึกซึ้ง ผู้นำบอลเชวิคจึงพบปัญหาอย่างมากในการรับมือกับอิทธิพลของลัทธิปฏิรูปในโลกตะวันตก อันที่จริง คำอธิบายเกี่ยวกับลัทธิปฏิรูปที่เลนิน, ซิโนเวียฟ และผู้นำบอลเชวิคคนอื่นๆ พัฒนาขึ้นมา คือทฤษฎีระบบคณาธิปไตยแรงงานก็ประเมินพลังของลัทธิปฏิรูปต่ำเกินไป มองโลกในแง่ดีเกินไป โดยวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจว่าระบบทุนนิยมกำลังจะถึงจุดจบและตัดความเป็นไปได้ที่ชนชั้นกลางจะปฏิรูประบบทุนออกไป
ในตอนที่ 2 จะสรุปบทเรียนจากกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในอังกฤษและการก่อตัวของลัทธิสตาลิน ข้าราชการแดงในพรรคคอมมิวนิสต์ พร้อมบทเรียนเพื่อแก้ไขยุทธศาสตร์ให้กับนักสังคมนิยมรุ่นหลัง

