โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
หลายคนเข้าใจผิดว่าประธานาธิบดีทรัมป์สติแตกในการใช้ภาษีนำเข้าเพื่อก่อสงครามการค้ากับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะจีน แต่รวมถึงเวียดนาม กัมพูชา ไทยและประเทศในยุโรปด้วย แต่เราต้องเข้าใจภาพรวมทางประวัติศาสตร์และเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังมาตรการของทรัมป์
ในระบบทุนนิยมการแข่งขันระหว่างประเทศใหญ่ๆ ก่อให้เกิดสิ่งที่นักมาร์คซิสต์เรียกว่าระบบ “จักรวรรดินิยม” ซึ่งเป็นการแข่งขันในรูปแบบที่ผสมทั้งเรื่องเศรษฐกิจกับการทหารเข้าด้วยกัน หรือผสมผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเข้ากับรัฐ มันเคยนำไปสู่สงครามโลกสองครั้งและสงครามเย็นหลังจากนั้น ในปัจจุบันการแข่งขันที่มีความสำคัญมากที่สุดคือระหว่างจักรวรรดินิยมสหรัฐกับจักรวรรดินิยมจีน
ชนชั้นปกครองสหรัฐพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะปกป้องอำนาจของสหรัฐที่เริ่มเสื่อมลงเรื่อยๆ และนี่คือที่มาของคำขวัญของทรัมป์ว่าเขาจะ “ทำให้สหรัฐยิ่งใหญ่อีกครั้ง”
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ทั้งในด้านเศรษฐกิจและทางด้านการทหาร แต่อำนาจของสหรัฐเริ่มเสื่อมตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ในด้านการทหารเราเริ่มเห็นเมื่อสหรัฐแพ้สงครามเวียดนาม และพยายามกู้สถานการณ์ความอ่อนแอทางการทหารด้วยการบุกอิรัก แต่สงครามกับอิรักก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของสหรัฐอีก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสหรัฐก็ยังเป็นมหาอำนาจทางทหารในโลกปัจจุบันถึงแม้ว่าในเอเชียตะวันออกถูกท้าทายโดยจีน
ในด้านเศรษฐกิจ อำนาจของสหรัฐก็ลดลงตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 เช่นกัน โดยคู่แข่งหลักตอนนั้นคือญี่ปุ่นและเยอรมันตะวันตก สองประเทศนี้ได้เปรียบสหรัฐเพราะหลังสงครามโลกครั้งที่สองถูกห้ามไม่ให้ขยายกองทัพและผลิตอาวุธ ดังนั้นไม่ต้องเปลืองทรัพยากรในการสร้างอาวุธและสามารถหันมาพัฒนาเศรษฐกิจแทนได้ ในปี 1950 สหรัฐผลิต 35% ของมูลค่าทั้งหมดในโลก แต่พอถึงปี 1969 สัดส่วนนั้นลดลงเหลือ 27% ในช่วงนั้นสหรัฐเริ่มขาดดุลการค้ากับประเทศอื่น ปริมาณหนี้สาธารณะจากสงครามเวียดนามก็เพิ่มขึ้น และมีปัญหาเงินเฟ้อ
หลังสงครามโลก ข้อตกลง “เบรตตันวูดส์” ได้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนของเงินตราต่างๆ และกำหนดค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับทองคำ ในทศวรรษที่ 70 หลายประเทศเริ่มไม่พอใจเพราะมองว่าเงินดอลลาร์มีค่าสูงเกินไป จึงพยายามแลกเงินดอลลาร์ที่ประเทศเหล่านั้นสะสมไว้เป็นทองคำ แต่สหรัฐมีทองคำจำกัด ดังนั้นในปี 1971 ประธานาธิบดีนิกสันตัดความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินดอลลาร์กับทองคำ และปล่อยให้ค่าเงินดอลลาร์ลอยเสรีตามกลไกตลาด
มาตรการของนิกสันไม่ได้แก้ปัญหาของสหรัฐในระยะยาว อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นถึง 14.8% ซึ่งมาจากการลดลงของค่าเงินดอลลาร์และการที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ตัดสินใจเพิ่มค่าน้ำมันที่กำหนดไว้เป็นดอลลาร์เพื่อรักษาค่าตอบแทน มีการลงโทษสหรัฐด้วยเพราะสนับสนุนอิสราเอลในสงคราม “ยม คิปปูร์” ดังนั้นในปี 1979 พอล วอล์คเกอร์ ประธานธนาคารกลางของสหรัฐจึงใช้นโยบายเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอย่างหนักตามแนวทฤษฎี “ควบคุมการเงิน” ซึ่งเป็นทฤษฎีฝ่ายขวาที่หวังตัดกำลังซื้อในเศรษฐกิจ และตรงข้ามกับทฤษฎีเคนส์ที่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนของภาครัฐ ในที่สุดวอล์คเกอร์เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 21.5% และนโยบายนี้นำไปสู่การลดอัตราเงินเฟ้อท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและการตกงานของกรรมาชีพสหรัฐ นอกจากนี้ การเพิ่มค่าเงินดอลลาร์ที่เกิดจากการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนำไปสู่ปัญหาการผลิตเพื่อส่งออกในสหรัฐ เพราะสินค้าแพงขึ้น กลุ่มทุนใหญ่ของสหรัฐจึงย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปสู่ประเทศที่มีค่าจ้างระดับต่ำ มีการย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศจีนด้วย
ทั้งมาตรการของ นิกสัน และ วอล์คเกอร์ เป็นความพยายามที่จะแก้ปัญหาความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ก็แก้ไม่ได้ในระยะยาว การส่งออกสินค้าของจีนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนจีนกลายเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเป็นอันดับหนึ่งของโลก บริษัทใหญ่ของสหรัฐลงทุนในการผลิตสินค้าหลายชนิดในจีนเพื่อขายในตลาดภายในของสหรัฐ สถานการณ์นี้นำไปสู่การที่สหรัฐขาดดุลการค้า แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มทุนของจีนก็นำเงินจากการค้าสินค้ากลับไปลงทุนในสหรัฐเพื่อหวังกำไรทางด้านการเงิน เช่นการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ สรุปแล้วทั้งสหรัฐกับจีนพึ่งพาซึ่งกันและกัน แต่แข่งขันกันอย่างหนักทางเศรษฐกิจและการทหารด้วย
นโยบายการเพิ่มภาษีนำเข้าของทรัมป์มีเป้าหมายดังนี้
1. เพิ่มงบประมาณรัฐจากการเก็บภาษีนำเข้า เพื่อไปลดภาษีให้กับเศรษฐีใหญ่ตามที่เคยสัญญาไว้ นโยบายนี้อาศัยอีกนโยบายหนึ่งที่ช่วยคือการตัดค่าใช้จ่ายรัฐโดยการให้คนอย่าง อีลอน มัสก์ ปิดองค์กรต่างๆ ของภาครัฐ และไล่พนักงานภาครัฐออกเป็นแสน
2. เปิดศึกกับจีนเพื่อหวังตัดความสัมพันธ์เชิงพึ่งพาซึ่งกันและกันระหว่างจีนกับสหรัฐ และเปิดศึกกับประเทศที่ผลิตสินค้าของทุนจีนเพื่อขายในสหรัฐ เช่นเวียดนาม หรือกัมพูชา
3. หวังดึงการลงทุนในการผลิตกลับมาสู่สหรัฐและสร้างงานเพิ่ม
ประกอบกับนโยบายการขึ้นภาษีนำเข้านี้ ทรัมป์พยายามจะลดภาระทางการทหารในยุโรป โดยกดดันให้รัฐบาลยุโรปแบกค่าใช้จ่ายทางทหารมากขึ้นและซื้ออาวุธจากสหรัฐ โดยมีการใช้ภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือในการต่อรอง นอกจากนี้การพยายามยุติสงครามในยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายนี้ด้วย ทั้งหมดเพื่อให้สหรัฐสามารถระดมกำลังทางทหารไปเผชิญหน้ากับจีน
ในระบบจักรวรรดินิยมของทุนนิยม การแข่งขันทางเศรษฐกิจกับการแข่งขันทางทหารแยกออกจากกันไม่ได้ และในอดีตสงครามทางเศรษฐกิจมีส่วนสำคัญในการนำไปสู่สงครามโลก ที่สำคัญคือการที่มหาอำนาจต่างๆ พึ่งพาซึ่งกันและกันและแข่งขันกันในเวลาเดียวกัน ไม่ได้แปลว่าจะไม่เกิดสงคราม ในอดีตอังกฤษ สหรัฐและเยอรมันมีการลงทุนซึ่งกันและกัน แต่ก็ยังเกิดสงครามโลกได้ ดังนั้นสงครามการค้าของทรัมป์เสี่ยงกับการขยายไปสู่สงครามทางทหาร
มันตรงกับสิ่งที่ คาร์ล มาร์คซ์ เคยเขียนไว้ว่า ชนชั้นปกครองของทุกประเทศเป็น “พี่น้องที่ทะเลาะกันอย่างต่อเนื่อง” แต่มีจุดร่วมกันคือต้องการกดขี่ขูดรีดกรรมาชีพ
มาตรการของทรัมป์ นิกสัน และวอล์คเกอร์ ในอดีต ล้วนแต่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับกรรมาชีพสหรัฐที่ต้องตกงานหรือเผชิญหน้ากับราคาสินค้าที่สูงขึ้น การเพิ่มค่าใช้จ่ายทางการทหาร และการตัดการบริการของภาครัฐที่ให้กับกรรมาชีพที่เราเห็นตอนนี้ เพื่อลดภาษีให้เศรษฐี ล้วนแต่ทำลายชีวิตของคนธรรมดาเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับชนชั้นปกครอง พร้อมกันนั้นมันไม่มีหลักประกันว่ากลุ่มทุนสหรัฐจะกลับมาลงทุนการผลิตในสหรัฐหรือสร้างงานให้กับคนอเมริกัน นอกจากนั้น การเพิ่มภาษีนำเข้าจากสินค้าที่ผลิตในจีน เวียดนาม กัมพูชา หรือไทย ฯลฯ จะกดดันให้นายทุนลดค่าจ้างสวัสดิการให้กับคนงานในประเทศเหล่านั้น
ที่น่าสนใจคือกรรมาชีพสหรัฐหลายล้านคนที่เคยหลงผิดและลงคะแนนเสียงให้ทรัมป์ จะต้องเผชิญหน้ากับการขึ้นราคาของสินค้าต่างๆ ที่เขาใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสินค้าอื่นๆ เพราะไม่ว่าจะมีการประกอบภายในประเทศหรือไม่ ก็ยังมีการใช้ชิ้นส่วนที่นำเข้าจากประเทศอื่น
ความไม่พอใจของกรรมาชีพสหรัฐต่อทรัมป์คงไม่เป็นสิ่งที่จะเกิดโดยอัตโนมัติ เพราะทรัมป์คงปลุกกระแสเหยียดคนต่างชาติเพิ่มขึ้น เพื่อปกปิดความจริงว่า เขาไม่ได้มีแผนจะทำให้ประชาชนธรรมดา “ยิ่งใหญ่อีกครั้ง” แต่มีแผนจะทำให้เศรษฐีและชนชั้นนายทุนสหรัฐยิ่งใหญ่มากขึ้นบนสันหลังกรรมาชีพ
ดังนั้น ภายในขบวนการแรงงานสหรัฐต้องมีการปลุกกระแสการต่อสู้จากระดับรากหญ้าขึ้นไป และต้องไม่ตั้งความหวังกับพรรคเดโมแครตซึ่งเคยหักหลังกรรมาชีพและปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำพุ่งสูง ในช่วงนี้เราเห็น อเล็กซานเดรีย โอคาซีโอ-คอร์เทซ จากกลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตยภายในพรรคเดโมแครต หรือ เบอร์นี แซนเดอส์ ซึ่งเป็นนักการเมืองอิสระแต่เข้าข้างพรรคเดโมแครต ดึงประชาชนจำนวนมากออกมาประท้วงทรัมป์ แต่สองคนนี้ไม่มีข้อเสนอรูปธรรมในการนำการต่อสู้ผ่านการเดินขบวนและการนัดหยุดงาน และในอดีตสมัยที่ ไบเดน เป็นประธานาธิบดี ก็ไม่ออกมาวิจารณ์อะไรเลยและไม่นำการต่อสู้เพื่อสังคมที่เท่าเทียมหรือเพื่อยุติการสนับสนุนอิสราเอล
คาร์ล มาร์คซ์ เคยพูดว่าระบบทุนนิยมมีพลังขับเคลื่อนในรูปแบบที่ไม่มีความส่วนตัว นายทุนทั้งใหญ่และเล็กควบคุมมันไม่ได้ ซึ่งมันนำไปสู่แรงกดดันให้ลงทุนเพิ่มขึ้นตลอดเวลาเป็นต้น และนี่คือที่มาของวิกฤตเศรษฐกิจ
ประธานาธิบดี ทรัมป์ คงจะหลงตนเองว่าเขามีอำนาจที่จะควบคุมพลังของระบบทุนนิยมได้ แต่หลังจากที่มีการประกาศทั่วไปว่าจะมีการขึ้นภาษีนำเข้าจากประเทศต่างๆ ตลาดหุ้นของนายทุนก็ดิ่งลงและเต็มไปด้วยความวุ่นวาย จนนายทุนใหญ่ของสหรัฐเริ่มไม่พอใจทรัมป์ แม้แต่ อีลอน มัสก์ ที่ใกล้ชิดกับประธานาธิบดี ก็ออกมาด่ารัฐมนตรีที่ประกาศภาษีนำเข้าว่า “เป็นคนที่โง่กว่ากองอิฐ” เพราะ มัสก์ มีโรงงานผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ในจีน ส่วนนายทุนเจ้าของบริษัทโทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์ ก็วี้ดว้ายกระตู้วู้กันใหญ่ เพราะกลัวว่าสินค้าของเขาจะแพงขึ้นมหาศาลและขายไม่ออก ในที่สุดทรัมป์ก็ต้องกลับลำกับภาษีที่เก็บจากสินค้าเหล่านี้ และต้องกลับลำประกาศว่าจะมีการพักการขึ้นภาษีให้กับบางประเทศ
ยิ่งกว่านั้น สิ่งที่ทำให้ทรัมป์ตกใจมากคือการที่มีการขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจำนวนมาก เพราะความมั่นใจในเสถียรภาพของเศรษฐกิจสหรัฐลดลง พันธบัตรเป็นวิธีที่รัฐบาลต่างๆ กู้เงินโดยที่ในยุคธรรมดานายทุนจะมองว่ารัฐบาลเป็นองค์กรที่ไว้ใจได้และจะรักษาเงินของผู้ซื้อพันธบัตรได้ดีกว่าตลาดหุ้น การที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐถูกขายละลายลงน้ำมีผลทำให้การกู้เงินของรัฐบาลสหรัฐแพงขึ้นในตลาดโลก และเราคาดได้ว่ารัฐบาลจีนมีส่วนสำคัญในการขายพันธบัตรดังกล่าวด้วย
สิ่งหนึ่งที่เราสามารถพูดได้ในยุคนี้ของทรัมป์คือ ยุคของ “โลกาภิวัตน์กลไกตลาดเสรี” ที่พวกฝ่ายขวาเคยประกาศด้วยความภาคภูมิใจหลังสงครามเย็น พร้อมกับประกาศว่ายุคนี้ “ประวัติศาสตร์จะยุติ” เพราะจะไม่มีความขัดแย้งทางทหารอีกต่อไป มันดูเหมือนหมดความจริงไปแล้วท่ามกลางการขึ้นมาของแนวคิดชาตินิยมทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ บทบาทของสหประชาชาติ และองค์กรค้าโลก ที่จะจัดระเบียบการเมืองและเศรษฐกิจโลก ก็ดูเหมือนจะไม่เหลืออะไรที่มีความสำคัญ ไม่ต่างจากการสิ้นสุดของข้อตกลง “เบรตตันวูดส์” ที่เคยควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนของเงินตระกูลต่างๆ
เราชาวสังคมนิยมจะรับมืออย่างไรกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปและอันตรายมากขึ้น? สิ่งแรกที่เราต้องเน้นคือระหว่างจักรวรรดินิยมสหรัฐกับจีน ไม่มีอะไรดีสำหรับคนชั้นล่างเลย เราไม่ควรไปเข้าข้างชนชั้นปกครองจีนภายใต้นิยายว่าจีนเป็น “สังคมนิยม” และไม่ก้าวร้าวเท่าสหรัฐ
สิ่งต่อไปที่เราต้องยืนยันคือเราจะต้องรณรงค์ต่อต้านการเหยียดสีผิวเชื้อชาติอย่างที่ฝ่ายขวาและทรัมป์ชอบทำ ในทุกประเทศเราจะต้องไม่สนับสนุนนโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจ เช่นการเก็บภาษีนำเข้าซึ่งไม่เคยปกป้องกรรมาชีพหรือสร้างงาน และแน่นอนเราจะต้องต่อต้านการสะสมอาวุธและการทำสงครามของชนชั้นปกครองทุกชาติด้วย
ในอังกฤษนายกรัฐมนตรีพรรคแรงงาน เคียร์ สตาร์เมอร์ กำลังเปิดศึกกับคนจนและขบวนการแรงงานเพื่อเอาใจนายทุน และเป็นเรื่องตลกที่ สตาร์เมอร์ คลานเข้าไปเลียก้นทรัมป์ โดยหลงเชื่อว่าจะได้สิทธิพิเศษ แต่ปรากฏว่าอังกฤษโดนภาษีนำเข้าไม่ต่างจากประเทศอื่น
ในไทยเราจะต้องระวังกระแสที่เหยียดทุนจีนเป็นพิเศษ เพราะไม่ว่าจะเป็นทุนไทย ทุนจีน หรือทุนสหรัฐ มันล้วนแต่เป็นศัตรูของกรรมาชีพ ดังนั้นเราต้องขยันในการสร้างองค์กรเคลื่อนไหวสังคมนิยมและพลังของชนชั้นกรรมาชีพ
(บทความนี้อาศัยเนื้อหาหลายส่วนจากการนำเสนอของ อาเลคซ์ คาลินิคอส)

