เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ
ภาพผิวเผินของสภาพการจ้างทำให้เราคิดว่า “ค่าจ้าง” คือ “ค่าซื้อปริมาณแรงงาน” ในขณะเดียวกันมีการพูดโดยนักเศรษฐศาสตร์บางคนว่า ค่าจ้างในตลาดแรงงานถูกกำหนดจากความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการแรงงานกับจำนวนคนงานที่กำลังหางานทำ และนักเศรษฐศาสตร์การเมืองฝ่ายทุนเช่น David Ricardo และ Adam Smith เสนอว่าเราไม่สามารถวิเคราะห์เรื่องค่าจ้างลึกกว่านี้ได้ เพราะเขาไม่ยอมตั้งคำถามกับปรากฏการณ์ผิวเผิน
แต่ ในความเป็นจริง
• กรรมาชีพขาย “พลังการทำงาน” และมันเป็นสินค้าพิเศษเพราะมันคือสิ่งที่สร้างมูลค่าได้
• ตลาดแรงงานทำให้ค่าจ้างขึ้นลงได้จากจุดเฉลี่ย แล้วแต่ว่าขาดแรงงานหรือมีแรงงานเกิน แต่ตลาดแรงงานไม่ได้กำหนดจุดเฉลี่ยดังกล่าว
• จุดเฉลี่ยของระดับค่าจ้างคือ มูลค่าพื้นฐานในการดำรงชีพและการผลิตซ้ำแรงงาน
มาตรฐานความยุติธรรมทางเศรษฐกิจของทุนนิยม และภาพของ “แรงงานเสรี”
• อาศัยภาพลวงตาว่า ค่าจ้าง = ค่าพลังการทำงานทั้งหมด ที่ถูกซื้อ
• หรือนิยายว่า คนงานได้ค่าตอบแทนสำหรับการทำงานทั้งหมดที่เขาทำ
• ในขณะที่ความจริงคือ คนงานได้ค่าตอบแทนการทำงานส่วนหนึ่ง และอีกส่วนเขาทำงานฟรีให้นายทุน
“ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน” ปกปิดความจริง
• ในระบบทาส มีการสร้างภาพว่าทาสถูกบังคับให้ทำงานให้นายจ้าง 100% แต่ส่วนหนึ่งของงานทาสก็ต้องทำเพื่อเลี้ยงชีพ ถ้าทาสจะไม่ตาย
• ในทุนนิยมมีการสร้างภาพว่ากรรมาชีพทำงานโดยได้ค่าตอบแทน 100%
ค่าจ้างรายวัน
• คือค่าจ้าง/หน่วยชั่วโมง
• ทุกวัน หรือทุกชั่วโมง กรรมาชีพถูกจ้างให้ทำงานสองส่วนคือ 1.เพื่อเลี้ยงชีพตนเอง 2.เพื่อทำงานฟรีให้นายทุน
• เวลาเพิ่มชั่วโมงการทำงานแบบจ่าย “โอที” อาจเพิ่มสัดส่วนในการเลี้ยงชีพต่อสัดส่วนที่ทำฟรี เพราะอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงเพิ่ม แต่บ่อยครั้งนายทุนจะกดค่าจ้างปกติ เพื่อบังคับให้คนงานทำโอที
• สถานที่ทำงานใดมีชั่วโมงการทำงานสูง อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงมีแนวโน้มว่าจะต่ำ
• การแข่งขันระหว่างกรรมาชีพนำไปสู่การกดค่าจ้าง
• การแข่งขันระหว่างนายทุนนำไปสู่การกดราคาสินค้า (โดยนายทุนเสียสละมูลค่าบางส่วนเพื่อลดราคาจากส่วนที่แรงงานทำงานให้ฟรี)
• ผลคือค่าจ้างโดยทั่วไปถูกกดลง
ค่าจ้างแบบเหมาจ่ายตามชิ้นส่วน
• ค่าจ้างแบบนี้ไม่ต่างจากค่าจ้างรายวันในลักษณะพื้นฐานของมัน ทั้งๆ ที่ดูเหมือนต่างกัน เพราะโดยพื้นฐานมันเป็นการจ้างกรรมาชีพให้ใช้พลังการทำงานเพื่อเลี้ยงชีพส่วนหนึ่ง และเพื่อทำงานฟรีให้นายทุนอีกส่วนหนึ่ง
• แต่ลักษณะพิเศษของการจ้างแบบเหมาจ่ายคือ มันกดดันให้คนงานเร่งการทำงานและเพิ่มคุณภาพผลผลิต โดยไม่ต้องมีหัวหน้างานคอยบังคับ มันเพิ่มการขูดรีด และเพิ่มการแข่งขันระหว่างคนงาน แต่ในขณะเดียวกันทำให้คนงาน “รู้สึก” ว่ามี “อิสรภาพ” ที่จะใช้ฝีมือและแรงงานของตนเอง ฯลฯ
• บ่อยครั้งถ้ามีการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ผ่านเครื่องจักรสมัยใหม่ ซึ่งทำให้ผลิตสินค้ามากขึ้นในเวลาจำกัด การกดค่าแรงเหมาจ่าย หรือการรักษาระดับค่าแรงเหมาจ่ายเหมือนเดิม ทำยาก เพราะคนงานจะสู้ เพราะคนงานรู้สึกว่า “ถูกโกงชัดๆ” ซึ่งแตกต่างกับกรณีค่าจ้างรายวัน ถ้าจ่ายตามเดิมในเวลาทำงานเดิม เพราะคนงานมองว่า “ยุติธรรม”
ในระบบโลกาภิวัตน์
ประเทศที่มีประสิทธิภาพการผลิตสูงจะจ่ายค่าจ้างสูง แต่เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนค่าจ้าง กับ มูลค่าส่วนเกินที่ขูดรีดไป จะพบว่าประเทศที่ด้อยพัฒนามีอัตราการขูดรีดต่ำกว่า ทั้งๆ ที่จ่ายค่าจ้างต่ำ

