บทเรียนการปฏิวัติจีน 1925-27

โดย คมกริต

แม้ว่าการปฏิวัติในปี 1949 ที่นำโดยเหมาเจ๋อตุงจะประสบความสำเร็จในการปฏิวัติกู้ชาติ แต่ชัยชนะครั้งนี้ส่วนใหญ่เกิดจากชัยชนะทางการทหารของกองทัพชาวนาผู้มีใจสู้ ซึ่งชาวนาเหล่านี้ต้องการปลดแอกจากญี่ปุ่นและมหาอำนาจต่างประเทศอื่น ๆ ในขณะที่ชนชั้นกรรมาชีพแทบไม่มีบทบาทในกระบวนการเหล่านี้เลย ดังที่นักประวัติศาสตร์ มอริส ไมส์เนอร์ เขียนไว้ว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ “เข้าตัวเมืองในปี 1949 ในฐานะผู้ยึดครอง ไม่ใช่ฐานะผู้ปลดปล่อย และสำหรับชาวเมืองที่ไม่ค่อยมีส่วนสนับสนุนต่อชัยชนะของการปฏิวัติมากนัก ความรู้สึกสนับสนุนจึงปะปนกับความไม่ไว้วางใจอย่างแยกกันไม่ออก” และไม่ใช่การปฏิวัติสังคมนิยมแต่อย่างใด

                อย่างไรก็ตาม ในปี 1925 เกิดการปฏิวัติที่แตกต่างออกไป นั่นคือการต่อสู้ร่วมกันของคนงานและชาวนาที่นำโดยคนงานและชาวนาเอง ผสานการการปลดปล่อยชาติเข้ากับการต่อสู้ทางเศรษฐกิจเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในวงกว้าง

เบื้องหลังการกดขี่: จากสงครามฝิ่นถึงการปฏิวัติ

                รากเหง้าของลัทธิชาตินิยมจีนหยั่งรากมาจากการถูกรุกรานและขูดรีดโดยชาติตะวันตกตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะสงครามฝิ่นที่เริ่มขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1830 ทำให้จีนต้องเปิดประเทศ สิ่งนี้ก่อให้เกิด “ชนชั้นนายหน้า” ที่แสวงหาประโยชน์จากการค้าร่วมกับต่างชาติ จากขุนนางเก่าผันตัวมาเป็นนายทุน กลายเป็นกลุ่มพันธมิตรของชนชั้นนายทุนและเจ้าที่ดินทั้งภายในและต่างชาติ โดยมีผลประโยชน์ร่วมในการกดขี่ขูดรีดกรรมาชีพและชาวนา

4 พฤษภาคม 1919: พลังของนักศึกษาและกรรมาชีพ

                การเติบโตของอุตสาหกรรมได้นำชนชั้นกรรมาชีพสมัยใหม่เข้ามาสู่เวทีการต่อสู้ และเมื่อสิ้นสุดปี ค.ศ. 1916 จีนมีคนงานในภาคอุตสาหกรรมเกือบหนึ่งล้านคน (และเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปี ค.ศ. 1922) ในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1919 ขบวนการประท้วงของนักศึกษาได้เกิดขึ้นทั่วเมืองใหญ่ๆ และกลุ่มพลังใหม่นี้ได้เข้าร่วมการประท้วง โดยคนงานในโรงงานต่างนัดหยุดงานประท้วงเพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของนักศึกษา

                ซุน ยัตเซ็น ผู้นำพรรคชาตินิยมจีน หรือ ก๊กมินตั๋ง (KMT) เป็นผู้นำการปฏิวัติในปี ค.ศ. 1911 ที่โค่นล้มราชวงศ์ชิง ไร้สภาพไปในปี ค.ศ.1919 แต่กระแสขาขึ้นของการต่อสู้ได้จุดประกายให้เกิดความเคลื่อนไหวใหม่ขึ้นอีกครั้ง เขาปรากฏตัวในงานต่าง ๆ ในกวางตุ้งและสร้างความสัมพันธ์กับสหภาพแรงงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่

การหันเหของสากลที่ 3 (คอมินเทิร์น)

                องค์การคอมมิวนิสต์สากล (Comintern) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1919 เพื่อรวมพรรคปฏิวัติที่ก่อตั้งขึ้น ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายซ้ายที่แยกตัวออกจากพรรคสังคมประชาธิปไตยซึ่งยอมจำนนต่อลัทธิชาตินิยมสุดโต่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง วัตถุประสงค์เริ่มแรกขององค์การคือขยายการปฏิวัติไปทั่วโลก ในช่วงเวลานั้นการต่อต้านอาณานิคมได้เกิดขึ้นหลายครั้ง

                ในการประชุมสมัชชาโลกครั้งที่ 2 เลนินเสนอถึงนักปฏิวัติในประเทศอาณานิคมว่า เป็นหน้าที่ของคอมมิวนิสต์สากลที่จะสนับสนุนขบวนการปฏิวัติในอาณานิคมและในประเทศที่ล้าหลังเพื่อตระเตรียมสร้างพรรคกรรมาชีพปฏิวัติและทำแนวร่วมกับขบวนการประชาธิปไตยชนชั้นนายทุน อย่างไรก็ตาม ขบวนการแรงงานและชาวคอมมิวนิสต์ต้องรักษาความอิสระทางการเมือง มิใช่รวมเป็นเนื้อเดียวกับขบวนการชนชั้นนายทุนชาติ

                เมื่อการปฏิวัติรัสเซียเสื่อมลง ระบบราชการใหม่ของโซเวียตเริ่มถือกำเนิดขึ้น ดำเนินนโยบายลดทอนผลประโยชน์ของขบวนการชนชั้นกรรมาชีพในต่างประเทศให้ตกอยู่ภายใต้แนวทางการทูตกลุ่มข้าราชการโซเวียตด้วย “การเสียสละระดับชาติครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเพื่อรักษา ‘สังคมนิยม’ แห่งชาติรัสเซีย” เร่งหาพันธมิตรชาตินิยมชนชั้นกลางที่แข็งแกร่ง นำไปสู่การอ้างแนวคิด “การปฏิวัติสองขั้นตอน” (กรรมาชีพต้องห้ามตัวเองเพื่อให้มีการปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยมก่อน)

พรรคคอมมิวนิสต์จีนถูกใช้

                พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1920 ในช่วงที่องค์กรการเมืองของชนชั้นกรรมาชีพยังอยู่ในสภาพหน่ออ่อน คณะผู้นำพรรคประกอบไปด้วยผู้นำของขบวนการ 4 พฤษภาคม แต่มีคนงานเพียงไม่กี่คนที่เข้าร่วมการประชุมครั้งแรกในปี 1921

                มติของคณะกรรมการบริหารของคอมินเทิร์นในช่วงฤดูหนาวของปี ค.ศ. 1923 เรียกร้องให้ CCP ยุติการเคลื่อนไหวอย่างอิสระเพื่อหันไปร่วมสร้าง KMT แทน

                ปี ค.ศ. 1924 ซึ่งเป็นปีที่เลนินเสียชีวิต ในวันแรงงานสากล คนงานกว่าแสนคนเดินขบวนบนท้องถนนในเซี่ยงไฮ้ และในกวางตุ้งมีจำนวนมากกว่าสองเท่า ใบปลิวในงานระบุว่า “พวกเจ้านายจะไม่ยอมจนกว่าจะถึงขั้นปฏิวัติ งั้นก็เตรียมเจอการปฏิวัติได้!” แสดงให้เห็นว่าขบวนการแรงงานมีความเข้มแข็งและกล้าหาญอยู่แล้วตอนนั้น ทั้งยังไม่ไว้วางใจ “พันธมิตร” ชนชั้นกลางของพวกเขาอีกด้วย

                หลังจากที่ซุนยัดเซนเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1925 เจียงไคเชก เข้ามารับตำแหน่งผู้นำต่อ ในขณะเดียวกัน KMT ได้เป็นกลายเป็นผู้รับการฝึกและความช่วยเหลือทางทหารรายใหญ่จากโซเวียต คอมมิวนิสต์สากลได้ก่อตั้งโรงเรียนนายร้อยหวอปัวในปี ค.ศ. 1924 ด้วยเงินสนับสนุนของรัสเซีย และในปี ค.ศ. 1926 KMT ได้รับการยอมรับให้เข้าร่วมคอมินเทิร์นในฐานะ “พรรคผู้สนับสนุน” มีเพียงทรอตสกี้เท่านั้นที่ลงคะแนนเสียงคัดค้าน โดยเตือนว่า คอมินเทิร์นกำลังเตรียมให้เจียงรับบทบาทเพชฌฆาตใต้เสื้อคลุมลัทธิคอมมิวนิสต์โลก

                เหตุผลทางทฤษฎีเบื้องหลังการดำเนินนโยบายนี้คือแนวคิด “กลุ่มคนสี่ชนชั้น” คือการกดขี่ของจักรวรรดินิยมบีบบังคับให้เกิดความร่วมมือข้ามชนชั้น พันธมิตรของคนงานและชาวนาจะรวมถึงชนชั้นกลางในเมืองและชนชั้นนายทุน “ชาติ” แต่ในทางปฏิบัติมันทำให้ชนชั้นกรรมาชีพตกอยู่ภายใต้การควบคุมของชนชั้นนายทุน

บรรยากาศการนัดหยุดงานทั่วไปในฮ่องกง 1925

การหักหลังซ้ำ ๆ

ในวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1926 เจียงได้เริ่มก่อรัฐประหารในกวางตุ้งด้วยการนำกองทัพเข้ามา ชาวคอมมิวนิสต์ทุกคนที่เป็นหัวหน้าหน่วยทหารภายใต้การบังคับบัญชาของเขาถูกจับกุม รวมทั้งที่ปรึกษาคอมมิวนิสต์ชาวรัสเซียและจีนทั้งหมด สำนักงานใหญ่ของคณะกรรมการนัดหยุดงานกวางตุ้ง-ฮ่องกงถูกปลดอาวุธ (ในที่สุดการนัดหยุดงานก็ถูกยกเลิกในเดือนตุลาคม) พรรคคอมมิวนิสต์ถูกจับกุมโดยไม่รู้ตัว

                ในเซี่ยงไฮ้ กลุ่มสหายได้เรียกร้องให้ CCP ถอนตัวจาก KMT ทันที แม้แต่ผู้นำ CCP ที่ดำเนินนโยบายเดิมยังเสนอให้จัดตั้งกลุ่มการเมืองสองพรรคนอก KMT โบโรดิน (ตัวแทนของคอมินเทิร์นในพรรคคอมมิวนิสต์จีน) ได้ปรามการแสวงหานโยบายการเมืองอิสระ เขากล่าวว่า ‘ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่ชาวคอมมิวนิสต์ควรทำหน้าที่เป็นกุลีให้กับก๊กมินตั๋ง!’” และอ้างว่าชนชั้นกรรมาชีพอ่อนแอเกินไป ซึ่งขัดกับความเป็นจริงด้านบน

                แม้ต้องเจออุปสรรคทางการเมืองนี้ พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ยังคงจัดตั้งในเมืองต่าง ๆ ทั้งยังมีส่วนนำการนัดหยุดงานของคนงานและปลุกระดมชาวนาในหมู่บ้านเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ของกองกำลังชาตินิยม

                การทำงานของ CCP ในขบวนการแรงงานและชาวนาสร้างความระแวงแก่เจียง เขาจึงประกาศกฎอัยการศึกในวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1927 พวกอันธพาลร่วมมือกับทหารและตำรวจเข้าปราบการเคลื่อนไหวของคนงานในกวางตุ้ง และเป็นสัญญาณให้เจ้าที่ดินเปิดฉากโจมตีชาวนาที่ก่อกบฏอย่างโหดเหี้ยม

                เมื่อกองทัพชาตินิยมอยู่ใกล้เซี่ยงไฮ้ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1927 สหภาพแรงงานประกาศนัดหยุดงานทั่วไปในเพื่อต้อนรับกองทัพชาตินิยม คนงานกว่า 350,000 คนเข้าร่วมภายใน 48 ชั่วโมง ทั้งเมืองถูกยึดครองโดยมวลชนแรงงาน การสู้รบบนท้องถนนระหว่างคนงานกับทหารและตำรวจเริ่มขึ้นในวันที่ 21 ก.พ. คนงานเริ่มหยิบอาวุธขึ้นมาจากทุกที่ ๆ หาได้

                เจียงยังคงสั่งให้กองกำลังชาตินิยมอยู่นอกตัวเมือง คนงานเริ่มทยอยกลับเข้าไปในโรงงาน และวันที่ 21 มีนาคม ได้มีการประกาศนัดหยุดงานทั่วไปเป็นครั้งที่สอง มีคนราว 500,000 ถึง 800,000 คนเข้าร่วม และสามารถควบคุมเมืองเซี่ยงไฮ้ไว้ได้ เจียงจึงตัดสินใจว่าถึงเวลาปราบกรรมาชีพ

                ทั้ง ๆ ที่แกนนำ CCP รับรู้จากตัวแทนคอมินเทิร์นที่บ่งบอกถึงเจตนาของเจียงในการทำลายองค์กรแรงงาน แต่ CCP ยังคงวางใจสถานการณ์ดังกล่าว สตาลินโต้ทร็อตสกี้ว่า KMT ย่อมไร้ทางเลือกนอกจากสนับสนุนการปฏิวัติ “ดังนั้น จึงต้องใช้ประโยชน์จากฝ่ายขวาเหล่านี้ให้ถึงที่สุด บีบคั้นน้ำออกมาเหมือนมะนาวแล้วโยนทิ้งไป”

                หลังจากเข้าเมือง เป้าหมายแรกของเจียงคือการกำจัดทหารที่มีสายสัมพันธ์กับคนงานออกจากฉากทางการเมือง เหล่าผู้บัญชาการกองพลได้เสนอต่อคณะกรรมการกลางของ CCP ว่าจะต่อต้านเจียงและเตรียมทหารในเซี่ยงไฮ้ให้พร้อมรบ พวกแกนนำยังคงลังเล และได้ยื่นคำร้องต่อเจียงอย่างนอบน้อมเพื่ออนุญาตให้เหล่านายทหารดังกล่าวอยู่ต่อ แต่คำขอถูกปฏิเสธ และทหารเหล่านั้นถูกย้ายออกไป

12 เมษายน 1927: วันแห่งโศกนาฏกรรม

                ในวันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1927 เจียงไคเชกเปิดฉากสังหารหมู่คนงานในเซี่ยงไฮ้ เขาสั่งกวาดล้าง CCP จับกุมและประหารนักจัดตั้งและกรรมกรฝ่ายซ้ายจำนวนมาก ขบวนการแรงงานถูกบดขยี้ภายในเวลาไม่กี่วัน ในท้ายที่สุด CCP กลับกลายเป็นฝ่ายถูก “บีบคั้นเหมือนมะนาวแล้วโยนทิ้งไป” ต่างหาก

                ในปีถัดมา สงครามต้านคอมมิวนิสต์ของเจียงยังคงดำเนินต่อไป และสังหารผู้คนไปกว่า 200,000 คน พรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เหลืออยู่ได้หนีไปอยู่ชนบท และไม่เคยมีอิทธิพลในหมู่คนงานในเมืองอีกต่อไป

สรุป

                การปฏิวัติจีนแห่งปี ค.ศ. 1925 – 1927 มิใช่แค่หนึ่งอาชญากรรมของลัทธิสตาลิน แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของกรรมาชีพจีนในการโค่นล้มระบอบเก่า ต่อต้านจักรวรรดินิยม และความสำคัญของความอิสระทางการเมืองของพรรคกรรมาชีพ เพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมาชีพ

อ้างอิง

Kosuth D. 2010. The Chinese revolution of 1925–27. ในวารสารสังคมนิยมสากล International Socialist Review.

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ