พัฒนาการของแนวเฟมินิสต์ในยุคปัจจุบัน

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

นักสังคมนิยมมาร์คซิสต์มีจุดยืนชัดเจนในการปฏิเสธการกดขี่ทางเพศ และสนับสนุนผู้ที่ต่อสู้เพื่อยกเลิกการกดขี่ดังกล่าว เรายืนอยู่เคียงข้างสตรีที่ถูกกดขี่ในสังคม เรายืนอยู่เคียงข้างคนรักเพศเดียวกัน และคนข้ามเพศที่ถูกเลือกปฏิบัติและถูกเหยียดหยาม มาร์คซิสต์มองว่าในสังคมมนุษย์เรามีมากกว่าสองเพศ ชายกับหญิง และเรายืนยันสิทธิของพลเมืองทุกคนที่จะเลือกว่าตนเองเป็นเพศใด โดยที่รัฐ กฎหมาย กับศาสนา ไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้อง เราสนับสนุนให้สตรีมีสิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกายของตนเอง และมีสิทธิในการทำแท้งเสรี ดังนั้นเราพร้อมจะทำแนวร่วมกับขบวนการเฟมินิสต์ และขบวนการปลดแอกทางเพศอื่นๆ โดยไม่มีเงื่อนไขเสมอ และเรามองว่า ในการเลือกทำแนวร่วมกับกลุ่มอื่น เราไม่จำเป็นต้องปกปิดข้อแตกต่างทางความคิดที่เรามีอยู่แต่อย่างใด

​ในการวิเคราะห์การกดขี่ทางเพศ เรามองว่าต้นกำเนิดของปัญหาอยู่ที่สังคมชนชั้น โดยที่เราไม่เห็นด้วยกับคำอธิบายของพวกเฟมินิสต์ว่าเกิดจาก “สังคมชายเป็นใหญ่”

​“ขบวนการเคลื่อนไหวปลดแอกสตรี” ขยายตัวและมีพลังในตะวันตกในทศวรรษ 1960 และในขั้นตอนแรกขบวนการนี้ให้ความสำคัญกับชนชั้นและใกล้ชิดกับฝ่ายซ้ายและขบวนการแรงงาน โดยเฉพาะในยุโรป แต่เมื่อการต่อสู้ของแรงงานและกระแสซ้ายอ่อนลงหลังทศวรรษ 1970 เฟมินิสต์เริ่มเปลี่ยนจากการต่อต้านระบบทุนนิยมและการเน้นชนชั้น เขามองว่าขบวนการสังคมนิยมเน้นแต่มิติด้านเศรษฐกิจและไม่สามารถอธิบายการกดขี่ทางเพศได้ ซึ่งเป็นการเข้าใจลัทธิมาร์คซ์แบบกลไก หรือตีความว่าสังคมนิยมมาร์คซิสต์เป็นสิ่งเดียวกันกับลัทธิสตาลิน ซึ่งมันไม่ใช่

​ตอนนั้นมีการขยับไปทางขวาของกลุ่มเฟมินิสต์หลายกลุ่ม คือแทนที่จะเน้นการปลดแอกของผู้หญิงทั้งหมดในสังคมร่วมกัน เริ่มมีการเน้นสถานะของปัจเจกพร้อมกับเสนอให้ผู้หญิงธรรมดาทำแนวร่วมกับผู้หญิงชั้นสูง ซึ่งในความเป็นจริงกรรมาชีพหญิง พนักงานหญิง และผู้หญิงยากจน ไม่เคยได้ประโยชน์จากการที่สตรีบางคนขึ้นมามีอำนาจ หรือเป็นหัวหน้างาน ในประเทศไทยการที่ ยิ่งลักษณ์ หรือ แพทองธาร ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ทำให้สตรีไทยมีสิทธิเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

​ที่แย่กว่านั้นพวก “หลังเฟมินิสต์” (Post Feminist) มองว่าสตรีส่วนใหญ่ไม่ต้องต่อสู้อีกต่อไป นักเฟมินิสต์ชื่อ Naomi Wolf (นาโอมิ วูลฟ์) โจมตีสิ่งที่เขาเรียกว่า  “เฟมินิสต์ของเหยื่อ” ที่เน้นการถูกกดขี่ วูลฟ์เชื่อว่าธุรกิจของหญิงจะเป็นพลังในศตวรรษที่ 21 บางคนออกมาพูดว่าแนวเฟมินิสต์เป็นแนวคิดเดินถอยหลัง  และถ้าผู้หญิงจะประสบความสำเร็จจะต้องแข่งกับผู้ชายภายใต้กติกาเดียวกัน ที่แย่สุดคือบางคนมองว่าการที่สตรีใช้ร่างเปลือยของตนเองในการขยับขึ้นมามีอิทธิพลในสังคมเป็นการ “ปลดแอกตนเอง” แต่ Naomi Klein (นาโอมิ ไคลน์) ตั้งข้อสังเกตว่าในยุคที่เสรีนิยมใหม่ลามปามไปทั่วและทำลายชีวิตของทั้งชายและหญิงว่า การเน้นเรื่องการพัฒนาฐานะส่วนตัว “เสมือนการจัดเฟอร์นิเจอร์ใหม่ในบ้านขณะที่ไฟกำลังไหม้”

“ทฤษฎีเอกสิทธิ์” (Privilege Theory)

​“ทฤษฎีเอกสิทธิ์” เสนอว่าชายผิวขาวทุกคน ไม่ว่าจะจนหรือรวย ไม่ว่าจะเป็นกรรมกรหรือนายทุน มีเอกสิทธิ์พิเศษเหนือคนอื่นที่มีสีผิวต่างออกไป หรือคนอื่นที่ไม่ใช่เพศชาย หรือเป็นคนพิการ ฯลฯ เขาเชื่อด้วยว่า ผู้หญิงผิวขาวก็มีเอกสิทธิ์พิเศษแต่น้อยกว่าชาย คนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการเสนอแนวนี้ในปี 1989 คือ Peggy McIntosh (เพกกี้ แมคอินทอช) ข้อดีของความคิดนี้คือ การชี้ให้เห็นว่าคนที่อยากสู้เพื่อปลดแอกสังคมต้องให้ความสำคัญกับหลายเรื่องพร้อมกันเช่น เพศ สีผิว หรือสภาวะร่างกาย แต่ข้อเสียคือ ไม่ชี้ให้เห็นแนวทางสู่ความสามัคคีในการต่อสู้ และคล้ายๆ กับอธิบายว่า คนผิวขาวทั้งหมดมีส่วนในการกดขี่ผู้อื่น คือไม่มีคำอธิบายถึงที่มาจริงๆ ของการกดขี่ในสังคมชนชั้น มันเหมือนกับว่าผู้ชาย โดยเฉพาะคนผิวขาวควร “สำนึกผิด” ใน “เอกสิทธิ์ของตน”

“ทฤษฎีสภาวะทับซ้อน” (Intersectionality)

​Kim Crenshaw (คิม เครนชอร์) เสนอ ทฤษฎีสภาวะทับซ้อน” ในปี 1989 อีกนักเขียนที่ใช้แนวนี้คือ Judith Butler (จูดิธ บัตเลอร์) ทฤษฎีนี้เสนอว่าทุกคนที่ถูกกดขี่จะถูกกดขี่ในหลากหลายรูปแบบซ้อนกันเนื่องจาก เพศ สีผิว ชนชั้น สภาพร่างกาย ฯลฯ ในแง่สำคัญ “ทฤษฎีสภาวะทับซ้อน” มีด้านบวก เพราะเป็นคำเตือนไม่ให้ขบวนการสิทธิสตรีถูกครอบงำโดยสตรีผิวขาวชนชั้นกลางจนสนใจแต่เรื่องปัจเจกและไม่สนใจการกดขี่ที่หลากหลายในสังคม ในด้านลบมันไม่มีข้อเสนอว่าผู้ถูกกดขี่กลุ่มต่างๆ จะสามัคคีกันอย่างไร

​จูดิธ บัตเลอร์ แสดงจุดยืนก้าวหน้ามาตลอด เช่นในปีนี้เขาออกมาร่วมวิจารณ์คนที่โจมตีคนข้ามเพศ อย่างเช่นพวกเฟมินิสต์ประเภทที่ไม่ยอมรับคนข้ามเพศ หรือศาลอังกฤษที่ออกมาพูดว่าคนข้ามเพศไม่ใช่หญิงแท้

​จุดร่วมของสองแนวคิด “ทฤษฎีสภาวะทับซ้อน” และ “ทฤษฎีเอกสิทธิ์” คือการเสนอว่ากรรมาชีพ หรือสตรี หรือคนที่ถูกกดขี่ทั้งหลาย ไม่สามารถรวมตัวกันต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพได้ เพราะทุกคนมีสภาวะที่แตกต่างกัน อีกจุดร่วมหนึ่งคือการปฏิเสธว่าการกดขี่ทั้งหลายในโลกปัจจุบันมาจากสังคมชนชั้นในระบบทุนนิยม โดยมีการเสนอว่าการกดขี่มาจากนิสัยใจคอของชายผิวขาวเป็นหลัก

​การอธิบายว่าการกดขี่ทุกชนิดเกิดจากสังคมชนชั้น อย่างที่มาร์คซิสต์เสนอ ทำให้เราเข้าใจว่าเราต้องสามัคคีในการต่อสู้เพื่อล้มทุนนิยม สังคมชนชั้น การกดขี่ทุกรูปแบบ

คิม เครนชอว์

ทฤษฎี “การผลิตซ้ำทางสังคม” (Social Reproduction Theory)

​ในปี 1983 นักมาร์คซิสต์สหรัฐชื่อ Lise Vogel (ลิส โวเกิล) ได้เขียนหนังสือชื่อ Marxism and the Oppression of Women (มาร์คซิสม์กับการกดขี่สตรี) เพื่อพยายามดึงนักสิทธิสตรีกลับมาสู่แนวมาร์คซิสต์

​ในอดีตมาร์คซิสต์อย่าง เองเกิลส์ ได้เสนอว่าการกดขี่ทางเพศไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ และไม่ใช่ธรรมชาติของชาย แต่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์เมื่อเกิดสังคมชนชั้น และมาร์คซิสต์อย่าง Chris Harman (คริส ฮาร์แมน) กับคนอื่นๆ ได้อธิบายว่าระบบทุนนิยมสร้างค่านิยมทางสังคมที่เสนอว่าผู้หญิงควรจะทำหน้าที่หลักในการเลี้ยงลูก เพื่อลดค่าใช้จ่ายสำหรับนายทุนในการผลิตคนงานรุ่นใหม่ ค่านิยมนี้นำไปสู่ “ลัทธิ” หรือแนวคิดที่มองว่าสตรีเป็นพลเมืองชั้นสอง ซึ่งเป็นเครื่องมือในการกดขี่ทางเพศของชนชั้นปกครอง

​แนวคิดกดขี่ทางเพศนี้มีความสำคัญมากขึ้นในยุคที่ระบบทุนนิยมต้องการให้ผู้หญิงไปทำงานนอกบ้าน เพื่อผลิตส่วนเกินให้นายทุน ทำให้สตรีถูกกดดันให้ทำสองหน้าที่ คือทำงานนอกบ้านและทำงานในครัวเรือนพร้อมกัน ดังนั้นลัทธิกดขี่ทางเพศในระบบทุนนิยมเป็นเครื่องมือในการที่นายทุนบังคับให้ผู้หญิงในครอบครัวทำหน้าที่ “ผลิตซ้ำทางสังคม” หรือผลิตคนงานรุ่นใหม่นั่นเอง มันเป็นการผลักภาระสู่ครอบครัวปัจเจก แทนที่จะเป็นภาระของทุกคนในสังคมร่วมกัน

​หนังสือของ โวเกิล มีประโยชน์ในการกู้คำอธิบายมาร์คซิสต์กลับมา และการเน้นว่าการกดขี่ทางเพศในสังคมปัจจุบันมาจากระบบทุนนิยม แต่ข้อเสียคือ โวเกิล หันหลังให้ เองเกิลส์ โดยการเสนอว่าสภาพทางชีววิทยาของเพศหญิง ทำให้ผู้หญิงต้องถอนตัวออกจากระบบการผลิตในสังคมและต้องพึ่งผู้ชายตั้งแต่กำเนิดของมนุษย์ ซึ่งไม่ตรงกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงในฐานะของผู้หญิงในโลกปัจจุบันอีกด้วย ข้อเสนออันนี้ของ โวเกิล นำไปสู่การเสนอว่าสตรีทุกชนชั้นต้องสามัคคีกัน แทนที่จะสามัคคีกรรมาชีพชายกับหญิง คือมีการลดความสำคัญของชนชั้นนั้นเอง

​ในยุคนี้มีการพูดถึงทฤษฎี “การผลิตซ้ำทางสังคม” ในลักษณะที่ผสมเรื่อง “การกดขี่” เข้ากับ “การขูดรีด” จนกลายเป็นเรื่องเดียวกัน คือมีการเสนอว่า งานของผู้หญิงในครัวเรือนเป็นการ “ขูดรีดส่วนเกิน” ชนิดหนึ่ง ไม่ต่างจากการขูดรีดในระบบการผลิตของทุนนิยม เพียงแต่ว่ามันเกิดขึ้นในครอบครัวปัจเจก ทว่าการผสมเรื่อง “การกดขี่” กับ “การขูดรีด” เป็นการทำให้ลัทธิกดขี่ทางเพศ ซึ่งกดดันให้หญิงรับภาระงานบ้าน กลายเป็นสิ่งเดียวกันกับการผลิตส่วนเกินในเศรษฐกิจซึ่งไม่ใช่

​ความคิดแบบนี้ของเฟมินิสต์รุ่นใหม่บางคนที่อ้างถึง โวเกิล ในลักษณะผิดเพี้ยน นำไปสู่การ “นัดหยุดงานของสตรี” ในสเปนเป็นต้น แต่การ “นัดหยุดงานของสตรี” ไม่ได้ท้าทายโครงสร้างอำนาจในทุนนิยมแต่อย่างใด เพียงแต่ทำให้คู่ของสตรีที่หยุดงานต้องเลี้ยงลูกหรือทำอาหารแทนในวันนั้นเท่านั้น

หนังสือ Minority Rule (การปกครองของคนส่วนน้อย)

​หนังสือออกใหม่ของ Ash Sarkar (แอช สารคา) เกี่ยวกับเรื่อง “การเมืองอัตลักษณ์” ถือว่าเป็นพัฒนาการของพวกเฟมินิสต์ในช่วงนี้

​การเมืองอัตลักษณ์มีอิทธิพลสูงในขบวนการเคลื่อนไหวปลดแอกคนรักเพศเดียวกัน ขบวนการปลดแอกสตรี และขบวนการพลังคนผิวดำในตะวันตกในทศวรรษที่ 70 ตอนนั้นการเมืองอัตลักษณ์มีบทบาทในด้านบวกเพราะช่วยเสริมความมั่นใจของคนที่จะออกมาสู้กับสังคมล้าหลัง

​สารคา เสนอในหนังสือว่า กระแสหลักในการเมืองอัตลักษณ์สมัยนี้ จะออกแนวเสรีนิยมแทนที่จะเป็นแนวคิดของคนก้าวหน้า แนวสมัยนี้เน้นปัจเจกแทนที่จะเน้นการต่อสู้ร่วมกันของคนในขบวนการ ยิ่งกว่านั้นมันโดนกลืนมาเป็นนโยบายอ่อนๆ ของรัฐบาลที่ไม่ก้าวหน้าในหลายเรื่อง และที่แย่สุดคือถูกนำมาใช้ในการโฆษณาขายสินค้าของกลุ่มทุนอีกด้วย

​สารคา อธิบายว่าฝ่ายเสรีนิยมที่ใช้การเมืองอัตลักษณ์มีข้อเสียที่มักจะพูดถึงประสบการณ์ส่วนตัว เช่นการค้นหาสิ่งที่เสริมสุขภาพหรือวิธีเสริมสวย แต่การเน้นที่ประสบการณ์ส่วนตัวมีข้อดีด้วยถ้ามีการนำประสบการณ์ส่วนตัวของคนจำนวนมากมาร้อยเข้ากันในขบวนการเคลื่อนไหว เช่นขบวนการรณรงค์ต่อต้านการละเมิดทางเพศ “Me Too”

​ทว่า ประสบการณ์ส่วนตัวถูกใช้ในการผูกขาดว่าใครสามารถจะพูดแทนกลุ่มนี้หรือกลุ่มนั้นได้ เช่นการผูกขาดความเป็น “ยิว” โดยพวก ไซออนิสต์ ที่เชิดชูอิสราเอล นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับประสบการณ์ส่วนตัวทำให้คนมองข้ามข้อแตกต่างทางการเมืองในหมู่คนที่มีประสบการณ์ส่วนตัวคล้ายกัน เช่นคนที่เป็นเกย์หรือคนข้ามเพศอาจมีการเมืองฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวาได้

​อีกปัญหาหนึ่งที่ สารคา เขียนถึงคือ การที่การเมืองอัตลักษณ์และประสบการณ์ส่วนตัวที่แตกต่างกัน อาจนำไปสู่การมองว่ากลุ่มอัตลักษณ์ต่างๆ มีผลประโยชน์เฉพาะของตนเองที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของกลุ่มอัตลักษณ์อื่น ตัวอย่างที่ดีคือพวกผู้หญิงที่อ้างว่าตัวเองเป็นเฟมมินิสต์แต่กีดกันสิทธิของคนข้ามเพศ เพราะเชื่อแบบผิดๆ ว่าคนข้ามเพศที่เป็นผู้หญิงแต่มีอวัยวะแบบชาย “จะมาทำลายสิทธิสตรี” เช่นการเข้าไปในห้องน้ำหญิงแล้ว “ทำร้ายผู้หญิง” เป็นต้น

​การให้ความสำคัญกับประเด็นชนชั้นของนักสังคมนิยมมีความสำคัญในการแก้ปัญหาแบบนี้ เพราะชาวสังคมนิยมจะอธิบายว่าการกดขี่ทางเพศและการกดขี่ทางสีผิวเชื้อชาติ มีจุดร่วมกันตรงที่ถูกใช้โดยชนชั้นปกครองในระบบทุนนิยมเพื่อแบ่งแยกกรรมาชีพให้อ่อนแอ คือการเน้นชนชั้น และการมองไปที่กรรมาชีพในฐานะที่เป็นพลังในการปลดแอกสังคม สามารถข้ามพ้นการแบ่งแยกระหว่างผู้ถูกกดขี่ได้ โดยที่เราไม่ต้องปฏิเสธว่าคนมีอัตลักษณ์ และประสบการณ์ส่วนตัวที่แตกต่างกัน

​หนังสือของ สารคา มีจุดอ่อนในการยกย่องการเมืองอัตลักษณ์ในทศวรรษที่ 70 มากเกินไป เพราะแม้แต่ขบวนการเคลื่อนไหวที่มีพลังในทศวรรษที่ 70 ไม่สามารถทำลายระบบทุนนิยมและรัฐทุนนิยมที่เป็นต้นกำเนิดของการกดขี่ได้

​แน่นอนฝ่ายซ้ายในยุค 70 มีจุดอ่อนตรงที่ส่วนใหญ่ถูกครอบงำโดยแนวคิดสตาลินที่ไม่สนใจประเด็นการกดขี่ทางเพศหรือเรื่องอัตลักษณ์เท่าที่ควร ซึ่งนำไปสู่การสรุปว่าแนวมาร์คซิสต์มีปัญหา ทั้งๆ ที่แนวสตาลินไม่ใช่แนวมาร์คซิสต์ มันนำไปสู่การมองว่าการเน้นกรรมาชีพว่ามีพลังในการปลดแอกสังคมเป็นการมองแบบกลไกและไม่อธิบายภาพรวม ซึ่งหนังสือของ  สารคา ดูเหมือนสนับสนุนความคิดแบบนี้ ถึงแม้ว่าเขาให้ความสำคัญกับเรื่องชนชั้นในการหาจุดร่วมระหว่างผู้ถูกกดขี่ แต่ประเด็นสำคัญสำหรับเราชาวมาร์คซิสต์คือชนชั้นกรรมาชีพมีพลังที่จะปลดแอกสังคมได้ เนื่องจากมีบทบาทในหัวใจของระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่ว่าชนชั้นเป็นแค่อัตลักษณ์หนึ่งเท่านั้น

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ