ทำไมทักษิณพรรคไทยรักไทยถึงครองใจคนจน

โดย วัฒนะ วรรณ

                บทความนี้จะชวนย้อนเวลาไปศึกษาบทเรียนกันในอดีต ท่ามกลางควันหลงของการเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีกระแสการเมืองบ้านใหญ่ การเมืองอุปถัมภ์ การเมืองซื้อเสียง ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดผลแพ้ชนะในการเลือกตั้ง จากกระแสดังกล่าว กล้า สมุทรวนิช ได้เขียนบทความลงมติชน (๒๑ พ.ค. 68) วิจารณ์พรรคประชาชน โดยพูดถึงปัญหาการโยนความพ่ายแพ้การเลือกตั้งไปสู่การเมืองซื้อเสียง มีความสุ่มเสี่ยงจะชวนให้ผู้สนับสนุนตีความกลายเป็นการดูถูกหรือเหยียดประชาชนท้องถิ่นได้ โดยเขามองว่าด้วยมุมมองแบบนี้ในอดีตมีส่วนในการสร้างปัญหาวิกฤติการเมืองไทยที่ผ่านมา

​“อย่าลืมว่าการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งโดยอ้างว่าเพราะมีการซื้อเสียง ไม่ใช่ “ประชาธิปไตยอันแท้จริง” นั้นเป็นต้นตอหนึ่งของวิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 20 ปี ที่คนกลุ่มหนึ่งไม่ยอมรับพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง แล้วพยายามลดทอนความชอบธรรมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และระบบการเมืองที่ต้องตัดสินด้วยการเลือกตั้งให้ลดลงทุกวิถีทาง”

​ในยุคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พรรคแนวร่วมภาคประชาชนได้วิพากษ์วิจารณ์บางส่วนของขบวนพันธมิตรฯ ว่า มีแนวโน้มจะมองว่าประชาชนถูกซื้อ เข้าไม่ถึงข้อมูล ในการเลือกตั้ง ๒ เม.ย. ที่พรรคไทยรักไทยชนะ ในหนังสือ “รัฐสวัสดิการทางเลือกที่ดีกว่าประชานิยมของไทยรักไทย” (๒๕๕๐) บรรณาธิการโดย ใจ อึ๊งภากรณ์ และ เก่งกิจ กิติเรียงลาภ

​”บางส่วนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีแนวโน้มจะมองว่าประชาชนคนจน โดยเฉพาะคนในชนบท ถูกซื้อ และตกอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์จากนโยบายประชานิยมของไทยรักไทย  ซึ่งประกอบกับการ “เข้าไม่ถึงข้อมูล” ทำให้เขาถูกหลอกไปลงคะแนนให้รัฐบาล ความคิดแบบนี้อันตรายมาก เพราะมีแนวโน้มจะเสี่ยงกับการพาคนไปดูถูกคนจน ซึ่งไม่ใช่เจตนาของคนดีๆ ในภาคประชาชนเลย สาเหตุหลักของการเกิดแนวคิดนี้มาจากความไม่เข้าใจในลักษณะนโยบายประชานิยมของไทยรักไทย และการที่ไม่มีการแข่งแนวทางการเมืองกับไทยรักไทย เพื่อเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์กับคนจนมากกว่าประชานิยม เช่นการเสนอรัฐสวัสดิการเป็นต้น ไม่ใช่เพราะคนในภาคประชาชนอยากดูถูกคนจน แต่ในกรณีนักวิชาการมีหลายส่วนที่ดูถูกคนจนจริงๆ”

​อิทธิพลทางความคิดที่มองคนจนในชนบทไม่มีอำนาจอิสระในการตัดสินใจทางการเมือง ตกอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ส่วนหนึ่งน่าจะได้รับจากหนังสือ “สองนัคราประชาธิปไตย” เขียนโดย อเนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่มองสังคมมีความแตกแยกกันระหว่างเมืองกับชนบท คนชั้นกลางในเมืองมีความคิดอิสระมีวิจารณญาณในการเลือกรัฐบาล มากกว่าคนชนบทที่เป็นชาวไร่ชาวนา ที่มักจะตัดสินใจเลือกตั้งภายใต้ระบบอุปถัมภ์ ต่างตอบแทน

​แต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ปรากฏการณ์ “ทักษิณครองใจคนจน” ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของความนิยมในตัวบุคคล หรือการถูกซื้อด้วยนโยบายประชานิยม หากแต่เป็นภาพสะท้อนของความขัดแย้งทางชนชั้น ความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้าง และความล้มเหลวของรัฐไทยในการตอบสนองต่อปัญหาพื้นฐานของประชาชน โดยเฉพาะคนจนในชนบทและแรงงานในเมือง การเข้าใจปรากฏการณ์นี้อย่างลึกซึ้งจึงต้องพิจารณาทั้งในแง่สังคมการเมือง เศรษฐกิจ และการเคลื่อนไหวของมวลชน รวมถึงการใช้แนววิเคราะห์แบบมาร์กซิสต์ที่เน้นบทบาทของชนชั้นล่างและความขัดแย้งระหว่างฐานเศรษฐกิจกับโครงสร้างอำนาจทางการเมือง

​การก่อตั้งพรรคไทยรักไทย หลังวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี ๒๕๔๑ ที่น่าจะได้รับกระแสการเมืองสำคัญในยุคนั้น ๒ กระแสอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก กระแสหนึ่ง เป็นภาวะความเจ็บปวดของกลุ่มทุนจากวิกฤติเศรษฐกิจปี ๔๐ ความไม่พอใจนโยบายรัดเข็มขัดของ IMF ที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้นนำมาใช้กับกระแสการลุกขึ้นสู้ของขบวนการชาวนาในชนบทจากการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในช่วงก่อนหน้านั้น

​ในช่วงแรกของการก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ผาสุก พงษ์ไพจิตร (๒๕๕๑) เสนอว่าพรรคไทยรักไทยไม่มีนโยบายเกี่ยวกับชนบทเลย

​แต่ในช่วงนั้นสังคมไทยในชนบทมีการประท้วงจำนวนมาก ในการเก็บข้อมูลของ ประภาส ปิ่นตบแต่ง (๒๕๔๗) รายงานจำนวนการประท้วงของขาวนาว่า ในปี ๒๕๓๓ มีการประท้วงเพียง ๑๗๐ ครั้งเท่านั้น แต่ในปี ๒๕๓๗-๒๕๓๘ มีการประท้วงมากถึง ๗๕๔ ครั้ง และเพิ่มเป็น ๑,๒๑๙ ในปี ๒๕๔๕ โดยจุดพีคของการประท้วงอยู่ในช่วงปี ๒๕๔๒

​หลังจากนั้น ทักษิณ และพรรคไทยรักไทย ก็เริ่มที่จะพูดคุยกับผู้นำชาวนาและนักพัฒนาเอกชน ในการก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ทักษิณได้ทำแนวร่วมกับนักพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่ง หนึ่งในผู้นำคนสำคัญในยุคนั้นคือ ภูมิธรรม เวชยชัย

​ในปี ๒๕๔๓ พรรคไทยรักไทยจึงได้ประกาศนโยบายที่เกี่ยวกับชนบท พักหนี้เกษตรกร กองทุนหมู่บ้าน และ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค

​แม้ทักษิณ ชินวัตร จะเป็นหนึ่งในชนชั้นนายทุน แต่เขาเลือกใช้นโยบายที่ตอบสนองผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ โดยเฉพาะ “คนจนในชนบท” และ “แรงงานในเมือง” นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงทำให้คนจนรู้สึกว่ารัฐเห็นคุณค่าในตัวเอง แต่ยังทำให้มีความมั่นใจในการสร้างพลังต่อรองใหม่กับระบบราชการดั้งเดิมและกลไกทุนอนุรักษนิยมเดิม

​ในกรณีแรงงานในเมืองพรรคไทยรักไทยไม่ได้มีนโยบายโดยตรงแต่เป็นการได้ประโยชน์โดยอ้อม เนื่องจากพ่อแม่และลูกของแรงงานในเมืองอาศัยอยู่ในชนบทต้องพึ่งพารายได้จากแรงงานในเมือง การมีสวัสดิการพื้นฐานเช่นการรักษาพยาบาลช่วยลดภาระค่าใช่จ่ายในส่วนนี้ได้

​ในยุคหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง พื้นที่ชนบทในไทยเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว คนในชนบทจำนวนมากเปลี่ยนอาชีพจากเกษตรกรรมมาเป็นแรงงานในเมือง และมีบทบาทมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจตลาด ประชาชนไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือแบบบริจาคหรือเมตตา แต่ต้องการระบบบริการสาธารณะที่ดี มีคุณภาพ และเข้าถึงได้ ซึ่งรัฐบาลทักษิณสามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้ดีกว่ารัฐบาลอื่นในอดีต

​อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย ในทศวรรษ ๒๕๓๐ อยู่ที่ระดับ ๘-๑๒% ต่อปี ในขณะที่หลังวิกฤติเศรษฐกิจ ทศวรรษ ๒๕๔๐ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยยังเติบโตในระดับสูงที่ ๔-๗% ต่อปี ซึ่งเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการแรงงานในเมืองเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องดึงจากชนบท โดยในช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจสัดส่วนแรงงานในภาคเกษตรอยู่ที่ประมาณ ๕๐% แต่หลังวิกฤติลดลงเหลือ ๔๐% เท่านั้น

ความล้มเหลวของฝ่ายอนุรักษนิยม

​ฝ่ายอนุรักษนิยมไทยซึ่งเน้นกลไกตลาดเสรี ปฏิเสธนโยบายรัฐสวัสดิการ และไม่ยอมรับอำนาจของประชาชนผ่านระบบเลือกตั้งอย่างแท้จริง เมื่อเผชิญกับความนิยมของทักษิณและพรรคไทยรักไทย ถ้าพวกเขาจะแข่งกับทักษิณก็ต้องเสนอนโยบายที่ดีกว่าให้ประโยชน์กับคนจนมากกว่าผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งจะไปกระทบกับผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน ทั้งในแง่การใช้งบประมาณรัฐจากที่เคยใช้สนับสนุนกลุ่มทุนก็ต้องนำมาสนับสนุนคนจน รวมถึงถ้าต้องจัดสวัสดิการเพิ่มขึ้น ก็จำเป็นต้องเก็บภาษีเพิ่ม ซึ่งคนรวยคงไม่ยอมนัก

​เมื่อฝ่ายอนุรักษ์นิยมไม่สนใจจะแข่งขันในสนามเลือกตั้ง พวกเขาจึงเลือกใช้วิธีการนอกระบบทำลายประชาธิปไตย โดยการทำรัฐประหาร และการใช้กลไกตุลาการแทรกแซงการเมือง แต่ในความพยายามนี้ กลับยิ่งผลักให้มวลชนรักและภักดีต่อทักษิณมากขึ้น ทักษิณถูกมองว่าเป็น “เหยื่อของอำนาจเผด็จการ”

เสื้อแดง: ขบวนการประชาชนกับการเมืองของคนธรรมดา

​ขบวนการเสื้อแดงเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมและการเมืองที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยยุคใหม่ เสื้อแดงไม่ได้มีแค่คนที่รักทักษิณ แต่ยังรวมถึงผู้ที่ต่อต้านการทำลายประชาธิปไตยโดยกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ร่วมมือกับกองทัพและตุลาการ เสื้อแดงคือการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ใหม่ของชนชั้นล่างไทยที่ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจเดิมอีกต่อไป

​ความสำคัญของเสื้อแดเป็นนำเสนอ “การเมืองของคนธรรมดา” โดยมีทักษิณเป็นสัญลักษณ์ แม้ไม่ได้ยึดติดกับตัวบุคคลโดยสิ้นเชิง แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่ามวลชนส่วนใหญ่สนับสนุนทักษิณจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้รับจากนโยบายของไทยรักไทย ซึ่งเป็นผลของความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กับโครงสร้างอำนาจแบบเดิมที่ล้าหลังและไม่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง

​ทักษิณครองใจคนจนเพราะเข้าใจและตอบสนองความต้องการพื้นฐานในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย บทเรียนนี้สำคัญในสองด้าน ด้านหนึ่ง มันพิสูจน์ว่าประชาชนคนจน ทั้งในชนบทและในเมืองเลือกรัฐบาลด้วยวิจารณญาณ มีเหตุผล มีความคิดอิสระ อีกด้านหนึ่ง การเมืองอุปถัมภ์แบบเดิมไม่สามารถเอาชนะการเมืองเชิงนโยบายที่ให้ประโยชน์กับประชาชนจริงได้ ถ้าพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยต้องการเอาชนะพรรคไทยรักไทย ซึ่งปัจจุบันจับมือกับชนชั้นนำอนุรักษ์ กองทัพ ไปแล้ว ต้องกล้าหาญเสนอนโยบายที่ให้ประโยชน์มากกว่าที่พรรคไทยรักไทยหรือพรรคเพื่อไทยเคยเสนอ เช่นนโยบายรัฐสวัสดิการ ซึ่งต้องเก็บภาษีก้าวหน้าเพิ่มจากคนรวยไปพร้อมกันด้วย ไม่ใช่ยืมหรือประนีประนอมแนวเสรีนิยม

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ