หลักลัทธิคอมมิวนิสต์ ตอนที่ 3 

โดย สมทรง ตรีแก้ว

​ในน.ส.พ.ฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงผลที่จะตามมาของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและการก่อกำเนิดชนชั้นกระฎุมพีกับชนชั้นกรรมาชีพในสังคมได้กล่าวไว้สองประการ ในฉบับนี้จะมากล่าวถึงผลที่ติดตามมาประการที่สาม

​ประการที่สาม การพัฒนาขึ้นมาของชนชั้นกรรมาชีพนั้นจะก้าวไปพร้อมกับชนชั้นกระฎุมพี โดยความมั่งคั่งของชนชั้นกระฎุมพีจะเติบโตเป็นสัดส่วนกับการขยายตัวของชนชั้นกรรมาชีพ และเนื่องจากชนชั้นกรรมาชีพจะถูกว่าจ้างโดยทุน และทุนก็ขยายตัวโดยผ่านการว่าจ้างแรงงาน ดังนั้นการเติบโตของชนชั้นกรรมาชีพจะก้าวไปในทิศทางเดียวกับการเติบโตของทุน พร้อมๆ กันนี้กระบวนการนี้ก็ได้ดึงเอากระฎุมพีและกรรมาชีพให้เข้ามาสู่นครใหญ่ๆ ที่สามารถดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมได้ผลกำไรมากที่สุด ด้วยวิถีทางเช่นนี้เอง มวลชนอันไพศาลก็ถูกผลักดันให้เข้ามารวมกระจุกอยู่ในอาณาเขตหนึ่ง อันส่งผลให้กรรมาชีพสำนึกถึงพลังความแข็งแกร่งของตนขึ้นมา ยิ่งกว่านั้นเมื่อกระบวนการนี้คืบหน้าต่อไป เครื่องจักรที่ใช้กำลังคนน้อยๆ ก็ถูกประดิษฐ์ขึ้นมา อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ก็ยิ่งบีบคั้นและกดดันค่าจ้างให้ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดที่นำไปสู่สภาพที่ชนชั้นกรรมาชีพไม่อาจที่จะอดทนต่อไปได้ ความไม่พอใจของชนชั้นกรรมาชีพบวกกับพลังอันพวยพุ่งขึ้นมานั้นได้ตระเตรียมชนชั้นกรรมาชีพเพื่อที่จะปฎิวัติสังคม

​(๑๑) การปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อให้ผลตามมาอย่างลึกซึ้งประการใดบ้าง

​อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้สร้างสรรค์เครืองจักรไอน้ำและเครื่องจักชนิดอื่นๆ อันเป็นปัจจัยการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อุตสาหกรรมซึ่งรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วและลดต้นทุนลงได้มาก เครื่องมืออำนวยความสะดวกในการผลิตเหล่านี้ การแข่งขันเสรีซึ่งผูกพันอยู่กับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่างแนบแน่นก็ได้เคลื่อนเข้าสู่รูปแบบที่รุนแรงหนักหน่วงที่สุด เหล่านายทุนทั้งปวงก็ได้จู่โจมอุตสาหกรรมทุกสาขา ภายในเวลาไม่นานนักก็สามารถผลิตเกินกว่าความต้องการ

​ผลที่ตามมาก็คือสินค้าสำเร็จรูปขายไม่ได้และสิ่งที่เรียกว่าวิกฤตการณ์ทางธุรกิจก็เกิดขึ้น โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งต้องปิด,เจ้าของโรงงานล้มละลาย, กรรมกรตกงาน, ความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสครอบคลุมไปทุกหนทุกแห่ง ภายหลังจากนั้นสักระยะเวลาหนึ่ง เมื่อสินค้าขายออกไปได้ โรงงานเปิดทำการ มีการว่าจ้างแรงงาน ธุรกิจก็จะค่อยๆ ฟื้นตัว แต่ชั่วเวลาอีกไม่นานนัก สินค้าที่ผลิตออกมาจะเกินกว่าความต้องการอีก วิกฤตการณ์ครั้งใหม่ก็จะเกิดขึ้น แล้วสภาพเหมือนที่เคยเกิดก็จะเวียนมาอีก แม้ว่าในต้นศตวรรษนี้ (ศตวรรษที่ ๑๙) สภาวะทางอุตสาหกรรมจะผันผวนขึ้นลงอยู่ระหว่างความรุ่งเรืองและวิกฤตการณ์ประมาณ ๕-๗ ปี วิกฤตการณ์จะเกิดครั้งหนึ่ง แต่ละครั้งก็จะสร้างความยากแค้นแสนเข็ญให้แก่รรมการอย่างมหาศาล ทว่าก็ก่อกระแสการเคลื่อนไหวที่ปฏิวัติอันทำให้ชนชั้นกระฎุมพีตื่นตระหนกตกใจต่อการเคลื่อนไหวนั้นด้วย

​(๑๒) จะเกิดอะไรขึ้นตามมาภายหลังการเกิดวิกฤตการณ์ธุรกิจในรอบหนึ่ง

​ประการแรก เนื่องจากว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในขั้นเริ่มแรกนั้นได้สร้างระบบแข่งขันเสรีขึ้นมา แต่ปัจจุบันระบบแข่งขันเสรีไม่อาจที่จะรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเสียแล้ว กล่าวคือการแข่งขันเสรีได้กลายมาเป็นโซ่ตรวนเหนี่ยวรั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และองค์การผลิตเอกชนทั่วไป ซึ่งอุตสาหกรรมจำต้องทำลายโซ่ตรวนนี้ให้ขาดสะบั้นลงไป เพราะตราบใดที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังคงอยู่ในสภาพเหมือนอุตสาหกรรมยุคแรกๆ เราก็อาจกล่าวได้ว่าความโกลาหลระส่ำระสายก็จะเกิดขึ้นทุกๆ ๗ ปี และแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นก็จะกระทบกระเทือนถึงอารยธรรมทั้งปวง ที่ไม่เพียงแต่ผลักไสชนชั้นกรรมาชีพลงสู่ปลักแห่งความทุกข์ยากเท่านั้น หากแต่จะสร้างความหายนะให้แก่ชนชั้นกระฎุมพีบางส่วนด้วย ดังนั้น ทางสองแพร่งที่จำต้องเลือกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ต้องล้มเลิกไป (ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้โดยแน่แท้) หรือไม่ก็จัดระเบียบแบบแผนของสังคมทั้งหมดเสียใหม่ นั่นคือการผลิตจะต้องไม่ถูกชี้นำโดยการกระทำร่วมของนักอุตสาหกรรมปัจเจกชน,ไม่ขึ้นต่อสภาวะของการแข่งขัน หากแต่จะถูกชี้นำโดยการกระทำร่วมของสมาชิกในสังคมทั้งหมด, ขึ้นต่อแผนที่กำหนดไว้แน่นนอนอันสอดคล้องกับความต้องการของสมาชิกในสังคมทั้งหมดนั้น

​ประการที่สอง อุตสาหกรรมขนาดใหญ่และการขยายตัวอันไม่จำกัดของการผลิตจะดำเนินต่อไปได้ภายใต้ขอบเขตหนึ่งของระเบียบของสังคมที่เป็นอยู่เท่านั้น ภายหลังจากนั้นระเบียบสังคมใหม่ก็จะต้องเกิดขึ้นมา เพื่อที่ว่าสมาชิกในสังคมทุกคนจะต้องมีเสรีภาพอย่างสมบูรณ์ในอันที่จะฝึกฝนและพัฒนาพลังและความสามารถของตนเอง ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าอย่างแจ่มชัดว่าลักษณะของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ซึ่งสร้างความทุกข์ยากและวิกฤติการณ์อย่างไม่หยุดหย่อนอยุ่ในปัจจุบันนั้น แตกต่างจากลักษณะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในสังคมที่กำหนดระเบียบสังคมใหญ่ นั่นคือความทุกข์ยากและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจะถูกกำจัดให้หมดสิ้นไป วัฏจักรธุรกิจที่ขึ้นๆ ลงๆ ก็จะหมดสิ้นไปด้วย กล่าวโดยสรุป ปรากฎการณ์ที่เรามองเห็นได้อย่างแจ่มแจ้งก็คือ

๑. ความทุกข์ยากทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นนับแต่นี้เป็นต้นไป เกิดมาจากการที่ระเบียบบสังคมเดิมไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริงในปัจจุบันอีกต่อไปแล้ว

๒. ความทุกข์ยากทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะถูกกำจัดไปได้โดยผ่านการจัดระเบียบสังคมใหม่

​(๑๓) ระเบียบสังคมใหม่นี้จะมีลักษณะเช่นไร

​เหนือสิ่งอื่นใด ระเบียบสังคมใหม่จะต้องสามารถควบคุมอุตสาหกรรมการผลิตและสาขาทั้งหลายไม่ให้ตกอยู่ในมือเอกชน ระบบการผลิตที่ดำเนินการโดยสังคมทั้งหมดจะต้องเข้าแทนที่ระบบการผลิตเดิมในทุกสาขา นั่นคือยึดหลักเกณฑ์ที่ว่าเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน, ตามแผนงานที่วางไว้ร่วมกัน และด้วยการมีส่วนร่วมของสมาชิกในสังคมทุกคนโค่นล้มระบบแข่งขันเสรีและแทนที่ด้วยระบบรวมหมู่

​ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากว่าการดำเนินงานอุตสาหกรรมโดยเอกชน จำเป็นต้องอิงอยู่กับระบบกรรมสิทธิ์เอกชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งตามสภาพความเป็นจริงแล้ว การแข่งขันเสรีเป็นเพียงลักษณะการหรือรูปแบบการควบคุมอุตสาหกรรมโดยกระฏุมพีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเท่านั้น เพราะฉะนั้นในระบบกรรมสิทธิ์เอกชนจึงไม่อาจที่จะแยกออกจากการแข่งขันเสรี ไม่สามารถที่จะแยกออกจากการดำเนินงานธุรกิจอุตสาหกรรมโดยเอกชนได้

​ดังนั้น เราจักต้องทำลายระบบกรรมสิทธิ์เอกชนเสียก่อน แล้วจึงแทนที่ด้วยการใช้ปัจจัยการผลิตร่วมกัน แบ่งปันผลผลิตที่ได้ทั้งหมดตามข้อตกลงร่วมกันหรือที่เรียกว่าการถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันนั่นเอง ที่จริงแล้ว ไม่ต้องเป็นที่สงสัยเลยว่าการโค่นล้มระบบกรรมสิทธิ์เอกชนจะเป็นวิถีทางที่สั้นที่สุด และมีความสำคัญที่สุดต่อการปฏิวัติระเบียบสังคม พัฒนาการทางอุตสาหกรรมเป็นผลให้การปฏิวัติระเบียบสังคมจำเป็นต้องบังเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้การโค่นระบอบกรรมสิทธิ์เอกชนจึงมีความก้าวหน้าตามกระแสวิวัฒน์ของสังคม

​(๑๔) การทำลายระบอบกรรมสิทธิ์เอกชนเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในยุคก่อนหน้านี้หรือไม่ 

​การเปลี่ยนแปลงระเบียบสังคมทุกครั้ง และการปฏิวัติโค่นล้มความสัมพันธ์ทางกรรมสิทธิ์ทุกครั้ง เป็นผลลัพธ์ที่จะต้องเกิดขึ้นอันต่อเนื่องมาจากการสร้างสรรค์พลังการผลิตใหม่ขึ้นมา ซึ่งพลังการผลิตใหม่นี้ไม่สอดคล้องกับความสัมพันธ์ทางกรรมสิทธิ์เดิมอีกต่อไปแล้ว ระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลด้วยตัวของมันเองแล้วก็ก่อกำเนิดขึ้นมาในลักษณะดังกล่าวเพราะในสังคมบุพพกาลนั้น ไม่มีระบอบการถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินแต่อย่างไร หากแต่ได้มีการก่อกำเนิดขึ้นมาภายหลังที่พลังการผลิตได้พัฒนาไประดับหนึ่งแล้ว เมื่อล่วงมาถึงยุคกลางแบบวิธีการผลิตใหม่ได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมา แต่แบบวิธีการผลิตใหม่นี้ก็ไม่สามารถดำเนินไปภายใต้ระบอบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินแบบศักดินาและแบบสมาคมอาชีพที่ดำรงอยู่ในขณะนั้นได้ หัตถกรรมได้เติบโตโดยก้าวล่วงพ้นความสัมพันธ์ทางกรรมสิทธิ์เดิมและได้สร้างระบอบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินใหม่ นั่นคือระบอบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน

​ดังนั้น ในยุคหัตถกรรมและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในขั้นเริ่มแรกของการพัฒนานั้น ระบอบกรรมสิทธิ์เอกชนเท่านั้นที่สอดคล้องกับพลังการผลิตใหม่และระเบียบของสังคมซึ่งวางอยู่บนรากฐานของระบอบกรรมสิทธิ์เอกชน จึงจะดำรงอยู่ได้ หากเมื่อใดที่ระบอบกรรมสิทธิ์เอกชนไม่สามารถที่จะรองรับการขยายตัวของทุนสังคม ไม่สามารถที่จะรองรับการขยายตัวของพลังการผลิต เมื่อนั้นชนชั้นผู้ถูกกดขี่และชนชั้นที่ยากจนจะก้าวขึ้นสู่ฐานชนชั้นปกครองและกำหนดแนวทางการใช้พลังการผลิตนั้น ส่วนชนชั้นทั้งสองจะจัดตั้งกันขึ้นอย่างไรนั้นย่อมขึ้นอยู่กับขั้นตอนของการพัฒนาทางประวัติศาสตร์

​กล่าวคือการเกษตรในยุคกลางให้กำเนิดศักดินาและทาสกสิกร ตอนปลายยุคกลางเป็นขั้นตอนการพัฒนาที่ให้กำเนิดสมาคมอาชีพช่างฝีมือรับจ้างและแรงงานรับจ้างรายวันในศตวรรษที่ ๑๗ ให้กำเนิดผู้ประกอบการหัตถกรรมและหัตถกรมรับจ้าง และในศตวรรษที่ ๑๙ กำเนิดผู้เป็นเจ้าของโรงงานขนาดใหญ่และกรรมาชีพ

​เป็นที่ชัดแจ้งว่าจนกระทั่งบัดนี้พลังการผลิตยังไม่เคยได้รับการพัฒนาไปสู่จุดที่ทำการผลิตเพื่อสมาชิกในสังคมทั้งหมด ระบอบกรรมสิทธิ์ได้กลายมาเป็นโซ่ตรวนเส้นหนึ่ง กลายมาเป็นอุปสรรคกางกั้นมิให้พลังการผลิตพัฒนาก้าวหน้าไปยิ่งกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้การพัฒนาของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้ย่างก้าวเข้าสู่ระยะแห่งความยุ่งยากใหม่อีก ทุนและพลังการผลิตได้ขยายตัวอย่างไม่เคยคาดคิดมาก่อน และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มการขยายตัวอย่างปราศจากขอบเขตในอนาคตอันใกล้ พลังการผลิตได้รวมศูนย์อยู่ในมือกระฎุมพีเพียงไม่กี่คน ขณะที่มวลชนอันไพศาลต้องร่วงหล่นลงสู่ฐานะชนชั้นกรรมาชีพคนแล้วคนเล่า พวกเขาต้องประสบกับชะตากรรมอันยากแค้นแสนเข็ญ ทนทุกข์ทรมาน ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนกับความมั่งคั่งของกระฎุมพีและในที่สุดพลังการผลิตอันทรงอำนาจนี้ ก็จะก้าวล่วงพ้นระบอบกรรมสิทธิ์เอกชนพร้อมทั้งกระฎุมพี จนกระทั่งว่าไม่วันใดวันหนึ่งพลังอันมหาศาลนี้จะสำแดงออกมาเพื่อทำลายสิ่งที่สร้างความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสที่สุดเหล่านั้น ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้การโค่นล้มระบอบกรรมสิทธิ์เอกชน ไม่เป็นเพียงแต่สิ่งที่เป็นไปได้ หากแต่เป็นสิ่งที่จำต้องเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

อ้างอิง ศูทร ศรีประชา ผู้เเปลหลักลัทธิคอมมิวนิสต์ของเองเกิลส์. (เขียนเมื่อตุลาคม-พฤศจิกายน 1847)

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ