โดย กองบรรณาธิการ
เมื่อรัฐไม่จริงใจที่จะแก้ไขปัญหาความยุติธรรมทางเศรษฐกิจให้คนส่วนใหญ่ที่เป็นกรรมาชีพ จะมีใครอยากเสียภาษีรายได้ให้รัฐอีก เพราะรัฐล้มเหลวในการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับคนทำงานทั้งในระบบและนอกระบบ ทั้งไม่สามารถคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและความปลอดภัยของประชาชนที่ถูกกระทำ และยังคอรัปชั่น ที่สำคัญมักโอบอุ้มผู้ประกอบการ นายทุนรายใหญ่ ดังเช่นขณะนี้ รัฐบาลได้เลื่อนการแจกเงินดิจิทัลหนึ่งหมื่นบาทเฟส 3 และ 4 อย่างไม่มีกำหนด เพื่อจะนำงบไปใช้ลงทุนภาคขนส่ง ท่องเที่ยว การจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและรักษาการจ้างงานในธุรกิจขนาดกลางและเล็ก หนุนผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายกำแพงภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาให้ได้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ, SML ในหมู่บ้านและชุมชนเมือง โดยคาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้นจีดีพีได้ 0.7-1% จากการที่สภาพัฒน์ปรับลดจีดีพีในปี 2568 เหลือ 1.8% จากเดิม 2.8% ซึ่งทั้งสภาพัฒน์และแบงก์ชาติเห็นพ้องว่ารัฐบาลต้องชะลอแจกเงินดิจิทัลวอลเลตออกไป (รัฐบาลประกาศ ชะลอแจกเงินดิจิทัล เฟส 3-4 ทบทวนใช้งบฯ 1.57 แสนล้าน. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์.19 พ.ค. 68)
ซึ่งที่ผ่านมาจีดีพีไทยเฉลี่ยต่ำกว่า 3% มาหลายปีแล้ว มันฟ้องว่า 1) รัฐไทยไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจรากหญ้า เพิ่มรายได้ให้แรงงาน ดังเห็นได้จากมีการแช่แข็งการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำและเงินเดือนป.ตรี จ้างงานต่ำกว่ามาตรฐาน ปัดตกกองทุนเงินบำนาญแห่งชาติ รายได้ที่เก็บจากภาษีปีนี้ยังต่ำคือ 13% ของจีดีพี ซึ่งยังไม่ปฏิรูปการจัดเก็บภาษีเพิ่มจากคนรวย 2) มีการกอบโกยกำไรของทุนใหญ่อย่างต่อเนื่อง โดยที่รัฐไม่กำกับควบคุมอย่างจริงจัง เช่น ทุนพลังงานน้ำมัน ไฟฟ้า อาหารเครื่องดื่ม การเงิน ค้าปลีก ทุนอสังหาริมทรัพย์ ที่กำไรมาจากการที่ประชาชนอย่างเราๆ ต้องจ่ายค่าครองชีพสูงลิ่ว ถูกเก็บดอกเบี้ยในอัตราสูง และยังแบกภาระภาษีมูลค่าเพิ่มมากกว่าคนรวย จนทำให้เราสงสัยว่า การขึ้นราคาสินค้าและบริการนับตั้งแต่ช่วงโควิดนั้นมาจากฝีมือของทุนและรัฐใช่หรือไม่
จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดข้างต้น จะเห็นว่า รัฐเดินตามแนวคิดเศรษฐกิจแบบไหลริน คือส่งเสริมให้กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เติบโต เพราะเห็นตัวเลขจีดีพีชัดเจนกว่าคนตัวเล็กๆ และจะทำให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ “ไหล” ลงสู่กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยกว่า เช่นผู้ใช้แรงงาน รัฐทุนนิยมมักเชื่อว่าหากคนรวยและธุรกิจแข็งแกร่งขึ้น พวกเขาจะลงทุนมากขึ้น สร้างงานใหม่ๆ และเพิ่มรายได้ให้กับคนอื่นๆ ทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม แต่ในความเป็นจริง ผลลัพธ์ที่ออกมากลับเป็นความเหลื่อมล้ำทางสังคม คุณภาพชีวิตของแรงงานตกต่ำ และแรงงานไม่มีกำลังซื้อ แม้รัฐได้แจกเงินหมื่นมาแล้ว 2 เฟสเมื่อปี 67 ก็มีการรุมโจมตีจากพวกนักเศรษฐศาสตร์ นักลงทุน ข้าราชการ นักการเมือง สื่อสายเสรีนิยมใหม่ ไปจนถึงพรรคประชาชนว่า การแจกเงินให้คนธรรมดาตัวเล็กๆ ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม/จีดีพี ไม่ก่อให้เกิดพายุหมุน โดยรัฐบาลพยายามสำรวจกลุ่มประชาชนดังกล่าวและพบว่า เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ เพราะประชาชนนำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและใช้หนี้มากที่สุด
อีกอย่างคือ การโจมตีการแจกเงินหมื่นด้วยเหตุผลข้างต้น กลับไม่มีการเสนอนโยบายอื่นที่ดีกว่า เช่นการกระจายรายได้ สนับสนุนการเพิ่มค่าจ้าง เก็บภาษีเพิ่มจากคนรวย แต่กลับไปหนุนเศรษฐกิจของพวกมีปัจจัยการผลิตมากกว่า ทั้งๆ ที่การสร้างกำลังซื้อภายในประเทศ มีนัยถึงการช่วยฟื้นฟูฐานะของครอบครัวแรงงานและเพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจได้ และการเก็บภาษีเพิ่มจากทุนใหญ่เป็นการลดอำนาจการต่อรองลง และลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน การให้เหตุผลของพวกเสรีนิยม/ทุนนิยมมักเข้าข้างเจ้าของทุน แนวคิดเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ก็เพื่อชนชั้นผู้มีปัจจัยการผลิตมากกว่า จึงเป็นเรื่องที่ฝ่ายประชาชนแรงงานเองต้องผลักดันข้อเรียกร้องเพื่อตัวเอง โดยไม่หวังพึ่งพาพวกใส่สูทที่พูดอยู่หน้าสื่อ มากำหนดทิศทางให้พวกเรา ซึ่งคนพวกนั้นมักอ้างเรื่องการร่วงโรยของธุรกิจเก่าหรือการชะลอตัวของการผลิตของอุตสาหกรรมเดิมเพื่อเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี เช่นรถยนต์ ที่เลิกจ้างแรงงานเป็นจำนวนมาก เพราะต้องการให้แรงงานแบกรับความเสี่ยงและผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำด้วย โดยไม่โทษวิธีคิด การแข่งขันและการกระทำของตัวเองที่กระทบต่อผู้อื่น
เราอาจไม่ถึงกับปฏิเสธนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดของรัฐ แต่รัฐกลับไม่สนใจความเป็นอยู่ของแรงงานเลย (แม้แต่กรณีอดีตคนงานยานภัณฑ์กับบอดี้แฟชั่นที่กำลังเรียกร้องเงินค่าชดเชยเลิกจ้างจากงบกลางของรัฐบาล) นี่คือประเด็น ถึงเวลาที่เราจะเรียกร้องรัฐอย่างจริงจัง ให้รัฐเพิ่มค่าจ้างและสวัสดิการแก่ประชาชน, จัดเก็บภาษีเพิ่มจากคนรวย ได้แก่ ภาษีทรัพย์สิน รายได้นิติบุคคล และภาษีความมั่งคั่ง, ยกเลิกหนี้ครัวเรือนให้กับผู้มีรายได้น้อย, ลดงบประมาณทหารและงบฟุ่มเฟือยของชนชั้นปกครองทุกระดับ, ยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะเป็นการเก็บโดยไม่คำนึงถึงรายได้ นำเสนอเป็นชุดข้อเรียกร้องด้วยแนวคิดการเมืองภาคประชาชนที่ก้าวหน้ากว่าพวกเสรีนิยมใหม่และพวกนั่งร้านเผด็จการ เพื่อเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมากขึ้น

