Sex worker ถูกกฎหมายเพื่อชาติ?

โดย เมืองไม้

หลายคนเห็นด้วยกับการทำให้อาชีพขายบริการหรือ sex worker ถูกกฎหมายหรือทำให้ไม่ผิดกฎหมาย แต่เมื่อถามว่า “เพื่ออะไร” กลับกลายเป็นเสียงที่แตกกันออกไป คำตอบแบบหนึ่งที่มีสื่อกระแสหลักมักอ้างโดยไม่รู้ตัว คือการขายบริการถูกกฎหมายเพื่อ “ชาติ” เพื่อชาติจะได้มีเศรษฐกิจดี เพื่อชาติจะได้สงบสุข แม้บางคนก็พูดถึงการทำเพื่อสิทธิมนุษยชน เพื่อสวัสดิภาพสตรี เพื่อการปลดปล่อย แต่ก็ไม่หลุดจากกรอบของชาติซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความยุติธรรมทางเพศให้เกิดขึ้นจริง เพราะชาติมาพร้อมกับการกีดกัน “คนอื่น” อยู่เสมอ เมื่อชาติปลุกเร้าอารมณ์เราและสร้างศัตรู จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้างความยุติธรรมทางเพศและปลดปล่อยมนุษย์จากการกดขี่ทางเพศ หากยังอยู่ภายใต้กรอบของชาติ

          คังคุไบ: หญิงแกร่งแห่งมุมไบ (2565) หนังดังที่เป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน พยายามเสนอว่าผู้หญิงสามารถแกร่งได้ โดย ‘คังคุไบ’ ตัวเอกของเรื่องเป็นหญิงวรรณะสูงที่ถูกหลอกมาขายตัวที่ซ่อง แต่ท้ายที่สุดก็สามารถไต่เต้าขึ้นไปเป็นแม่เล้าและเป็นนายกของเมืองนั้นในที่สุด และต่อสู้เพื่อสวัสดิการการศึกษาและเรียกร้องให้การขายบริการถูกกฎหมาย เธอเป็นหญิงแกร่งแห่งมุมไบที่เป็นที่รักของผู้คนมากมาย เพราะเธอกล้าหาญ เฟียส และเป็นนักสตรีนิยมที่พูดเรื่องที่ไม่มีใครกล้าพูด

          แต่คังคุไบทำเพื่ออะไรกันแน่? คังคุไบกล่าวในสุนทรพจน์ช่วงท้ายเรื่องซึ่งเป็นการสรุปความคิดและความพยายามของเธอว่า “ไม่ใช่ว่าเราไม่สำคัญกับผู้คนนะ เราสำคัญ … สำหรับผู้หญิง พวกคุณรู้ดีว่าเราเป็นใคร เรามีไฟในตัวแต่ก็ยังเบ่งบานเหมือนกุหลาบ เราสนองตัณหาของผู้ชายและปกป้องศักดิ์ศรีของผู้หญิง ลองคิดดูสิ หากไม่มีกามธิปุระแล้ว เมืองนี้คงกลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ผู้หญิงจะถูกข่มขืน ครอบครัวจะแตกแยก ความสัมพันธ์จะจบลง และวัฒนธรรมอินเดียที่รุ่งเรืองของเราจะสลายเป็นผุยผง พวกคุณมีส่วนรับผิดชอบเรื่องนี้ เราไม่เพียงปกป้องเกียรติของทุกคน แต่ยังปกป้องเกียรติของสังคมนี้ด้วยฉันจึงภูมิใจกับการเป็นโสเภณี

​สำหรับคังคุไบ สิ่งที่เธอเป็นและสิ่งที่เธอทำทั้งหมดก็เพื่อรักษาชาติบ้านเมือง เพื่อรักษาวัฒนธรรมอินเดียอันเจริญงอกงามเอาไว้ ดังนั้น ทั้งการต่อสู้เพื่อสิทธิของโสเภณี และการพูดเชิญชวนผู้คนให้มาเข้ารวมขบวนการที่ดู ‘ก้าวหน้า’ ทั้งหมดนี้จึงเป็นเพียงการทำเพื่อชาติอินเดียเท่านั้น มันเป็นการรักษาผู้หญิงชนชั้นสูงให้บริสุทธิ์โดยให้ผู้หญิงวรรณะต่ำเป็นผู้ถูก ‘ข่มขืน’ แทน เพราะโสเภณีชนชั้นล่างมีหน้าที่สนองตัณหาผู้ชายซึ่งเป็นการปกป้องศักดิ์ศรีผู้หญิงชนชั้นสูง มันเป็นการรักษาครอบครัวและความสัมพันธ์ มันเป็นการรักษาวัฒนธรรมอินเดีย มันเป็นการปกป้องเกียรติของสังคม ในแง่นี้คังคุไบจึงไม่ใช่นักต่อสู้เพื่อสิทธิที่เป็นสากลที่ทุกคนควรได้ และไม่ใช่นักสตรีนิยมเลยด้วยซ้ำ แต่คังคุไบคือหญิงโลกขวาจัดที่พยายามเชิญชวนสตรีวรรณะต่ำทั้งหลายมาสู้เพื่อชาติ โดยรักษาความบริสุทธิ์ของผู้หญิงชนชั้นวรรณะสูงไว้และไม่ท้าทายโครงสร้างสังคมที่กดขี่ทางเพศและชนชั้น ซึ่งเป็นธรรมชาติในอุดมการณ์แบบฮินดูทวา

​นอกจากนี้ วิธีการต่อสู้ของเธอยังเป็นการต่อสู้แบบประเด็นเดียว คือพูดเพียงเรื่องหญิงขายบริการอินเดีย โดยพยายามปลุกเร้าอารมณ์ของความภาคภูมิใจในอาชีพที่เสียสละเพื่อชาติ ซึ่งการพูดถึงเพียงแค่เพื่อชาติเป็นการกีดกันคนอื่นออกไปด้วย นี่หมายความว่าคังคุไบไม่ได้มองว่าควรจะต่อสู้เพื่อผู้หญิงปากีสถาน บังคลาเทศ หรือผู้หญิงประเทศอื่น ๆ ด้วย เพราะพูดถึงแต่กรอบของชาติอินเดีย นอกจากนี้ คังคุไบไม่พูดถึงปัญหาอื่นในเชิงโครงสร้างซึ่งจริง ๆ แล้วผู้หญิงพบเจอในชีวิตประจำวันและเป็นเรื่องสำคัญ เช่น การกระจายทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ความยากจน สิทธิแรงงาน สิทธิในอนามัยเจริญพันธุ์ หรือแม้กระทั่งชนชั้นวรรณะ เป็นต้น ปัญหาของคังคุไบทั้งหมดนี้ทำให้เราต้องตั้งคำถามว่าคังคุไบคือตัวแบบที่ดีสำหรับการแก้ปัญหาการกดขี่ทางเพศและปัญหาที่ผู้ขายบริการต้องเจอจริงหรือ

          สื่อไทยกระแสหลักก็มีแนวคิดคล้าย ๆ กับคังคุไบ อย่าง อิงฟ้า วราหะ มิสแกรนด์ไทยแลนด์ ซึ่งเคยแสดงละครเป็นบทบาทหญิงขายบริการเหมือนกับคังคุไบ ได้ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐว่าการให้ sex worker ถูกกฎหมายจะมาตอบปัญหาการลงโทษแบบข่มขืนเท่ากับประหารได้ เธอเล่าว่าจากการที่เธอเคยมีประสบการณ์เฉียดจากการถูกข่มขืนและได้ศึกษาอาชีพนี้จากละครที่เธอต้องแสดง ทำให้เธอคิดว่าโสเภณีไม่ใช่เรื่องที่ต้องปราบ เธอมองว่าหากอาชีพนี้ถูกกฎหมาย ก็สามารถทำให้ผู้ชายเข้าไปใช้บริการได้ตลอด และจะลดปัญหาการข่มขืนในสังคมได้ ซึ่งมุมมองนี้ไม่ต่างอะไรจากคังคุไบที่มองว่าให้ผู้หญิงที่มีชนชั้นต่ำกว่าเป็นผู้ปกป้องผู้หญิงชั้นสูงจากการข่มขืนตลอดไป และรักษาครอบครัวเอาไว้ อาชีพนี้จะช่วยทำให้สังคมไทยหลุดจากความล้าหลังและรักษาเกียรติของสังคมไว้ได้

​อีกทั้ง ดีเจต้นหอม ซึ่งมักรู้จักกันในวงการทีวี วิทยุ และธุรกิจบาร์โฮสต์ ยังให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐว่า โสเภณีคือซอฟต์พาวเวอร์เมืองไทย เธอมองว่าเศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนด้วย sex worker ชาวต่างชาติต่างใฝ่ฝันที่จะมาลองชีวิตกลางคืนที่ประเทศไทย แม้เป็น soft power ที่คนไทยยังไม่ยอมรับมากนัก แต่ถ้าทำให้มันอยู่บนดินไปพร้อมกับการแก้ปัญหาคอร์รับชั่น ในท้ายที่สุดสังคมไทยจะเปลี่ยน ทรัพย์สินและชีวิตของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อจะถูกปกป้อง การแข่งขันกันด้วยสินค้าและคุณภาพจริง ๆ จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ถูกผูกขาด ซึ่งทำให้สังคมไทยพัฒนา แม้จะมีประเด็นที่ต่างจากคังคุไบบ้าง แต่ในท้ายที่สุดมันกลับมาสนับสนุนการใช้ระบบตลาดเพื่อสร้างรายได้ให้กับชาติและสร้างความเจริญรุ่งเรื่องให้กับชาติบนการกดขี่ขูดรีดแรงงานค้าบริการทางเพศ

​แนวชาตินิยมในประเด็น sex worker เคยสร้างปัญหามาแล้วเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2567 ในกรณี sex worker ฝั่งกะเทยฟิลิปปินส์และฝั่งกะเทยไทยตบกันที่ซอยสุขุมวิท 11 โดยกะเทยฟิลิปปินส์เข้ามาหาเรื่องก่อน ซึ่งเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วสื่อ มีเสียงแตกออกเป็นหลายฝ่าย แต่ฝ่ายหนึ่งที่มีพลังคือฝ่ายที่เชียร์กะเทยไทยให้ตบเพื่อความสะใจหรือแก้แค้นอย่างยุติธรรม หรือทวงคืนศักดิ์ศรีของกะเทยไทย ชาติจึงแบ่งแยกให้คนไทยเป็นพวกเราและแบ่งให้คนฟิลิปปินส์เป็นศัตรูที่อพยพมาจะทำลายความสุขของคนไทย ดังนั้นชาติจึงเร้าอารมณ์ความรู้สึกโกรธเมื่อครอบครัวกะเทยไทยด้วยกันถูกทำร้าย และความสะใจนี้เองเป็นสิ่งที่จะเยียวยาเราจากความเครียดที่มาพร้อมกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ดังนั้นจึงเป็นอย่างที่พชร์ อานนท์และโก๊ะตี๋ให้สัมภาษณ์เมื่อมาถ่ายทำหอแต๋วแตกภาค 10 ว่า “ต้องการมาถ่ายทอดความสามัคคีของคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้สนับสนุนความรุนแรงเพราะพวกเขาไม่ได้มีเจตนาฆ่ากัน แต่แค่พยายามทำให้รู้ว่าไม่ควรมาหมิ่นศักดิ์ศรีคนไทยเท่านั้นเอง ทำให้รู้ว่าคนไทยไม่ทิ้งกัน” หรือพูดอีกแบบหนึ่งได้ว่าชาตินิยมทำให้ครอบครัวกะเทยไทยและครอบครัวชาติไทยไม่ตบกันเอง แต่สามัคคีกันเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ และยอมเข้าเนื้อตบและด่าศัตรูผู้อพยพ เพื่อความสะใจและปกป้องครอบครัวนี้ไว้

​แต่มุมมองที่ขาดไปไม่ได้คือเศรษฐกิจโลก มากกว่าที่จะเป็นแค่เรื่องของศักดิ์ศรีอย่างเดียว ธานี ชัยวัฒน์ เสนอว่า แหล่งค้าบริการทางเพศของไทยถูกตีตลาดโดยฟิลิปปินส์ เพราะแรงงานในอุตสาหกรรมเซ็กส์ฟิลิปปินส์ข้ามชาติย้ายถิ่นมาแย่งลูกค้ากะเทยไทย คือการเลื่อนจากที่ที่มีการแข่งขันสูงไปสู่ที่ที่เอื้อให้แข่งขันง่ายและมีรายได้สูงขึ้น อีกทั้งต้นทุนการค้าบริการทางเพศข้ามชาติลดลงอย่างมากทำให้คนลักลอบเข้ามามากขึ้น เนื่องมาจากเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้นทำให้ค่าใช้จ่ายไม่แพงมากและติดต่อลูกค้าง่ายขึ้น กฎหมายที่ไม่เข้มงวดในอาเซียนทำให้กล้าลงทุน และหลีกเลี่ยงการตีตราทางสังคมจากสังคมเดิมได้ง่ายขึ้น

​อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือกะเทยฟิลิปปินส์ก็มีหน้าตา ความสามารถ วัฒนธรรมกะเทย คล้ายกับคนไทย แต่พูดอังกฤษได้เก่งกว่า จึงได้เปรียบมากกว่า และเมื่อมาตัดราคากะเทยไทยก็กลายเป็นการเขม่นแข่งขันกัน จนกลายเป็นว่าคนฟิลิปปินส์เข้ามาแย่งงานคนไทย จึงนำไปสู่การสร้างความบาดหมางให้แก่ผู้ให้บริการทางเพศด้วยกันเอง ชาตินิยมเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความสมานฉันท์ในการต่อสู้ร่วมกัน และปิดบังสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงไว้คือระบบทุนนิยมซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนเผชิญร่วมกัน

​ณ ตอนนี้ การทำให้อาชีพค้าบริการทางเพศไม่ผิดกฎหมายเป็นทางออกที่ดีได้ อย่างน้อยผู้ทำงานบริการไม่ต้องถูกตำรวจเบียดบังรายได้ในรูปค่าส่วย หรือถูกตำรวจล่อซื้อให้ทำงานบริการทางเพศ หรือผู้จ้างให้บริการทางเพศไม่ยอมจ่ายค่าจ้างซึ่งทำให้ผู้ให้บริการทางเพศไม่สามารถเรียกร้องได้เนื่องจากผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องบัดซบเป็นอย่างมาก แต่ทางออกนี้ไม่ใช่แค่เพื่อชาติไทย เราต้องเรียกร้องช่วยต่อสู้กับคนทั้งโลกที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน ไม่ใช่เพราะเราเป็นพี่น้องร่วมโลก แต่เพราะเราเผชิญและต่อสู้กับปัญหาเดียวกัน แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือการไม่แช่แข็งสังคมให้คนที่เป็น sex worker ต้องเป็นตลอดชีวิตจากสภาวะแวดล้อมและเงื่อนไขชีวิตของเขาที่ไม่เอื้ออำนวย เพราะรัฐต้องกระจายโอกาสที่จะเลือกและความสามารถที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีแบบอื่น พร้อมกับให้รัฐสวัสดิการที่จะเอื้อให้ชีวิตเราทำงานต่อไปได้และคุ้มครองเราเมื่อเกิดความรุนแรงขึ้น มากไปกว่านั้นเราจำเป็นต้องตั้งคำถามกับงานนี้ด้วยว่าในท้ายที่สุดมันช่วยปลดแอกทางเพศได้หรือไม่ มากกว่าที่จะอ้างเรื่องความภาคภูมิใจในอาชีพแบบคังคุไบหรือแค่เถียงว่าควรถูกหรือผิดกฎหมาย

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ