ยุทธศาสตร์สหภาพแรงงานแนวสังคมนิยมในยุคบอลเชวิค ตอน 2/2

อาเธอร์ คุก เลขาธิการสหภาพแรงงานเหมืองแร่ถ่านหินอังกฤษปราศรัยในการนัดหยุดงาน ปี 1926

โดย พัชณีย์ คำหนัก

              จากตอนที่ 1 ในสิ่งพิมพ์ฉบับเดือนพฤษภาคม ได้อธิบายยุทธศาสตร์ของคอมมิวนิสต์สากลหรือคอมินเทิร์นในยุคบอลเชวิคหลังการปฏิวัติรัสเซีย 1917 ซึ่งคือการสร้างเซลล์คอมมิวนิสต์ภายในสหภาพแรงงานที่มีอยู่และหยั่งรากถึงสถานที่ทำงาน พร้อมกับเชื่อมโยงการต่อสู้ของสหภาพแรงงานกับเป้าหมายการปฏิวัติในระดับชนชั้น ซึ่งเป็นจุดแข็ง แต่พบว่ามีข้อผิดพลาดทางยุทธศาสตร์และความไม่เพียงพอทางทฤษฎีของคอมินเทิร์น

​​              ข้อผิดพลาดที่ว่านั้นคือความขัดแย้งกันในตัวเองของยุทธศาสตร์คือ ด้านหนึ่ง คอมมิวนิสต์สากลแนะนำให้พรรคคอมมิวนิสต์ในแต่ละประเทศทำงานภายในสหภาพแรงงานที่มีอยู่ และไม่แยกตัวออกไปจัดตั้งสหภาพแรงงานปฏิวัติใหม่ แต่อีกด้านหนึ่ง ในระดับสากล คอมินเทิร์นกลับให้การสนับสนุนการจัดตั้งสหภาพแรงงานแดงสากล (Red International of Labor Unions-RILU) หรือที่เรียกว่า Profintern ผลักดันให้สหภาพแรงงานที่มีสมาชิกนับล้านคนในประเทศต่าง ๆ เข้าเป็นสมาชิกของ RILU ให้ได้ และเพื่อแข่งกับสหภาพแรงงานสายปฏิรูปที่ประนีประนอมกับนายทุนคือ สหพันธ์แรงงานระหว่างประเทศ (IFTU) ในอัมสเตอร์ดัม แม้คอมมิวนิสต์ชาวอเมริกันและอังกฤษจะพยายามเน้นย้ำว่า กิจกรรมปฏิวัติที่แท้จริงในสหภาพแรงงานต้องมุ่งเป้าไปที่การจัดตั้งกลุ่มคอมมิวนิสต์ ในองค์กรสหภาพแรงงานทุกแห่ง และสร้างระบบตัวแทนของสมาชิกในระดับโรงงาน (ช็อปสจ๊วตหรือคณะกรรมการคนงาน) ที่จะมีไว้ดำเนินการภายในและภายนอกสหภาพแรงงานและปฏิบัติการอย่างเป็นอิสระจากสหภาพแรงงานและระบบราชการได้ รวมทั้งท้าทายเจ้าหน้าที่อนุรักษ์นิยมในสหภาพแรงงาน อีกทั้งต้องลงสมัครเป็นตัวแทนคนงานผ่านระบบเลือกตั้งของสหภาพด้วย เมื่อครองตำแหน่งแกนนำและเจ้าหน้าที่ประจำแล้วจะต้องส่งเสริมกิจกรรมของสมาชิกระดับล่างและงานจัดตั้ง ไม่ใช่ทำแทนสมาชิก ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การยึดครองตำแหน่งในระบบราชการกลายเป็นวิธีที่ง่ายกว่าในการได้รับอิทธิพลจากมวลชนมากกว่าการทำงานอย่างต่อเนื่องและอดทนในการสร้างองค์กรปฏิวัติระดับล่าง ในช่วงทศวรรษปี 1920 พรรคคอมมิวนิสต์มักจะตกอยู่ในกับดักนี้  

เพื่อให้ภาพปัญหาชัดขึ้น ขอยกตัวอย่างกรณีอังกฤษ ดังนี้

1. บริบททางประวัติศาสตร์ของอังกฤษ

​              อังกฤษในฐานะประเทศอุตสาหกรรมแห่งแรกมีประเพณีอันยาวนานของสหภาพแรงงานที่เน้นงานฝีมือและอนุรักษ์นิยมซึ่งมีสมาชิกจำนวนน้อย  จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 19 สหภาพแรงงานส่วนใหญ่นำโดยคนงานที่มีทักษะ มีระบบราชการเพียงเล็กน้อย และพึ่งพาการต่อสู้ของคนงานระดับล่างเป็นอย่างมาก จนเมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แรงงานได้รับค่าจ้างต่ำ ไม่พอใจมากขึ้น จึงนัดหยุดงานประท้วง ดังเช่นคนงานท่าเรือในลอนดอนและคนงานหญิงผลิตไม้ขีดไฟ ส่งผลให้เกิดการก่อตั้งสหภาพแรงงานขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งก็คือสหภาพแรงงานแนวใหม่ ในตอนแรกสหภาพแรงงานแนวใหม่มีแนวคิดก้าวหน้ากว่าสหภาพแรงงานแบบเก่า แต่เมื่อผ่านจุดสูงสุดของการต่อสู้ สหภาพแรงงานนี้ก็พัฒนาเป็นอาณาจักรที่ปกครองโดยเจ้าหน้าที่เต็มเวลาที่ขยายตัวมากขึ้น ทำให้สมาชิกแทบไม่มีเสียงใดๆ เจ้าหน้าที่ของสหภาพแรงงานมวลชนใหม่ได้รับการแต่งตั้ง ไม่ใช่มาจากการเลือกตั้ง เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ในสหภาพแรงงานแบบเก่า ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บทบาทของกลุ่มชนชั้นทางสังคมใหม่นี้ – คือข้าราชการสหภาพแรงงาน – มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้ของชนชั้นแรงงาน

2. สงครามโลกครั้งที่ 1 และการเกิดขึ้นของขบวนการตัวแทนคนงานในโรงงาน (Shop Stewards’ Movement)

​              ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มีการทำลายการจ้างงานและเพิ่มการควบคุมของรัฐ ผู้นำสหภาพแรงงานเข้าข้างรัฐบาล เพื่อตอบโต้ผู้นำพวกนี้ ขบวนการตัวแทนคนงานในระดับโรงงานจึงเกิดขึ้น โดยเฉพาะในภาควิศวกรรม  (เช่น เมืองกลาสโกว์ เชฟฟิลด์) เพื่อเคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระจากสหภาพแรงงาน พวกเขาเป็นพวกประชาธิปไตย มีคำขวัญประจำอันโด่งดังว่า: “เราจะสนับสนุนเจ้าหน้าที่สหภาพ ตราบที่พวกเขาเป็นตัวแทนของคนงานอย่างถูกต้อง แต่เราจะปฏิบัติการอย่างเป็นอิสระทันทีที่พวกเขาบิดเบือนสมาชิก”

​              ขบวนการตัวแทนคนงานในโรงงาน มีจุดแข็งคือ นัดหยุดงานประท้วงขนาดใหญ่แม้จะมีการคัดค้านจากผู้นำสหภาพแรงงาน จัดตั้งคณะกรรมการคนงานระดับล่างที่สามารถดำเนินการอย่างเป็นอิสระได้ ปฏิเสธแนวคิดปฏิรูปและโน้มเอียงการเมืองแนวปฏิวัติ โดยยอมรับโซเวียต (สภาคนงาน) เป็นเครื่องมือของชนชั้นแรงงาน แต่มีข้อจำกัด คือ ต่อต้านผู้นำ (ได้รับอิทธิพลจากสหภาพแรงงานแนวอนาธิปไตยหรือ Syndicalism) ทำให้พวกเขาต่อต้านการประสานงานกับผู้นำระดับชาติที่กำลังต่อสู้กับรัฐบาลอำนาจนิยม ไม่สามารถเปลี่ยนการต่อสู้ทางเศรษฐกิจให้กลายเป็นการต่อต้านสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ พวกเขายังคงอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมแคบๆ (เน้นวิศวกรรม) และเป็นกลุ่มย่อยๆ ขาดกลยุทธ์ทางการเมืองปฏิวัติที่ชัดเจน

3. การเสื่อมถอยหลังสงครามโลกและการเกิดขึ้นของพรรคคอมมิวนิสต์อังกฤษ CPGB

​              หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 การเคลื่อนไหวของตัวแทนคนงานระดับโรงงานอ่อนแอลงเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย มีการปิดโรงงาน และถูกปราบ เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์อังกฤษก่อตั้งขึ้นในเดือน ม.ค.1921 ก็พยายามเลียนแบบรูปแบบขบวนการตัวแทนคนงานระดับโรงงาน ด้วยการจัดตั้งกลุ่มนักเคลื่อนไหวส่วนน้อย (Minority Movement-MM) เช่น ขบวนการคนงานเหมืองกลุ่มน้อยเริ่มขึ้นในเวลส์ใต้ในปี 1922 และกลุ่มคนงานโลหะกลุ่มน้อยในเวลาต่อมา แต่เงื่อนไขได้เปลี่ยนไปคือการต่อสู้แบบเข้มข้นของมวลชนลดน้อยลง และการเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่ทำงานหรือเป็นอิสระอีกต่อไป แต่เป็นที่ประชุมของกลุ่มเคลื่อนไหวต่อสู้ (militant caucus) ภายในโครงสร้างสหภาพแรงงานมากกว่า

​กลยุทธ์การทำงานของพรรคคอมมิวนิสต์ CPGB คือ นำเสนอนโยบายในที่ประชุมโดยกลุ่มนักสู้หัวก้าวหน้า (militants) รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง สนับสนุนการนัดหยุดงาน และสร้างพันธมิตรกับเจ้าหน้าที่ปีกซ้ายในสหภาพแรงงานต่างๆ แต่ปัญหาคือ เกิดความสับสนระหว่างการต่อสู้เพื่อสร้างผู้นำในระดับรากหญ้าและการสนับสนุนบทบาทเจ้าหน้าที่ฝ่ายซ้าย  สิ่งพิมพ์ของพรรคอย่าง The Worker ยอมรับว่าอำนาจที่แท้จริงนั้นมาจากการสนับสนุนของมวลชนในระดับล่าง แต่ยังคงไปเน้นสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่มีความเก่งกล้าซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย และไม่ตัดขาดจากระบบราชการอย่างชัดเจน พูดง่ายๆ คือการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนส่วนน้อย เป็นเป็นกลุ่มระหว่างนักเคลื่อนไหวระดับล่างกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายซ้าย ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในการมีผู้นำที่โดดเด่นคนหนึ่งคือ Arthur J. Cook ผู้ได้รับเลือกเป็นเลขาธิการสหภาพแรงงานเหมืองแร่ถ่านหินอังกฤษในปี 1924

4. การหยุดงานทั่วไปในปี 1926 และบทเรียน

​              การนัดหยุดงานปี 1926 เป็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ ที่มีคนงานเข้าร่วม 3.5 ล้านคน แต่ถูกแกนนำในสภาแรงงาน (Trades Union Congress-TUC)  ที่เน้นเจรจาหักหลังด้วยการยอมแพ้ก่อน พรรคคอมมิวนิสต์ CPGB ซึ่งสนับสนุนเจ้าหน้าที่ปีกซ้ายใน TUC หนุนสโลแกนว่า “อำนาจทั้งหมดเป็นของสภากลาง”  ก็ไม่สามารถเสนอทางเลือกอื่นเพื่อเป็นผู้นำการต่อสู้ได้ ทั้งไม่วิจารณ์การนำของ TUC  ถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของชนชั้นแรงงานในอังกฤษ  ความน่าเชื่อถือของ CPGB จึงเสื่อมถอย ส่วนขบวนการนักเคลื่อนไหวกลุ่มน้อย (MM) ล่มสลายลง อารมณ์ทางการเมืองเปลี่ยนไปทางขวาตามแกนนำ TUC และสูญเสียโอกาสสำคัญในการสร้างฐานที่เป็นอิสระและปฏิวัติภายในขบวนการสหภาพแรงงาน

​              ทรอตสกีวิจารณ์ว่า “ระบบราชการของสหภาพแรงงานเป็นเครื่องมือหลักของชนชั้นกระฎุมพีในการควบคุมชนชั้นแรงงาน ทั้งปีกขวาและปีกซ้ายของระบบราชการต่างก็รับใช้ผลประโยชน์ของทุนนิยมในที่สุด”

การก่อเกิดลัทธิสตาลินและการสิ้นสุดของยุทธศาสตร์สหภาพแรงงานแนวปฏิวัติ

​              จากยุทธศาสตร์ปฏิวัติสู่การฉวยโอกาสของระบบราชการ เมื่อสตาลินรวบอำนาจในสหภาพโซเวียต พลังปฏิวัติของขบวนการแรงงานระหว่างประเทศก็ถูกควบคุมโดยการทูตของสหภาพโซเวียตและการเมืองภายในของสหภาพโซเวียตมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อยุทธศาสตร์สหภาพแรงงานปฏิวัติในช่วงแรกของยุคบอลเชวิค กล่าวคือ มีการเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ใหม่ดังที่กล่าวมาแล้วบางส่วน เช่น สร้างความสามัคคีกับผู้นำฝ่ายปฏิรูป, ทำตามความต้องการทางการทูตของสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาความสัมพันธ์อันสงบสุขกับอังกฤษและมหาอำนาจจักรวรรดินิยมอื่นๆ, พรรค CPGB เปลี่ยนจากการส่งเสริมความคิดริเริ่มของคนงานแอ็คติวิสต์ระดับล่างที่เป็นอิสระ มาเป็นการเกาะติดแกนนำ TUC,  แนวคิดของลัทธิสังคมนิยมเปลี่ยนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิวัติที่นำโดยชนชั้นแรงงานไปสู่รัฐที่บริหารจัดการโดยระบบราชการ, และงานสหภาพแรงงานกลายมาเป็นการสนับสนุนผลผลิตของชาติ ไม่ใช่การต่อสู้ของชนชั้น

              นัยเชิงกลยุทธ์สำหรับการต่อสู้ในปัจจุบัน หากนักสังคมนิยมปฏิวัติต้องการต่อสู้กับทุนนิยมอย่างมีประสิทธิผล จะต้องทำงานกับสหภาพแรงงานที่มีอยู่เพื่อเข้าถึงมวลชน ไม่ใช่ถอนตัวออกมาเพราะผู้นำสายปฏิรูป แต่ต้องมีวิธีการทำงานที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้ถูกโครงสร้างระบบราชการภายในครอบงำ, เชื่อมโยงการต่อสู้ในแต่ละวันกับเป้าหมายทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่กว่าผ่านการมีองค์กรปฏิวัติที่หยั่งรากลึกถึงสมาชิกระดับล่าง, การเมืองปฏิวัติต้องเป็นอิสระจากทั้งนายจ้างและข้าราชการสหภาพแรงงาน, และสร้างความเป็นตัวแทนของขบวนการแรงงานจากเบื้องล่างสู่บน และเมื่อมีตำแหน่งอย่าเหมาทำแทนสมาชิกหมด

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ