อิสราเอลขยายความรุนแรงถึงอิหร่าน เราจะมองไปข้างหน้าอย่างไร

โดย คมกริต

​อิสราเอลเริ่มการโจมตีอิหร่านครั้งใหม่เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ซึ่งอาจปลุกสงครามระดับภูมิภาค และอิสราเอลต้องรับผิดชอบการทิ้งระเบิดใส่โรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์ โดยอิสราเอลอ้างว่าอิหร่านกำลังพัฒนาอาวุธทำลายล้างสูง

                การโจมตีที่อ้างว่าเป็น “แบบเจาะจงเป้าหมาย” นั้น ได้สังหารพลเรือน รวมถึงเด็ก ๆ และบุคลากรสำคัญในรัฐบาลอิหร่านด้วย อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอลหลายระลอก ส่วนในการประชุม G7 ของบรรดารัฐมหาอำนาจในวันเดียวกันนี้ ผู้นำตะวันตกพูดถึง “การลดความตึงเครียด” และ “การทูต” แต่บรรดาผู้นำเหล่านี้เองที่เป็นผู้จัดหาอาวุธและเงินทุนให้กับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซาให้แก่อิสราเอลเพื่อโจมตีตะวันออกกลาง

ทำไมอิสราเอลถึงโจมตีอิหร่าน?

​อิสราเอลอ้างว่าต้อง “ปกป้องตนเอง” ด้วยการทำลายศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่ในความเป็นจริง เนทันยาฮูมีแรงจูงใจจากพลวัตทางการเมืองภายในของอิสราเอล และประเทศจักรวรรดินิยม

                นับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา กลยุทธ์ของเนทันยาฮูก็คือการขยายสงครามไปยังหลายแนวรบในตะวันออกกลาง ซึ่งรวมถึงการรุกรานเลบานอน การโจมตีทางอากาศใส่อิหร่าน และการยึดครองดินแดนเพิ่มในซีเรียหลังจากระบอบบาชาร์ อัล-อัสซาดล่มสลายลงในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว การโจมตีเหล่านี้เป็นบ่อนทำลายอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค โดยเฉพาะการทำให้กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอนอ่อนแอลง

                ส่วนหนึ่งที่อิสราเอลขยายภาวะสงครามเพราะต้องการดึงการสนับสนุนจากสหรัฐฯ สำหรับนโยบายทำลายล้างกาซา ทว่ากลุ่มผู้นำของชนชั้นปกครองสหรัฐอเมริกา บางส่วนเกรงว่าความโหดร้ายของอิสราเอลจะจุดประกายการต่อต้านในรัฐอาหรับ

                อิสราเอลคือพันธมิตรสำคัญของระบบจักรวรรดินิยมสหรัฐฯ ในภูมิภาค และสหรัฐฯ จะหนุนหลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างแน่นอน แต่เนทันยาฮูต้องการแรงสนับสนุนเพื่อ “ชัยชนะเบ็ดเสร็จ” เหนือชาวปาเลสไตน์ และต้องการเช็คเปล่าสำหรับสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น อีกด้านหนึ่ง เพื่อสยบเสียงวิจารณ์จากทางสหรัฐฯ เนทันยาฮูจึงเดิมพันด้วยการขยายสงครามเพื่อประกันการสนับสนุนจากสหรัฐฯ เขารู้ว่า เมื่อถึงจุดวิกฤต สหรัฐฯ จะยืนเคียงข้างรัฐอิสราเอลเสมอ

                ในอีกด้าน เนทันยาฮูยังมีแรงจูงใจจากวิกฤตภายในอิสราเอลเองด้วย รัฐบาลผสมปัจจุบันของเขาพึ่งพาการสนับสนุนจากฝ่ายขวาจัด โดยเฉพาะรัฐมนตรีความมั่นคง อิตามาร์ เบน-กวีร์ และรัฐมนตรีคลัง เบซาเลล สมอตริช

                ถ้าหากเขาสูญเสียการสนับสนุนจากทั้งสอง รัฐบาลของเขาจะล่ม ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับความขัดแย้งเบื้องลึกภายในโครงการไซออนิสต์ถึงแนวทางการกดขี่ชาวปาเลสไตน์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด ไซออนิสต์สาย “เสรีนิยม” สนับสนุนระบอบแบ่งแยกเชื้อชาติ ในขณะที่ฝ่ายขวาจัดต้องการการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ชนชั้นนำของอิสราเอลบางส่วนก็กังวลว่าการยึดครองกาซาอย่างถาวรจะนำไปสู่สถานการณ์สงครามกองโจรถาวรและยังกังวลว่าอิสราเอลจะสูญเสียความชอบธรรมในฐานะประเทศ “ประชาธิปไตยหนึ่งเดียว” ในตะวันออกกลาง แต่ฝ่ายขวาจัดต้องการการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา—และการบุกโจมตีทั่วทั้งภูมิภาค

                สมอตริชเคยกล่าวว่า โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อรัฐอิสราเอลและโลกตะวันตกทั้งหมด ดังนั้นเพื่อรักษาการสนับสนุนจากฝ่ายขวาจัด รัฐบาลเนทันยาฮูจึงวาดฝันการกวาดล้างชาวปาเลสไตน์สิ้นซาก และการครองอำนาจเบ็ดเสร็จทั่วตะวันออกกลาง แต่นโยบายสงครามของรัฐบาลเนทันยาฮูมีรากลึกยิ่งกว่าความขัดแย้งภายในรัฐไซออนนิสต์

                อิสราเอลยังมุ่งมั่นจะบดขยี้รัฐบาลอิหร่านเนื่องจากการแข่งขันในระบบจักรวรรดินิยมที่ร้อนแรงขึ้นในตะวันออกกลางระหว่างมหาอำนาจระดับโลกและภูมิภาค

อะไรเป็นแรงผลักดันการแข่งขันระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล?

​อิสราเอลและอิหร่านแข่งขันอิทธิพลกันในภูมิภาค โดยอิสราเอลได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตกซึ่งทำให้การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซาเป็นไปได้ แต่อิสราเอลไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจากตะวันตกเหมือนในอดีตอีกต่อไป

                การสนับสนุนช่วงเริ่มแรก ส่งเสริมให้อิสราเอลพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองส่วนหนึ่งด้วยการลงทุนในเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการทหาร หรืออีกนัยคือ แม้อิสราเอลจะยังเป็นสุนัขเฝ้าบ้านของมหาอำนาจตะวันตกในตะวันออกกลาง แต่มันสามารถขัดขืนได้มากขึ้น

                การเป็นอำนาจจักรวรรดินิยมระดับภูมิภาคของอิสราเอลเกิดขึ้นในท่ามกลางวิกฤตจักรวรรดินิยมสหรัฐฯ เมื่อหลังจากการแทรกแซงที่ล้มเหลวในอิรักและอัฟกานิสถานในช่วงทศวรรษ 2000 อำนาจของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางอ่อนแอลง เปิดช่องให้บรรดามหาอำนาจในภูมิภาค รวมถึงอิสราเอลและอิหร่าน ออกมาเรียกผลประโยชน์ของตนมากขึ้น ส่วนอิหร่านได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียและจีน แม้จะไม่มากเท่ากับอิสราเอล

                รัสเซียเป็นผู้จัดหาอาวุธหลักให้อิหร่าน และจีนซื้อน้ำมันจากอิหร่านประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำให้อิหร่านมีพื้นที่หายใจบ้างท่ามกลางการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก และเนื่องจากการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ทำให้ยอดขายน้ำมันต่างประเทศของอิหร่านลดลงจาก 119,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2009–2010 เหลือเพียง 8,900 ล้านดอลลาร์ในปี 2019–2020 อิหร่านยังพยายามขยายอิทธิพลของตนด้วยการสนับสนุนกลุ่มต่าง ๆ เช่น ฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน และกลุ่มฮูตีในเยเมน

ทรัมป์มีบทบาทยังไง?

​ในปี 2015 อิหร่านและสหรัฐฯ ได้ลงนามในแผนปฏิบัติการเบ็ดเสร็จร่วม (Joint Comprehensive Plan of Action) ซึ่งอิหร่านจะจำกัดสมรรถนะนิวเคลียร์ของตนแลกกับข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ แต่ในปี 2018 ภายใต้แรงกดดันจากเนทันยาฮู รัฐบาลทรัมป์ในสมัยแรกได้ฉีกข้อตกลงนี้

                แต่ทรัมป์กำลังพยายามฟื้นฟูข้อตกลงจำกัดอาวุธนิวเคลียร์นี้อีกครั้ง เพราะเขาต้องการมุ่งต่อกรกับคู่แข่งหลักอย่างจีน และแทนที่จะเป็นสหรัฐฯ จีนได้เป็นคนกลางในสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่านในปี 2023 ซึ่งแสดงถึงอิทธิพลเสื่อมถอยของสหรัฐฯ

                ทรัมป์เคยเดินทางเยือนตะวันออกกลางเพราะเขาต้องการเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับรัฐตามอ่าวและรัฐบาลใหม่ของซีเรีย แต่เมื่อทรัมป์ข้ามอิสราเอลระหว่างการเยี่ยมเยือน เนทันยาฮูกลัวว่าจะถูกลดบทบาทลงในวิสัยทัศน์ภูมิภาคตะวันออกกลางของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

                การที่อิสราเอลโจมตีอิหร่านทำให้อิหร่านถอนตัวจากการเจรจา รัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อารักชี กล่าวว่า การดำเนินการเจรจาต่อไป “ไม่สามารถมีความชอบธรรมได้” ท่ามกลาง “ความป่าเถื่อน” ของอิสราเอล ทรัมป์เคยเสนอแนวคิดเข้าร่วมกับอิสราเอลเพื่อโจมตีอิหร่าน แต่เขาก็กำลังใช้ภัยคุกคามของสงครามเป็นเครื่องต่อรองในการกดดันให้อิหร่านทำข้อตกลง

                การใช้นโยบายกลับไปกลับมานี้สะท้อนถึงความพยายามของทรัมป์ในการรับมือวิกฤต “อำนาจนำ” ของสหรัฐฯ หมายความว่า จักรวรรดินิยมสหรัฐฯ อ่อนแอลง และจีนยังได้ผงาดขึ้นเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

                จีนเสริมสร้างความสัมพันธ์กับรัฐอาหรับ เป็นผู้นำเข้าน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียรายใหญ่ มีพันธมิตรทางยุทธศาสตร์กับหลายรัฐบาล รวมถึงอิหร่าน และเป็นนักลงทุนรายสำคัญผ่านโครงการเส้นทางสายไหม (Belt and Road Initiative) ซึ่งทรัมป์กำลังพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อเสริมอิทธิพลของสหรัฐฯ ให้สามารถแข่งขันกับจีนได้

ผลกระทบในวงกว้างคืออะไร?

​สหรัฐฯ ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก คือ ต้องสนับสนุนรัฐสุนัขเฝ้าบ้านอย่างอิสราเอล แต่ก็ต้องการหลีกเลี่ยงสงครามระดับภูมิภาค เพราะจักรวรรดินิยมสหรัฐฯ ถูกกดดันหลายด้านอยู่แล้ว ทั้งในตะวันออกกลาง ยูเครน เอเชีย และแปซิฟิก แต่การแข่งขันระหว่างจักรวรรดินิยมหมายถึงสงครามอาจเกิดขึ้นได้และจะมีผลกระทบที่ไกลกว่านั้น

                ประการแรก ประชากรในตะวันออกกลางและชาวปาเลสไตน์ต้องเผชิญกับความตายและการทำลายล้างยิ่งขึ้น

                ประการที่สอง เศรษฐกิจโลกจะได้รับผลกระทบ ราคาน้ำมันได้พุ่งสูงขึ้นไปแล้วถึง 13 เปอร์เซ็นต์ และจะยิ่งเลวร้ายลงเมื่ออิสราเอลโจมตีแหล่งน้ำมันของอิหร่าน

                สหรัฐฯ ในฐานะผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ ต้องการควบคุมน้ำมัน เพราะจีนต้องพึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียยิ่งกว่าเดิม แต่สงครามภาษีของทรัมป์สะท้อนให้เห็นว่าภาวะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจะไม่เป็นผลดีต่อจักรวรรดินิยมที่กำลังเสื่อม ดังนั้น แม้ว่าการโจมตีแหล่งน้ำมันจะเป็นผลเสียกับอิหร่านและจีน แต่มันก็ยังเป็นผลเสียกับสหรัฐฯ ไปด้วย เพราะผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อรัสเซียในช่วงเวลาที่รัสเซียปฏิเสธที่จะทำตามข้อเรียกร้องของทรัมป์ในการเจรจาเสงครามในยูเครน

เรื่องนี้ส่งผลต่อปาเลสไตน์อย่างไร?

​อิหร่านคือส่วนหนึ่งของ “แกนต้าน” ต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตกในสายตาของหลายคนในขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปาเลสไตน์ แต่ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์แสดงให้เห็นว่าการพึ่งพามหาอำนาจในภูมิภาคจะไม่นำไปสู่การปลดปล่อย

                รัฐบาลอิหร่านขึ้นสู่อำนาจหลังการปฏิวัติปี 1979 โค่นล้มกษัตริย์ชาห์ที่ตะวันตกหนุนหลัง และอิหร่านเป็นรัฐทุนนิยมที่มีชนชั้นปกครองนำโดยนักบวชอนุรักษนิยมนิกายชีอะห์ของศาสนาอิสลาม และแม้จะเป็นมหาอำนาจรอง แต่ยังปรารถนาจะเป็นมหาอำนาจใหญ่ในภูมิภาค

                รัฐบาลอิหร่านยังเผชิญกับการลุกฮือต่อต้านหลายระลอก โดยเฉพาะขบวนการ “สตรี ชีวิต เสรีภาพ” ในปี 2022 แต่ได้ปราบปรามขบวนการดังกล่าวและยังมีประวัติการปราบปรามขบวนการทางสังคมและองค์กรแรงงาน ทั้งยังวาดภาพตัวเองว่าเป็นกลุ่มอำนาจที่สนับสนุนปาเลสไตน์ แต่พวกเขาจะทำเช่นนั้นก็ต่อเมื่อสามารถส่งเสริมอิทธิพลของตัวเอง

                ในช่วงอาหรับสปริงปี 2011 อิหร่านสนับสนุนรัฐบาลอัสซาดในซีเรียและส่งฮิซบุลลอฮ์เข้าไปแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือเผด็จการภายในซีเรีย และช่วยกดการปฏิวัติจมกองเลือด การล่มสลายของอัสซาดและการที่เลบานอนถูกอิสราเอลรุกรานทำให้อิหร่านอ่อนแอลง แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เราจะสามารถพึ่งพาอิหร่านเพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์

                เหตุผลหลักคือ อิหร่านกำลังแย่งชิงการครอบงำในภูมิภาค และรัฐอิหร่านยืนเคียงข้างปาเลสไตน์ แต่ก็รู้ว่าหากแทรกแซงแล้วจะต้องเผชิญกับการต่อต้านที่จะทำลายผลประโยชน์ในการครองอำนาจนำในภูมิภาคนี้

                อิหร่านมีสิทธิ์โดยชอบธรรมในการตอบโต้ต่ออิสราเอล และเราต้องต่อต้านการโจมตีอย่างโหดเหี้ยมของอิสราเอลต่อประชาชนอิหร่าน แต่หากต้องการอิสรภาพที่แท้จริงสำหรับชาวปาเลสไตน์ เราจำเป็นต้องต่อสู้กับจักรวรรดินิยม ต้องอาศัยขบวนการมวลชนในภูมิภาคที่ไม่เพียงแค่ท้าทายอิสราเอล แต่ยังท้าทายชนชั้นปกครองและรัฐในภูมิภาคเหล่านั้นด้วย

                การปฏิวัติในช่วงอาหรับสปริงปี 2011 แสดงให้เห็นถึงพลังการต่อต้านของมวลชนที่สามารถท้าทายบรรดาผู้นำในภูมิภาคและจักรวรรดินิยมได้ และสามารถโดดเดี่ยวอิสราเอลได้ และในฝั่งตะวันตก ภารกิจของเราคือการเพิ่มแรงกดดันเพื่อหยุดการส่งอาวุธให้แก่อิสราเอลทั้งหมด

แปลและเรียบเรียงจาก

กองบรรณาธิการ. 16 มิถุนายน 2568. Key questions about Israel’s escalation of war in Iran. หนังสือพิมพ์กรรมาชีพสังคมนิยม.

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ