ฐานะทางประวัติศาสตร์ของการนับถือพระเจ้าเพียงหนึ่งเดียว

โดย รุเธียร

​“มันไม่ใช่จิตสำนึกของมนุษย์ที่กำหนดความเป็นอยู่ของเขา แต่ความเป็นอยู่ของเขาต่างหากที่กำหนดจิตสำนึก” (Marx 1859) คือทัศนะของลัทธิมาร์กซ์ – เลนินที่มองว่าประวัติศาสตร์ของมนุษย์ไม่ได้ขับเคลื่อนอยู่บนการพัฒนาของความคิดของมนุษย์อยู่ถ่ายเดียว หากรากฐานที่แท้จริงของมันคือเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละยุคสมัย ความศรัทธาต่อสิ่งเหนือธรรมชาติในรูปของศาสนาก็เช่นกัน ศาสนาไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นจากความกลัวของมนุษย์ต่อสิ่งที่อธิบายไม่ได้ ไม่ได้เป็นเพียงหลักศีลธรรมในชีวิตประจำวันที่มีรากฐานจากพระศาสดาผู้เปี่ยมด้วยปัญญาและบุญญาภินิหาร เราอาจแบ่งประเภทของศาสนาที่นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติออกเป็น 2 ประเภท กล่าวคือศาสนาแบบพหุเทวนิยม (Polytheism) ที่บูชาเทพเจ้าหลายองค์ และศาสนาแบบเอกเทวนิยม (Monotheism) ซึ่งบูชาพระเจ้าเพียงหนึ่งเดียว ในบทความนี้จะกล่าวถึงฐานะทางประวัติศาสตร์ของการนับถือพระเจ้าแค่เพียงพระองค์เดียวในฐานะที่เป็นผลผลิตจากเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมที่ปรากฏในเทศะและกาละหนึ่ง ๆ หาใช่ความสูงส่งของจิตวิญญาณมนุษย์แต่อย่างใดไม่

​แต่แรกเริ่มในชุมชนบุพกาล ความเชื่อต่อสิ่งเหนือธรรมชาติเป็นสิ่งที่สอดรับกับวิถีชีวิตที่เป็นจริงในฐานะที่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน อย่างน้อยที่สุดเรายังพบเห็นร่องรอยของความสัมพันธ์ที่พวกเขามีต่อธรรมชาติในรูปของการบูชาผีสางและบรรพบุรุษ (ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเพศหญิง) ในฐานะที่เป็นทั้งโทเทม (รูปเคารพ) และทาบู (กฎข้อห้าม) ของชุมชน หรือการบูชาเทพเจ้ามากมายอันเป็นรูปสัญญะของธรรมชาติที่มนุษย์ไม่เข้าใจ การเปลี่ยนแปลงของพลังการผลิตนำไปสู่การสะสมกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและการสิ้นสูญของครอบครัวแบบสังฆญาติและการแตกสลายของชุมชนบุพกาล สิ่งเหล่านี้เปิดทางให้ระบบครอบครัวเดี่ยว สังคมชนชั้น และโครงสร้างส่วนบนอย่างรัฐและอุดมการณ์รัฐเข้ามาแทนที่ ความพินอบพิเทาต่อพระผู้เป็นเจ้าหนึ่งเดียวจากบรรดาเทพเจ้ามากมายก็เป็นผลิตผลของระบอบสังคมที่พัฒนาไปในบริบทที่แตกต่างกัน ในสังคมอียิปต์โบราณซึ่งโดยพื้นฐานแล้วมีความเชื่อแบบพหุเทวนิยม ก็เคยมียุคสมัยที่มีการบูชาเทพเจ้าเพียงหนึ่งเดียวคือ สุริยเทพอเตน โดยฟาโรห์อเคนาเตนเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับพวกพระในยุคก่อนหน้า อย่างไรเสีย ทั้งหมดเกิดขึ้นและจบสิ้นลงภายในหนึ่งรัชกาล ศาสนาแบบเอกเทวนิยมที่ยั่งยืนอยู่จนถึงปัจจุบันคือศาสนาแบบอับราฮัม (Abrahamic Religion) ของตระกูลภาษาเซมิติก ได้แก่ ศาสนายูดาย ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม

​ศาสนาแบบอับราฮัมมีคัมภีร์ไบเบิล (ใช้กันในหมู่ชาวยิวและคริสเตียน) และกุรอาน (ในหมู่ชาวมุสลิม) เป็นรากฐาน ซึ่งบอกเล่าถึงความศรัทธาต่อพระเจ้าองค์เดียวที่มีบรรพบุรุษร่วมกันคืออับราฮัมและการเผยโฉมของพระเจ้าในประวัติศาสตร์มนุษย์ตั้งแต่การสร้างโลกของพระเจ้า การอพยพออกจากอียิปต์ซึ่งนำโดยโมเสสผ่านทะเลแดงเข้าไปสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา การปูนบำเหน็จและลงทัณฑ์ชนชาติที่พระเจ้าเลือกสรร และคำมั่นสัญญาเรื่องพระผู้ไถ่กู้ซึ่งถูกเรียกว่าพระเมสสิยาห์หรือพระคริสต์ นั่นคือสิ่งที่ปรากฏในประวัติศาสตร์เชิงวรรณกรรมและเป็นความทรงจำร่วมกันของทั้ง 3 ศาสนา แต่แท้จริงแล้ว การนับถือพระเจ้าหนึ่งเดียวในตระกูลภาษาแบบเซมิติกกลับไม่ได้มีเอกภาพดั่งที่เข้าใจกันในหมู่ศาสนิกชน หากแต่ดำเนินไปบนวิภาษวิธีของการถือครองกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลโดยปัจเจกชนในรูปของความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างเสรีชนและผู้เป็นทาส และวิภาษวิธีของโครงสร้างส่วนบนที่วางรากอยู่บนพลังและความสัมพันธ์ทางการผลิตของพวกเขาที่เปลี่ยนแปลงไป บุคลิกภาพของพระเจ้าจึงปรากฏในรูปแบบต่าง ๆ ราวกับเป็นภาพสะท้อนของนายทาสและเจ้าศักดินาในแต่ละยุคสมัย

​การศึกษาพระคัมภีร์ทางด้านโบราณคดีให้ความเห็นว่าแต่ดั้งเดิมแล้วศาสนายูดายไม่ได้เป็นศาสนาเอกเทวนิยมแต่แรกเริ่ม หากแต่เป็นสับเซตย่อย ๆ ของศาสนาเซมิติกในตะวันออกกลางที่นับถือเทพเจ้าหลายองค์ “ความเป็นเมืองที่เจริญเติบโตของพวกอิสราเอลซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงแค่ชนบทก็ดำเนินไปพร้อมกับการขึ้นมาของระบอบกษัตริย์ที่ช่วยในการปกป้องศัตรู…พระเจ้าและกษัตริย์ต่างมีหน้าที่ต้องปกป้องเมือง กษัตริย์จะกระทำการต่าง ๆ ในสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้กระทำ” (ธเนศ วงศ์ยานนาวา. 2562. ว่าด้วยเอกเทวนิยม)  จากชาวฮิบรูซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนกลายเป็นสังคมเมืองที่มีการรวมศูนย์เข้าไปหาผู้ปกครองเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความเชื่อในพระเจ้าหนึ่งเดียวซึ่งมีท่าทีอย่างแข็งกร้าวในการปฏิเสธความแตกต่างหลากหลายในท้องถิ่นที่เคยเชื่อมต่อมนุษย์เข้ากับธรรมชาติและชุมชนของตัวเอง

​ความคิดเรื่องพระเจ้าหนึ่งเดียวเกิดจากการปะทะประสานกันระหว่าง 2 ประเพณีหลักมาตั้งแต่ยุคเหล็กตอนต้น คือ เอโลฮิสต์ (E) และยาห์วิสต์ (Y) เอโลฮิสต์แพร่หลายในอาณาจักรทางตอนเหนือ ประเพณีนี้เรียกขานนามพระเจ้าว่า “เอล” บิดาผู้สูงสุดแห่งสรวงสวรรค์ซึ่งมีลักษณะที่ค่อนไปทางนามธรรมและเป็นพหุเทวนิยมเช่นเดียวกับศาสนาท้องถิ่น (ภาษาฮีบรูเรียกพระเจ้าว่า “เอโลฮิม” ซึ่งเป็นรูปพหูพจน์) “เอล” ยังมีคู่ครองคือ “อาเชราห์” ซึ่งเป็นพระเจ้าเพศหญิง ในขณะที่อาณาจักรทางตอนใต้ยึดเอาประเพณีแบบยาห์วิสต์ ซึ่งเรียกขานนามพระเจ้าว่า “ยาห์เวห์” ซึ่งแต่เดิมเป็นเทพแห่งลมพายุและสงคราม ยาห์เวห์มีรูปร่างอย่างมนุษย์และเป็นพระเจ้าแห่งความพิโรธ (เราเห็นการปะทะกันของทั้งสองประเพณีอย่างเด่นชัดที่สุดในหนังสือเล่มแรกของไบเบิลคือปฐมกาล (Genesis) ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวการสร้างโลกซ้ำกัน 2 ครั้ง โดย “เอล” ในบทแรก และ “ยาห์เวห์” ในบทที่สอง) ก่อนที่ทั้งสองจะรวมเป็นหนึ่งเดียวในการปฏิรูปศาสนาให้สอดรับกับสังคมเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปในท้ายที่สุด

​ในยุคที่จักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจและเยรูซาเล็มกลายเป็นศูนย์กลางของความคับข้องที่ยิวมีต่อโรม ช่างไม้ชาวนาซาเร็ธนามว่าเยซูได้ประกาศศาสนาใหม่ที่มีบทบัญญัติข้อใหญ่คือการรักพระเจ้าอย่างสุดหัวใจและการรักเพื่อนบ้านเหมือนดั่งรักตนเอง พระเจ้าจึงไม่ใช่ยาห์เวห์ผู้พิโรธง่ายอีกต่อไป แต่กลายเป็นพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยพระหรรษาทานผู้ส่งพระบุตรมาในโลกเพื่อไถ่กู้มวลมนุษย์จากบาป พระเยซูกลายเป็นพระเมสสิยาห์ตามคำทำนายไม่ใช่ด้วยการพิชิตโลกแต่ด้วยความรักต่อเพื่อนมนุษย์ (ซึ่งแสดงถึงความประนีประนอมทางชนชั้นอย่างเห็นได้ชัด) แนวคิดเรื่องตรีเอกานุภาพ (พระเจ้าหนึ่งเดียวแต่มี 3 บุคคล คือพระบิดา พระบุตรและพระจิต) ถูกพัฒนาขึ้นตั้งแต่ยุคแรก ๆ กฎข้อห้ามยิบย่อยของชาวยิวได้เลือนหายไปจากศาสนาคริสต์ซึ่งเพิ่มความยืดหยุ่นผ่านการประกาศศาสนาของเหล่าสาวกไปยังต่างบ้านต่างเมือง ศาสนาของเยซูผู้วายชนม์บนกางเขนจึงเข้ากันได้ดีกับมวลชนผู้ถูกขูดรีดอย่างเป็นสากลและการปลดปล่อยทางจิตวิญญาณโดยหลีกเลี่ยงการปะทะหักหาญกับผู้มีอำนาจในโลกจริง ในหะต่อมาศาสนาคริสต์ได้กลายเป็นศาสนาของอาณาจักรโรมันและอำนาจศักดินาของพวกพระในยุโรปยุคกลาง

​ราว 6 ศตวรรษถัดมา ในเมืองมักกะห์ของทะเลทรายอาหรับซึ่งเต็มไปด้วยชุมชนของชนเผ่าต่าง ๆ ที่แต่เดิมเคยใช้อูฐต้อนสัตว์ไปตามจุดต่าง ๆ ที่อุดมสมบูรณ์ ชนเผ่าเหล่านี้ขาดเอกภาพด้วยความเชื่อต่อเทพเจ้ามากมายที่เป็นรูปสัญญะของหน้าที่ต่อเผ่าของตนเอง กอปรกับคนเมืองมีทั้งเกษตรกรรายย่อยและพ่อค้าที่เป็นชาวยิวและคริสเตียน การผสมผสานระหว่างชนเผ่าเร่ร่อน พ่อค้า ช่างฝีมือ และเกษตรกรจึงเต็มไปด้วยความขัดแย้งจากมุมมองทางศาสนาที่แตกต่าง มะหะหมัดจากตระกูลพ่อค้าเผชิญหน้ากับความวุ่นวายในโลกรอบตัวเขา พระองค์จึงได้ดัดแปลงเอาศาสนายูดายและศาสนาคริสต์นอกกระแสหลักเข้ามาเป็นความเชื่อใหม่เพื่อสร้างความสามัคคีและการพัฒนาสังคมใหม่ให้มีเอกภาพด้วยการนับถือพระเจ้าหนึ่งเดียวเป็นพันธะสากล โดยผ่านคัมภีร์กุรอาน มะหะหมัดอ้างว่าเป็นโองการที่พระเจ้าประทานมาให้กับพระองค์ในฐานะพระศาสดาองค์สุดท้ายผ่านทางเทวทูต และภายใต้บริบทที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูแทบจะตลอดเวลาจากความพยายามในการปฏิรูปสังคมของมะหะหมัดทำให้ศาสนาอิสลามเป็นที่รู้จักและเผยแพร่ไปในรูปของการทำสงคราม นั่นทำให้อัลลอห์หวนคืนสู่การเป็นพระเจ้านักรบผู้เกรียงไกรอีกครั้ง พร้อม ๆ กับกฎทางศาสนาที่ควบคุมสังคมชาวมุสลิม (โดยเฉพาะกับเพศหญิง) ตั้งแต่หัวจรดเท้า

              เอกเทวนิยมแบบอับราฮัมเป็นดั่งประดิษฐกรรมทางประเพณีที่เติบโตคู่ขนานมากับสังคมแบบเจ้าทาส – ผู้เป็นทาสที่มีการพัฒนาตลอดเวลา เมื่อเงื่อนไขทางเศรษฐกิจการเมืองของพวกเขาเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมและคติความเชื่อก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน การนับถือพระเจ้าหนึ่งเดียวจากบรรดาเทพเจ้ามากมายของชาวยิวเป็นภาพสะท้อนของวิภาษวิธีระหว่างสังคมชนบทที่มีความเชื่ออันหลากหลายกับการรวมศูนย์เข้าไปในเมือง ทั้งศาสนาคริสต์และอิสลามที่เกิดขึ้นตามมาก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าพระเจ้าเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อบริบททางสังคมของมนุษย์เดินดินมีการเปลี่ยนแปลง

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ