โดย พัชณีย์ คำหนัก
จากเหตุการณ์การปะทะกันทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาตรงพื้นที่รอยต่อชายแดนไทย-กัมพูชา ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ดินแดนที่อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจทางการเมือง ที่มีการรายงานข่าวข้อเท็จจริงตามลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่การรุกเขตแดนของกัมพูชาบนปราสาทตาเมืองธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์จนถึงการปะทะกันในวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 อ้างว่ามีการสื่อสารกันผิดพลาด กระแสของความรักชาติคลั่งชาติก็ถูกปลุกจนล้นเกินในสองฟากเเผ่นดินโดยกองทัพและนักการเมือง ด้วยแฮชแท็ก #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด รวมถึงการที่ฮุนเซนอดีตผู้นำรัฐบาลกัมพูชา (ที่ปราศจากฝ่ายค้านเพราะถูกไล่ล่าบ่อนทำลาย) เดินเกมรุกยื่นข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา 4 แห่งต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) กับการนำเสนอข่าวในไทยด้วยข้อมูลด้านการทหารฝ่ายเดียว กับการเรียกร้องความสามัคคีของคนในชาติเพื่อรักษาดินแดนโดยรัฐบาล
กระแสรักชาติล้นเกินหมายความว่าอย่างไร เราเห็นปฏิกิริยาของบรรดานักการเมืองและทหารออกมาโอ้อวดตัวเองว่ารักชาติ พร้อมรักษาอำนาจอธิปไตย ไม่ให้เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว หรือแถลงการณ์ที่ออกมาสนับสนุนการเตรียมกำลังพลเพื่อป้องกันดินแดนของพรรคประชาชนเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 68 รวมทั้งมาตรการปิดด่าน แซงชั่นทางเศรษฐกิจ ที่ให้ความสำคัญกับการเจรจาทางการทูตและการสื่อสารกับประชาชนน้อยกว่า เพราะท้ายสุดไม่ได้ลดความตึงเครียดอย่างที่ต้องการแต่อย่างใด ประชาชนในพื้นที่กลับเครียดหนักขึ้นเพราะขาดรายได้และเศรษฐกิจส่งออกเสียหาย ทั้งที่ชายแดนร่วมตรงนั้นไม่ใช่การรุกรานทำสงครามในพื้นที่รอบในแต่อย่างใด ทว่า มีประชาชนผู้ไม่อยู่ในพื้นที่ทั้งสองประเทศดาหน้ากันออกมาปกป้องชาติ จนนำมาสู่มาตรการปิดด่านชายแดนทั้งสองฝั่งของทั้งสองรัฐ กระทั่งมีข่าวคนฆ่าตัวตายจากมาตรการนี้ ทั้งให้ที่ทางกับกลุ่มพลังชาตินิยม-ทหารนิยมแท็คทีมกันออกมาในนามรวมพลังแผ่นดิน ขับไล่นายกรัฐมนตรีด้วยตรรกะขายชาติ ทำลายความมั่นคงของรัฐ แม้แกนนำบางคนจะบอกว่าไม่ได้เรียกร้องรัฐประหาร แต่ไว้ใจไม่ได้เพราะเคยปลุกปั่นให้ทหารออกมาแทรกแซงทางการเมืองที่สร้างความเสียหายกับระบอบประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เลือดรักชาติพลุ่งพล่านทั้งสองฝั่งถามว่า ใครได้ประโยชน์และใครเสียประโยชน์ และคนในโซเชียลหลงลืมอะไรไปหรือเปล่า
ล่าสุดกระแสชาตินิยมนี้ทำให้เกิดความหวาดกลัวของแรงงานกัมพูชาที่ทำงานในไทย ประชาชนในพื้นที่ชายแดนประสบปัญหาจากการทำงาน ค้าขายไม่ได้ การเหยียดเชื้อชาติ มีการปฏิเสธแรงงานกัมพูชาไม่ให้เข้าร้าน มีการผลิตซ้ำวาทกรรมคนงานต่างด้าวแย่งงานคนไทย และท้ายสุดหนุนลัทธิทหารนิยม ให้บทบาททหารในเรื่องปิดด่านคุมชายแดน ทั้งที่มีหน่วยงานรัฐอื่นมีอำนาจหน้าที่นี้ด้วยเช่นมหาดไทย ไม่เพียงเท่านี้ พวก ส.ว.ที่มีคดีฮั้วเลือกตั้งสบโอกาสออกมาแสดงความรักชาติจนได้ และที่สำคัญคือการติด #ไม่เอารัฐประหาร ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าการเมืองไทยทำไมดูล้าหลัง วนลูป พายเรือในอ่างของการเมืองของชนชั้นปกครอง พรรคการเมืองนายทุนและการปลุกปั่นของกองทัพ
เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้เขียนเห็นว่า ประชาชนมีจิตสำนึกผิดพลาด การเมืองถอยหลังไปตามพวกมีอำนาจ นับจากการพ่ายแพ้ของขบวนการคนหนุ่มสาวและประชาชนผู้ต่อต้านรัฐบาลทหารเมื่อปี 2563-65 และการผสมพันธุ์กันระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคร่วมรัฐบาลทหารชุดก่อนจนได้รับการขนานนามว่ารัฐบาลนายหน้าเผด็จการ ประชาชนดูเหมือนขาดการย้ำเตือนบทเรียนอันเลวร้ายจากการมีทหารนำการปกครองประเทศที่ผ่านมา ไปจนถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทยที่บิดเบือนประวัติศาสตร์การสร้างชาติไทยในแบบที่ยกย่องเชิดชูชนชั้นปกครองและกองทัพเพียงด้านเดียว
ประวัติศาสตร์การสร้างชาติไทยที่ผ่านมาน้อยนักจะถูกนำเสนอให้เห็นภาพความเป็นอยู่ของประชาชนคนธรรมดาที่สร้างครอบครัว ทำมาหากิน เดินทางไปมาหาสู่กันโดยอิสระ และก็มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ในยุครวบรวมอาณาจักรต่างๆ ในแถบอุษาคเนย์ไม่ว่าจะด้วยการทำสงคราม กวาดต้อนคนมาเป็นเชลยหรือทาส, แต่งงานกันในครอบครัวชนชั้นปกครอง ยาวนานมาถึงการแบ่งเขตแดนในยุคล่าอาณานิคม ที่ไทยขณะนั้นยังเป็นสยามประเทศที่มีประเทศราชของตนเองในฐานะเป็นเจ้าอาณานิคมท้องถิ่น และก้าวไปสู่การเป็นรัฐสมัยใหม่ (หรือรัฐทุนนิยม) ตามประเทศตะวันตกในยุครัชกาลที่ 5 มีการรวบอำนาจการปกครองดินแดนต่างๆ มายังศูนย์กลางที่สถาบันกษัตริย์ ณ กรุงเทพฯ และลดอำนาจประชาชนคนธรรมดาเพื่อสะสมทุนและสืบทอดอำนาจมายาวนาน ด้วยรัฐสมัยใหม่ก็ได้มีการทำแผนที่ ปักปันเขตแดนชัดขึ้น สำนึกความเป็นชาติ การเสียสละเพื่อชาติและวาทกรรมเสียดินแดนในยุคล่าอาณานิคมให้กับฝรั่งเศสก็ถูกประดิษฐ์สร้างและแพร่หลายต่อมา (ภูมิชาย คชมิตร. กำเนิดสยามจากแผนที่ : อุดมการณ์ชาตินิยมเริ่มต้นจากการแบ่งเขตแดน. 6 พฤษภาคม 2568. ใน The101.World)
สิ่งที่คนโซเชียลหลงลืมคือ โครงสร้างสังคมที่เราอยู่เป็นสังคมชนชั้น เป็นสังคมที่มีช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน คนธรรมดาเข้าไม่ถึงความยุติธรรม ทำไมชาตินิยมไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ ก็เพราะมันถูกใช้กล่อมเกลาผู้คนเพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของชาติที่ส่วนกลางมากกว่าต่างจังหวัด โดยไม่ตระหนักว่า คนธรรมดาส่วนใหญ่ได้ประโยชน์แค่ไหน สิ่งที่เห็นมีแต่ผลประโยชน์ทางชนชั้นที่อภิสิทธิ์ชนพยายามรักษาสถานะเดิมเพื่อเครือญาติและเครือข่ายพวกพ้องของตัวเองเท่านั้น และนี่คือปัญหาสังคมไทยจริงๆ
และคงหลงลืมอีกว่า 1) ทหารมือเปื้อนเลือดจากเหตุการณ์ปราบปรามประชาชน และไม่เคยถูกนำขึ้นศาลและลงโทษ ดังกรณีการสังหารเสื้อแดงผู้ต้านรัฐประหาร 49 ภายใต้การบังคับบัญชาของ อนุพงษ์ เผ่าจินดา, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสุเทพ เทือกสุบรรณ ฆาตกรแก๊งนี้ยังลอยนวล, กรณีสังหารประชาชนมาเลย์มุสลิมที่ตากใบ กองทัพ ตำรวจและรัฐบาลชุดทักษิณ ชินวัตร ยังลอยนวล, การสังหารผู้รักประชาธิปไตยในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ฆาตกรทหารยังลอยนวล และเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลา 19 ฆาตกรทหารและตำรวจยังลอยนวล และฆาตกรหลายคนก็ตายไปแล้วล่าสุดคือ สุจินดา คราประยูร 2) ความร่ำรวยของนายทหารระดับสูงที่ขาดการตรวจสอบที่มา แสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจต่างๆ และถือหุ้นในบริษัทเอกชน 3) ผลประโยชน์ของกองทัพที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังทำรัฐประหาร 4) ทหารระดับสูงมีเอี่ยวในขบวนการค้ามนุษย์โรฮิงญา 5) การบังคับเกณฑ์ทหารและทหารเกณฑ์ถูกซ้อมจนตายหลายเคส และ 6) กองทัพไม่ยึดโยงประชาชน แต่ถือตัวเป็นผู้ปกครอง แทรกแซงทางการเมืองโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ผูกขาดความรักชาติและอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียว ฉะนั้น จงถามตัวเองดังๆ ว่า ทหารรักชาติรักประชาชนจริงหรือ?
เราอย่าเผลอให้คุณค่ากับลัทธิเหล่านี้ที่มาจากการกล่อมเกลาของอภิสิทธิ์ชนเพียงไม่กี่กลุ่ม คุณค่าที่แท้จริงคือการเคารพความเป็นมนุษย์ ความหลากหลายของผู้คน ที่ไม่มีเขมรแท้หรือไทยแท้ มีแต่การแชร์วัฒนธรรมและภาษา มีแต่ความเป็นเพื่อนมนุษย์ ที่ควรสร้างความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน สร้างความสมานฉันท์ข้ามพรมแดนหรือแรงงานทั้งผองคือพี่น้องกันตามหลักการสากลนิยม ซึ่งจะเป็นสังคมที่น่าอยู่มากกว่าการทำสงครามแย่งชิงอำนาจและเขตแดนของกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน ในขณะที่คนไปตายคือทหารระดับล่างและชาวบ้านในพื้นที่
ในมุมมองสากลนิยมของลัทธิมาร์กซ์ เลนิน นักปฏิวัติชาวรัสเซียผู้อยู่ในบริบทของการต่อสู้โค่นล้มระบอบกษัตริย์ซาร์และสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ย้ำถึงความจำเป็นของเอกภาพในบทความชื่อ “ว่าด้วยความภาคภูมิใจในชาติของชาวรัสเซียผู้ยิ่งใหญ่” (1914) : “ไม่มีชนชาติใดจะเป็นเสรีได้ หากยังคงกดขี่ชาติอื่นอยู่” มาร์กซ์และเองเกลส์ ผู้เป็นตัวแทนของประชาธิปไตยที่เสมอต้นเสมอปลายที่สุดแห่งศตวรรษที่ 19 และเป็นครูของชนชั้นกรรมาชีพปฏิวัติกล่าวไว้ และพวกเรากรรมาชีพชาวรัสเซียผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจในชาติของตน ต้องการรัสเซียที่เป็นอิสระ เสรี ประชาธิปไตย สาธารณรัฐ และน่าเคารพ จะสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านบนหลักแห่งความเสมอภาค ไม่ใช่บนพื้นฐานของอภิสิทธิ์แบบศักดินาที่ลดเกียรติของชาติยิ่งใหญ่”
“ชาวรัสเซียผู้ยิ่งใหญ่ไม่สามารถ ‘ปกป้องมาตุภูมิ’ ได้เลย เว้นแต่จะปรารถนาให้ซาร์พ่ายแพ้ในสงครามใด ๆ ซึ่งเป็น ‘ความชั่วร้ายน้อยกว่า’ สำหรับประชาชนเก้าในสิบของรัสเซีย เพราะจริงๆ แล้วนั้น ซาร์ไม่เพียงกดขี่พวกเขาทางเศรษฐกิจและการเมืองเท่านั้น แต่ยังทำให้พวกเขาเสื่อมทราม ตกต่ำ ไร้เกียรติ โดยสอนให้พวกเขากดขี่ชาติอื่น และปกปิดความอัปยศนี้ด้วยถ้อยคำจอมปลอมแบบรักชาติ…..ยุโรปในศตวรรษที่ 20 การปกป้องมาตุภูมิไม่อาจกระทำได้เลยนอกจากด้วยการต่อสู้กับราชาธิปไตย เจ้าของที่ดิน และนายทุนในบ้านเกิดของตนเองด้วยการปฏิวัติ — ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของประเทศเรา”
บทเรียนที่เลวร้ายจากการทำสงครามในอดีตคอยสอนใจเรา และเราควรไม่หลงลืมประวัติศาสตร์การกดขี่ทางชนชั้นเช่นในรัสเซีย ดังนั้นสิ่งที่เราควรเสนอคือ การลดบทบาทความรุนแรงของกองทัพด้วยการลดขนาดของกองทัพ ยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร หยุดคิดแบบทหารด้วยการใช้กำลัง ปฏิบัติการหรือสงคราม ยกเลิกเปิดเพลงชาติทุกวันที่จะเอื้อให้สถาบันทหารดำรงอยู่เพื่อครอบงำและกดปราบ การแก้ไขปัญหาชายแดนจึงมีแต่การเปิดให้ประชาชนในพื้นที่มีสิทธิมีเสียง คนและสื่อในกรุงเทพฯ ควรตระหนักถึงชีวิตความเป็นอยู่ผู้คนในพื้นที่และแรงงานข้ามชาติมากกว่าปลุกปั่นให้เกลียดชังกันของพวกฝ่ายขวา นอกเหนือจากการเจรจาทางการทูตของรัฐบาล และค้นหาเจตนาแท้จริงของผู้นำกัมพูชาว่า หยิบเอาเรื่องเขตแดนมากลบปัญหาความเสื่อมทรามในการปกครองและทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าประชาชนชาวกัมพูชาหรือไม่

