โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
ชนชั้นกรรมาชีพคือคนทำงานทั่วไปที่ไร้ปัจจัยการผลิตจึงต้องไปสมัครเพื่อทำงานให้นายทุน ปัจจัยการผลิตที่นายทุนถือครองคือโรงงาน เครื่องจักร สำนักงาน ห้างร้านขนาดใหญ่ ที่ดิน หรือระบบขนส่งสินค้า ฯลฯ กาต้มน้ำ โทรทัศน์ บ้านที่อยู่อาศัย หรือรถยนต์ ที่กรรมาชีพอาจถือครอง ไม่ใช่ปัจจัยการผลิต เพราะไม่ใช่สิ่งที่นำไปผลิตหรือแลกเปลี่ยนสินค้า กรรมาชีพมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจทุนนิยม เพราะกำไรที่นายทุนได้มาเพื่อใช้ในการขยายทุนและลงทุนต่อล้วนแต่มาจากการทำงานของกรรมาชีพ โดยที่นายทุนจ่ายค่าจ้างให้กรรมาชีพในปริมาณที่ต่ำกว่ามูลค่าสิ่งของที่กรรมาชีพผลิตหรือมูลค่าของการบริการที่นำไปขาย เครื่องจักรหรือ “เอไอ” ไม่สามารถสร้างกำไรได้เอง เพราะถือว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกรรมาชีพ ซึ่งมีผลในการเพิ่มมูลค่าสิ่งที่กรรมาชีพผลิต ค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องจักรหรือ “เอไอ” ไม่เหมือนค่าแรง แต่เหมือนค่าใช้จ่ายในการซื้อที่ดิน โรงงาน หรือการเช่าสำนักงาน นอกจากนี้เครื่องจักร หรือ “เอไอ” ทำงานไม่ได้ถ้าไม่มีกรรมาชีพที่ผลิตเครื่องจักร ผลิต “เอไอ” ผลิตไฟฟ้า หรือให้การศึกษาให้กับนักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ
ในสังคมก่อนทุนนิยม ไม่มีชนชั้นกรรมาชีพ พวกขุนนางหรือกษัตริย์สมัยนั้นสะสมความร่ำรวยผ่านการบังคับขูดรีดขโมยผลผลิตจากเกษตรกรในชนบทโดยตรง ในอดีตมีหลายวิธีในการขูดรีดมูลค่าแบบนี้ ในสมัยโรมมีระบบทาสที่เป็นเชลยศึกที่ถูกบังคับให้ทำงานในชนบทโดยไม่ได้ค่าจ้าง ในสมัยฟิวเดิลพวกขุนนางหรือกษัตริย์ในยุโรปใช้ข้ออ้างว่าเขาเป็นเจ้าของที่ดิน เพื่อบังคับให้เกษตรกรที่อยู่บนที่ดินเหล่านั้นต้องแบ่งผลผลิตให้พวกเขา แต่หลายคนเข้าใจดีว่าในสมัยก่อนที่จะมีขุนนางหรือกษัตริย์ที่ดินบนโลกไม่มีเจ้าของ นอกจากนี้ในระบบฟิวเดิลของยุโรป ชนชั้นปกครองจะออกกฎหมายห้ามไม่ให้เกษตรกรย้ายถิ่น และใช้ความรุนแรง กองกำลัง หรือคำสอนทางศาสนา ในการยึดผลผลิตและการให้ความชอบธรรมกับระบบนั้น
ในไทยก่อนสมัยทุนนิยม พวกขุนนางเจ้าศักดินาและกษัตริย์ ไม่ได้ใช้การเป็นเจ้าของที่ดินเพื่อควบคุมคนหรือยึดผลผลิต เพราะในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่มันมีที่ดินมากมายและอำนาจเจ้าศักดินาจะกระจัดกระจาย ดังนั้นต้องใช้ระบบแรงงานบังคับ คือใช้ความรุนแรงและกองกำลังในการกวาดต้อนคนเข้ามาใกล้ๆ ศูนย์กลางอำนาจ ซึ่งเราก็เห็นเมื่อมีการรบกันเพราะมักจะมีการกวาดต้อนคนจากถิ่นของผู้ที่แพ้สงคราม
แรงงานบังคับในระบบศักดินามี “ไพร่” ซึ่งเป็นเกษตรกรที่มีที่ดินของตนเอง แต่จะถูกบังคับให้ไปก่อสร้างหรือรบให้เจ้าศักดินา และมี “ทาส” ที่อาจเป็นคนที่ติดหนี้กับคนมีอำนาจ หรือเป็นเชลยศึก ทาสจะถูกบังคับให้ทำงานในภาคเกษตรเพื่อเลี้ยงเจ้าศักดินา แต่กษัตริย์สมัยนั้นไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจแบบรวมศูนย์ในลักษณะสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะในสมัยนั้นมีการ “ซับคอนแทรค” การควบคุมไพร่หรือทาสให้ “เจ้าขุนมูลนาย”
เมื่อระบบทุนนิยมเกิดขึ้นและขยายตัวผ่านกลไกตลาดและเทคโนโลยีใหม่ๆ มันเป็นทั้งโอกาสและภัยสำหรับชนชั้นปกครองฟิวเดิลในยุโรปและชนชั้นปกครองศักดินาในไทย ในด้านหนึ่งการขยายตลาดทุนนิยมไปทั่วโลกเป็นโอกาสทองที่จะเพิ่มความร่ำรวยมหาศาล มากกว่ามูลค่าที่มาจากการบังคับใช้แรงงานหรือเก็บผลผลิตในระบบเดิม แต่ถ้าจะทำอย่างนั้นต้องมีการขยายการผลิตสินค้าเกษตรด้วยการพัฒนาระบบการผลิต และต้องมีการนำระบบอุตสาหกรรม เครื่องจักรและโรงงานเข้ามาเพื่อผลิตสินค้าในปริมาณสูงขึ้นเรื่อยๆ
ในยุโรปพวกกษัตริย์และขุนนางมีคู่แข่งสำคัญที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วคือพ่อค้าในเมืองที่พัฒนาเป็นนายทุน และในที่สุดอำนาจทางเศรษฐกิจของนายทุนเหล่านี้สามารถโค่นอำนาจผูกขาดของกษัตริย์กับขุนนางได้ ซึ่งเห็นได้จากการปฏิวัติอังกฤษในปีค.ศ.1640-1688 และการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 ที่มีการประหารชีวิตกษัตริย์และขุนนางมากมาย ในกรณีอังกฤษนายทุนผู้ชนะ นำกษัตริย์กลับมาเพื่อสร้างนิยายควบคุมประชาชนว่ามันมีระบบชนชั้น “ตามธรรมชาติ” แต่กษัตริย์อังกฤษไม่เคยได้อำนาจกลับคืนมา
ในไทยรัชกาลที่ห้ามีพวกเจ้าขุนมูลนายและเจ้าหัวเมืองเป็นคู่แข่งทางอำนาจ ประมาณปี ๒๔๓๐ ร.๕ จึงต้องเริ่มปฏิวัติสังคมด้วยการสร้างรัฐไทยรวมศูนย์และยกเลิกระบบศักดินาพร้อมกับนำระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เข้ามาแทน มหาอำนาจตะวันตกก็เป็นคู่แข่งเช่นกัน กษัตริย์จึงต้องประนีประนอมกับจักรวรรดินิยมตะวันตกเช่นการยกเลิกการผูกขาดภาษีจากการส่งออก เป็นต้น นอกจากนี้ กษัตริย์ไทยสมัยนั้นได้ปรับตนเองเพื่อพัฒนาเป็นนายทุนใหญ่ที่ร่วมมือกับนายทุนพ่อค้าจีนและนายทุนตะวันตก
ปัญหาสำหรับทั้งนายทุนในอังกฤษ และนายทุนในไทยคือ จะนำกำลังแรงงานมาจากไหนเพื่อเป็นกรรมาชีพลูกจ้างในระบบทุนนิยมใหม่
ในยุคนี้ตัวเลขจากทั่วโลกแสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ 55% อาศัยอยู่ในเมือง พูดง่ายๆ มีการโยกย้ายประชาชนจากชนบทสู่เมือง และท่ามกลางการเคลื่อนย้ายแบบนี้ มีการเปลี่ยนแปลงวิธีทำมาหากินจากการเป็นเกษตรกรไปเป็นกรรมาชีพ แน่นอน ทุกคนไม่ได้เป็นกรรมาชีพทันที โดยเฉพาะในประเทศยากจนที่ไม่ค่อยมีงานทำ บ่อยครั้งคนจนในเมืองถูกบังคับให้หากินในชายขอบของเศรษฐกิจ แต่ในภาพรวมตอนนี้คนส่วนใหญ่ของโลกได้กลายเป็นกรรมาชีพไปแล้ว
การเคลื่อนย้ายจากชนบทสู่เมืองเกิดจากทั้งการไล่คนออกจากที่ดิน และการดึงคนจากแหล่งยากจนในชนบทเข้าสู่แหล่งจ้างแรงงานในเมือง ในกรณีแรกคนถูกบังคับให้ย้ายที่อยู่อาศัยด้วยกำลังความรุนแรง ในกรณีที่สองคนเลือกที่จะหนีความยากจนไปหางานในเมือง แต่ความยากจนดังกล่าวมักจะเป็นผลมาจากความป่าเถื่อนของผู้มีอำนาจ ในทั้งสองกรณีอาจมีการย้ายประเทศด้วย สรุปแล้วการที่คนจะถูกผลักออกไป หรือถูกดึง ขึ้นอยู่กับสภาพสังคมและเศรษฐกิจ
สกอตแลนด์ ทางเหนือของเกาะอังกฤษเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะมีทั้งการขับไล่และดึงคนออกจากชนบทไปทำงานในเมืองอุตสาหกรรมใหม่ยักษ์ใหญ่ที่ชื่อกลาสโกว์ เมืองนี้เริ่มต้นพัฒนาอุตสาหกรรมปั่นด้ายทอผ้า เคมี แก้ว กระดาษ กับสบู่ และในที่สุดมีอุตสาหกรรมต่อเรือและโรงานผลิตเครื่องจักรเย็บผ้าซิงเกอร์
เกษตรกรในทางใต้ของสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์พอสมควร เลือกที่จะโยกย้ายเข้าไปในกลาสโกว์เพราะในเมืองนั้นมีโอกาสที่จะเพิ่มรายได้ผ่านการแปรตัวเป็นลูกจ้าง แต่เกษตรกรทางเหนือในแถบที่มีภูเขาสูงห่างไกลจากกลาสโกว์ถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านอย่างป่าเถื่อนโดยขุนนางเจ้าของที่ดิน เพราะการเลี้ยงแกะสร้างรายได้ให้เจ้าของที่ดินมากกว่าเงินที่เก็บจากคนจนในรูปแบบค่าเช่าบ้าน ดังนั้น มีการเผาหลังคาบ้านและนำทหารมาไล่ประชาชน บางครั้งมีการล่ามโซ่บังคับให้ออกจากหมู่บ้านและลากไปขึ้นเรือข้ามทวีปไปอเมริกาและแคนาดา บ่อยครั้งคนที่ถูกไล่ออกจากบ้านก็จบลงด้วยการไปหางานในโรงงานของกลาสโกว์ คนงานเหล่านี้ตอนแรกไม่ได้พูดภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษากลาง แต่เขาพูดภาษาเกลิค นอกจากจะมีคนย้ายมาจากย่านภูเขาของสกอตแลนด์แล้ว มีคนที่โยกย้ายเข้ากลาสโกว์จากเกาะไอร์แลนด์ด้วย ซึ่งเดิมก็พูดภาษาเกลิคอีกแบบหนึ่ง ประชาชนที่ย้ายจากไอร์แลนด์มาเพราะปัญหาความยากจนอดอยาก ซึ่งกำเนิดจากความโลภมากและป่าเถื่อนของเจ้าของที่ดินอังกฤษในช่วงที่ไอร์แลนด์เป็นอาณานิคม บางคนเลือกมาเพราะหนีความยากจน บางคนถูกขับไล่อย่างโหดร้ายเพราะไม่สามารถจ่ายค่าเช่าบ้านในชนบทได้
สรุปแล้วในอังกฤษการสะสมทุนบุพกาลเป็นเรื่องที่โหดร้ายทารุณ ทั้งในวิธีขับไล่คนออกจากชนบทและสภาพการทำงานในโรงงานในช่วงแรกๆ ก่อนที่จะมีการรวมตัวกันสร้างสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง ในภาพกว้างการสะสมทุนของประเทศตะวันตกอาศัยแรงงานทาสคนผิวดำด้วย ซึ่งสร้างกำไรมหาศาลให้กับนายทุน แต่ในระยะยาวแรงงานบังคับในระบบทุนนิยมใช้ได้แค่ในไร่เกษตรและมีประสิทธิภาพต่ำกว่าการจ้างงานและการลงทุนในเครื่องจักร นี่คือสาเหตุสำคัญที่รัฐทางใต้ของอเมริกาแพ้สงครามกลางเมืองกับรัฐทางเหนือที่ไม่ใช้ระบบทาส
ในกรณีไทย การเลิกทาสเลิกไพร่ ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่รัชกาลที่ห้าใช้ในการตัดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเจ้าขุนมูลนายและเจ้าหัวเมืองที่เป็นคู่แข่ง สังคมไทยขาดแรงงานรับจ้าง จึงมีการดึงคนจีนเข้ามาเป็นแรงงานรุ่นแรกในเมือง หลายคนเป็นคนลากรถรับจ้าง ทำงานในท่าเรือ ทำงานก่อสร้างทางรถไฟ ขุดคลอง ทำงานในโรงสี หรือโรงงานน้ำแข็ง ฯลฯ คนงานเชื้อสายจีนเหล่านี้ถูกดึงเข้ามาในไทย เพราะหลายคนหนีความยากจนในหมู่บ้านของตน
คุณชอเกียง แกนนำคนงานโรงงานฮาร่าตรอกจันทร์ ที่เคยร่วมกันยึดโรงงานต่อสู้กับนายจ้างในช่วงก่อน ๖ ตุลา ๑๙ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของคนงานจีนในขบวนการแรงงาน ก่อนหน้านั้นคนงานจีนในท่าเรือกรุงเทพฯ นัดหยุดงานเป็นครั้งแรกในปี ๒๔๓๒ และต่อมาในปี ๒๔๕๓ มีการนัดหยุดงานทั่วไปของคนจีนเพื่อต่อต้านภาษีรายหัว
ในยุคต่อมาคนงานที่เลือกโยกย้ายเข้าเมืองคือลูกหลานเกษตรกรจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งก็มีภาษาของตนเองที่ไม่ใช่ภาษากลาง ไม่ต่างจากกรณีเมืองกลาสโกว์ หรือคนงานจีนก่อนหน้านั้น และคนงานรุ่นต่อไปที่เข้ามาในระบบทุนนิยมไทยคือกรรมาชีพจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะคนงานพม่าและเขมร
ในเขมรเมื่อยี่สิบปีที่ผ่านมา นักลงทุนจับมือกับทหารและรัฐบาลขโมยที่ดินชาวบ้านด้วยความรุนแรง ซึ่งนำไปสู่การประท้วง แต่ในที่สุดชาวบ้านเหล่านั้นก็กลายเป็นกรรมาชีพในโรงงานของเขมรหรือในไทย
ถ้าเราเข้าใจประวัติศาสตร์กรรมาชีพในไทย เราจะเข้าใจว่ากรรมาชีพประกอบไปด้วยหลายเชื้อชาติ และถ้าจะสร้างความเข้มแข็งของขบวนการ เราต้องสามัคคีข้ามเชื้อชาติ และต่อต้านลัทธิชาตินิยมที่สร้างความขัดแย้งในหมู่กรรมาชีพ
ใครที่คุ้นเคยกับอดีตสหายพรรคคอมมิวนิสต์หรือคนในแวดวงเอ็นจีโอ คงรู้จักคำพูดที่ว่า “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ซึ่งมักจะมองว่าคนที่ย้ายจากชนบทเข้าเมืองเป็นคนที่ “ถูกหลอก” หรือหลงแสงไฟในเมือง มันเป็นการดูถูกเกษตรกรหรือกรรมาชีพแทนที่จะมองว่าเป็นการตัดสินใจภายใต้เหตุผล เขาเข้าเมืองเพื่อหนีชีวิตยากจนล้าหลังคับแคบของชนบท แน่นอนค่าจ้างที่เขาได้รับไม่เคยเพียงพอ และบ่อยครั้งนายทุนก็โหดร้าย แต่สำหรับคนหนุ่มสาวที่เข้าเมือง ชีวิตของเขามีเสรีภาพมากกว่าในหมู่บ้าน ฐานะทางเศรษฐกิจก็ดีขึ้น และยังมีโอกาสที่จะสร้างสหภาพแรงงานอีกด้วย ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทยภายใต้ทักษิณ พวกเอ็นจีโอหลายคนมองว่าคนชนบทเลือกทักษิณเพราะ “โง่” หรือ “เข้าไม่ถึงข้อมูล” แนวคิดแบบนี้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนของแนวคิดจากบนลงล่างของอดีตคอมมิวนิสต์และนักเคลื่อนไหวเอ็นจีโอ ที่มักเข้ามาเป็น “พี่เลี้ยง” ให้คนงานที่นัดหยุดงานแทนที่จะปลุกระดมให้สู้และนำตนเอง การที่พรรคในรัฐสภาเช่นพรรคประชาชนอ้างว่าจะเข้ามาช่วยคนงานก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของแนวคิดแบบนี้ด้วย
สำหรับนักสังคมนิยมมาร์คซิสต์ เรามองว่า กรรมาชีพต้องปลดแอกตนเองถึงจะมีเสรีภาพได้จริง และเราพร้อมจะเข้าใจและเคารพการตัดสินใจของกรรมาชีพบนพื้นฐานเหตุผล บ่อยครั้งเราอาจไม่เห็นด้วยกับกรรมาชีพที่ยังไม่หลุดพ้นจากแนวคิดล้าหลังของฝ่ายขวา เช่นเรื่องชาตินิยม สิทธิทางเพศ หรือการคิดว่าคนใหญ่คนโตสร้างบุญคุณให้เราเป็นต้น แต่นั่นแปลว่าเราต้องขยันในการสร้างพรรคปฏิวัติ เพื่อปลุกระดมกรรมาชีพให้ปลดแอกตนเองด้วยแนวคิดสังคมนิยมมาร์กซิสต์
ในปัจจุบันชนชั้นกรรมาชีพในไทยมีหลายเชื้อชาติ และมีหลายอาชีพ กรรมาชีพไม่ได้แค่ทำงานในโรงงานเท่านั้น ในระบบทุนนิยมสมัยใหม่คนที่ทำงานในภาคบริการ เช่นครู อาจารย์ หมอ พยาบาล คนในระบบขนส่ง คนงานไอที ไรเดอร์ และคนทำงานในภาคการค้าขาย ล้วนแต่เป็นกรรมาชีพทั้งนั้น
ระบบทุนนิยมเป็นระบบที่ไม่เคยหยุดนิ่งและลักษณะการทำงานและรูปแบบของชนชั้นกรรมาชีพเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือการขูดรีดส่วนเกินเพื่อสร้างกำไร และการที่นายทุนอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีกรรมาชีพ ที่สำคัญคือกรรมาชีพอยู่ได้และจะมีความสุขมากขึ้นถ้าเราไม่มีนายทุน

