หลักลัทธิคอมมิวนิสต์ ตอนที่ 4

โดย สมทรง ตรีแก้ว

​​ความเดิมตอนที่แล้วกอง บก.ได้คัดลอกงานเขียนของ เอฟ.เองเกลส์มาถึงหลักการคอมมิวนิสต์ข้อ ๑๔ ซึ่งผู้สนใจสามารถย้อนกลับไปอ่านในแต่ละข้อของสนพ.ฉบับก่อนหน้านี้ กองบก.จะเสนอหลักการคอมมิวนิสต์ข้อ ๑๕ จนถึงข้อ ๑๘ ดังนี้

​(๑๕) การยกเลิกกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล (หมายถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของชนชั้นนายทุนที่เป็นปัจจัยในการผลิต-กองบก.) อย่างสันติจะเป็นไปได้หรือไม่? เป็นที่พึงปรารถนาว่าการยกเลิกกรรมสิทธิ์ควรนำมาซึ่งสันติ และชาวคอมมิวนิสต์จะเป็นบุคคลสุดท้ายที่คัดค้านวิธีการสันติเช่นนั้น ชาวคอมมิวนิสต์ตระหนักดีกว่าการต่อสู้ด้วยอาวุธ เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา และอีกทั้งตระหนักดีว่า การปฏิวัติมิใช่ภารกิจที่จะต้องกระทำกันอย่างปราศจากเหตุผลสนับสนุน แต่ทว่าทุกหนทุกแห่งและตลอดกาลเวลาที่ผ่านมา ชาวคอมมิวนิสต์ได้อยู่ในเงื่อนไขอันเป็นผลที่หลีกกเลี่ยงไม่ได้ สืบเนื่องมาแต่อดีต เงื่อนไขซึ่งเป็นอิสระจากเจตน์จำนงหรือการกำหนดขึ้นมาของพรรคหนึ่งพรรคใดหรือของชนชั้นใดๆ  นั่นคือ เนื่องมาจากเงื่อนไขทางภาวะวิสัย ความรุนแรงจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ชาวคอมมิวนิสต์ได้รับบทเรียนเป็นอย่างดีว่า การพัฒนาขึ้นมาของชนชั้นกรรมาชีพในประเทศที่เจริญรุ่งเรือง เกือบทุกประเทศต้องถูกปราบปรามอย่างรุนแรงจากพวกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อลัทธิคอมมิวนิสต์ สรรพกำลังทั้งหมดถูกนำมาใช้ปราบปรามอย่างเหี้ยมโหด ถ้าหากชนชั้นกรรมาชีพดำเนินการปฏิวัติไปจนถึงที่สุดแล้ว เราชาวคอมมิวนิสต์จะปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาเช่นเดียวกับที่เรากำลังปกป้องพวกเขาด้วยคำพูดอยู่ในขณะนี้

​(๑๖) การยกเลิกระบอบกรรมสิทธิ์เอกชนจะกระทำอย่างมีจังหวะก้าวหรืออย่างฉับพลันในทันทีทันใดได้หรือไม่? ก็เช่นเดียวกันกับการขยายตัวของพลังการผลิตคือ ไม่สามารถที่จะทวีขึ้นสู่ระดับที่จะสร้างสรรค์สังคมแบบรวมหมู่ได้ฉับพลันทันใด การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพจะค่อยๆ เปลี่ยนสังคมที่ดำรงอยู่นั้นให้กลายเป็นสังคมแบบรวมหมู่ทีละน้อยๆ และการยกเลิกระบอบกรรมสิทธิ์เอกชนจะบรรลุผลสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อปัจจัยการผลิตอยูในรดับที่เพียงพอทั้งในด้านประสิทธิภาพและปริมาณ

​(๑๗) แนวทางปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพเป็นประการใด? ก้าวแรกแห่งการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพก็คือ ทำให้ชนชั้นกรรมาชีพก้าวขึ้นไปเป็นชนชั้นปกครอง สร้างสรรค์ประชาธิปไตยโดยคนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงขึ้นมา

               แต่ประชาธิปไตยจะไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง หากชนชั้นกรรมาชีพมิได้นำมาใช้เป็นแนวทางในการยกเลิกรรมสิทธิ์เอกชนและสร้างหลักประกันในการดำเนินชีวิตให้กับสมาชิกในสังคม ชนชั้นกรรมาชีพจะผ่านอำนาจปกครองไปยึดทุนทั้งหมดทีละขั้นๆ รวมศูนย์ปัจจัยการผลิตทั้งหมดไว้ในมือของรัฐซึ่งก็คือไว้ในมือชนชั้นกรรมาชีพที่จัดตั้งขึ้นเป็นขนชั้นปกครองแล้วจะเพิ่มยอดปริมาณการผลิตให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

               การที่จะทำได้ถึงขั้นนี้ แน่นอน ก่อนอื่นจะต้องดำเนินการแทรกแซงในลักษณะบังคับต่อการถือกรรมสิทธิ์ และต่อความสัมพันธ์ทางการผลิตของชนชั้นนายทุน, จะต้องดำเนินมาตรการบางอย่าง ซึ่งในทางเศรษฐกิจดูเหมือนจะยังไม่สมบูรณ์พอและไม่มีกำลัง แต่วิถีดำเนินแห่งการเคลื่อนไหวมันจะเลยขอบเขตของตัวเองไปและจะเป็นสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้ ในฐานที่เป็นเครื่องมือของการปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตทั้งหมด มาตรการที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

​๑. จำกัดกรรมสิทธิ์ส่วนเอกชน ด้วยการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า ภาษีมรดกในอัตราสูง เลิกล้มการโอนมรดกให้กับญาติห่างๆ และที่เกี่ยวข้องกันในทางกว้าง (เช่น พี่ชาย,น้องชาย,หลาน…ฯลฯ) ควบคุมเงินกู้ ฯลฯ

​๒. โอนสิทธิ์ในที่ดิน,โรงงานอุตสาหกรรม,รถไฟ,เรือ ไปเป็นของรัฐทีละขั้นๆ เช่น อุตสาหกรรมบางสาขารัฐเข้าดำเนินการเอง โดยจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้เป็นเจ้าของด้วยพันธบัตรรัฐบาล

​๓. ริบทรัพย์สินของผู้ที่อพยพหรือหนีออกนอกประเทศ กำหนดพวกเขาเป็นฝ่ายปฏิปักษ์มวลชน

​๔. จัดตั้งองค์การกรรมกร ด้วยเงินกองทุนแห่งชาติ เปิดการว่าจ้างแรงงานกรรมาชีพอย่างกว้างขวาง เลิกล้มระบบตลาดแรงงานซึ่งปล่อยให้คนงานแข่งขันกันขายแรงงานโดยเสรี ในส่วนที่เกี่ยวกับการว่าจ้างแรงงานของเอกชนรัฐจักต้องควบคุมอัตราค่าจ้างแรงงาน ไม่ให้ต่ำไปกว่าอัตราของรัฐ

​๕. ให้สมาชิกในสังคมทุกกคนมีส่วนร่วมทำการผลิตอย่างเท่าเทียมกัน จนกว่าระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนเอกชนจะถูกล้มเลิกหมดสิ้นไปอย่างสมบูรณ์ ก่อตั้งอุตสาหกรรมทางทหารเพื่อยึดหลักพึ่งตนเอง ส่งเสริมอุตสาหกรรมการเกษตรให้มากยิ่งขึ้น

​๖. รวมศูนย์การเงินและสินเชื่อไว้ในมือของรัฐ โดยผ่านทางธนาคารชาติที่ดำเนินการด้วยทุนของรัฐ, ล้มล้างธนาคารเอกชนโดยให้รัฐเป็นผู้ผูกขาดแต่ผู้เดียว

​๗. ขยายจำนวนโรงงาน,เส้นทางรถไฟ,เรือ,ที่เป็นของรัฐให้กว้างขวางออกไป บุกเบิกที่ดินว่างเปล่าเพื่อการเกษตร, ปรับปรุงคุณภาพของดินที่ใช้เพื่อการเกษตรอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น, ดำเนินการผลิตทั้งปวงโดยใช้สัดส่วนของทุนกับพลังงานแรง ณ จุดที่การถ่ายเทพลังแรงงานของชาติเป็นไปอย่างพอเหมาะ

​๘. ให้เด็กทั้งปวงได้รับการศึกษาในโรงเรียนสาธารณะโดยไม่เสียค่าเล่าเรียน, ยกเลิกการใช้เด็กทำงานในโรงงานในรูปแบบปัจจุบัน (ค.ศ.1846) ประสานการศึกษาเข้ากับการผลิตทางวัตถุฯลฯ

​๙. สร้างที่พักขนาดใหญ่ ด้วยเงินกองทุนแห่งชาติให้เป็นที่พักอาศัยของประชาชนแห่งชุมชน ทั้งผู้ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรมทำให้ความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทหมดสิ้นไปทีละขั้น

​๑๐. กำจัดแหล่งเสื่อมโทรมในนครใหญ่ๆ ทั้งหลาย

​๑๑. ให้เด็กที่เกิดในหรือนอกสมรสมีสิทธิ์ในทรัพย์มรดกเท่ากัน

​๑๒. รวมศูนย์ปัจจัยการคมนาคมขนส่งไว้ในมือของรัฐ

               แน่นอนที่สุด เราไม่สามารถที่จะดำเนินการให้มาตรการเหล่านี้บรรลุดผลสำเร็จได้ในทันทีทันใด แต่มาตรการอย่างหนึ่งจะนำไปสู่การก่อตัวขึ้นมาของมาตรการอีกอันหนึ่งด้วย กล่าวคือ เมื่อแรกสุดเราโจมตีระบอบกรรมสิทธิ์เอกชนอย่างรุนแรง ชนชั้นกรรมาชีพก็จะพบว่า ถูกผลักดันให้ก้าวหน้าต่อไปอีก นั่นคือ เพิ่มการรวมศูนย์ทุนทั้งหมดไว้ในมือของรัฐ รวมทั้งด้านเกษตรกรรม การคมนาคมขนส่ง การพาณิชยกรรม มาตรการทั้งหลายดังกล่าวจะนำไปสู่เป้าหมายสุดท้ายคือการสลายตัวไปของระบอบกรรมสิทธิ์เอกชน สมรรถนะในการผลิตจะรวมศูนย์จนกระทั่งถึงระดับที่ชนชั้นกรรมาชีพด้วยแรงงานของตนไปเพิ่มทวีการผลิตของประเทศโดยไม่มีสิ่งใดมาปิดกั้นหรือจำกัดพลังแรงงานไว้อีกต่อไป ระบบเงินตราจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น การผลิตจะขยายตัว และมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงจนสังคมสามารถเคลื่อนออกจากปลักแห่งความสิ้นหวังหลุดพ้นจากชีวิตเศรษฐกิจแบบเดิมที่หลงเหลืออยู่

​๑๘. เป็นไปได้หรือไม่ที่การปฎิวัติจะอุบัติขึ้นในประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงแห่งเดียวเท่านั้น? เป็นไปไม่ได้เลย  อุตสาหกรรมขนาดใหญ่และการก่อกำเนิดของตลาดโลกในทุกวันนี้ได้ทำให้ประชาชนทั่วทั้งโลกมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น โดยไม่มีประเทศใดที่สามารถอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว และสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศหนึ่งๆ ย่อมมีผลกระทบกระเทือนถึงประเทศอื่นๆ ด้วย ยิ่งกว่านั้น ในประเทศที่เจริญรุ่งเรือง การร่วมมือกันพัฒนาทางสังคมยังมีการขยายตัวออกไปในวงกว้างยิ่งขึ้น จนกระทั่งว่าชนชั้นกระฎุมพีและชนชั้นกรรมาชีพได้กลายมาเป็นชนชั้นที่ชี้ขาดการต่อสู้ ในประเทศเหล่านั้นการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างชนชั้นทั้งสองจึงเป็นการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ ทุกวันนี้การปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์จึงมิใช่เป็นเพียงปรากฎการณ์ในประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็นการปฏิวัติที่จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันหรืออย่างต่อเนื่องกันในทุกประเทศ นั่นคือ เราอาจจะกล่าวได้ว่าอย่างน้อยก็มี อังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศสและเยอรมัน การปฏิวัติจะพัฒนาขึ้นมาในแต่ละประเทศเหล่านี้ไม่ช้าก็เร็ว ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าอุตสาหกรรมในประเทศใดจะก้าวหน้ากว่า ประเทศใดจะมั่งคั่งกว่า มีพลังการผลิตที่ยิ่งใหญ่กว่า ขณะที่แนวทางการปฏิวัติก้าวคืบหน้าไปเป็นขั้นๆ มันก็จะส่งผลกระทบกระเทือนอันทรงพลังแก่ประเทศอื่นๆ และจะเปลี่ยนเส้นทางการพัฒนาที่ได้ดำเนินมาทั้งหมดจนกระทั่งบัดนี้อย่างรุนแรง และในที่สุดก็จะกลายมาเป็นการปฏิวัติทั่วโลกของชนชั้นกรรมาชีพ

               หมายเหตุกองบก. เฟรดเดอริค เองเกลส์ เขียนหนังสือว่าด้วยหลักการคอมมิวนิสต์ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ค.ศ.๑๘๔๖ (พ.ศ.๒๓๙๐) ซึ่งตรงกับช่วงสมัยรัชกาลที่ ๓  เราจะเห็นได้ว่ามาตรการสำคัญบางอย่างที่เองเกลส์ได้เสนอในหนังสือว่าด้วยหลักการลัทธิคอมมิวนิสต์นี้ หลายสิ่งหลายอย่างในสมัยปัจจุบันนี้ก็ได้รับการพัฒนาปรับปรุงไปบางส่วน เช่น ยกเลิกการใช้แรงงานเด็ก  ให้การศึกษาเด็กอย่างเต็มที่ หรือสร้างที่พักอาศัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ได้มาจากการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพ และผู้รักความเป็นธรรม ไม่ใช่ฟ้าประทานหรือชนชั้นนายทุนใจดีให้มา  แม้มันจะไม่ใช่สิ่งสมบูรณ์ก็ตาม แต่เมื่อเปรียบเทียบกับบรรพชนของชนชั้นกรรมาชีพในศตวรรษที่ ๑๙ ถือว่ากรรมาชีพรุ่นสมัยปัจจุบันได้รับอานิสงฆ์จากการต่อสู้ของบรรพชนเป็นอย่างมาก ปัญหาที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ ๑๙ มีหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขและปรับปรุง และยังเป็นปัญหาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะการทำลายระบบกรรมสิทธิ์เอกชนที่ชนชั้นนายทุนใช้เป็นปัจจัยในการผลิตสินค้าและบริการ และฉบับหน้าจะเป็นตอนสุดท้ายของงานเขียนเล่มนี้

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ