โดย กองบรรณาธิการ
กระแสความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา บรรยากาศทางการเมืองไทยเต็มไปด้วยการใช้กระแสชาตินิยม ทั้งจากกองทัพไทย พรรคร่วม และพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งต่างคนใช้โอกาสนี้เรียกความนิยมทางการเมือง โดยเฉพาะกองทัพไทยที่เสียความน่าเชื่อถือจากการรัฐประหาร แม้ว่าจะยังคงมีอิทธิพลในการเมืองไทยอยู่มาก แล้วขบวนการประชาธิปไตยและฝ่ายซ้ายควรมีจุดยืนอย่างไร?
ตั้งแต่เหตุปะทะบริเวณชายแดนช่องบก จ.อุบลราชธานี วันที่ 28 พฤษภาคม การเจรจาผ่านคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) รัฐบาลกัมพูชายื่นคำร้องต่อศาลโลก และการเจรจาเปิด-ปิดด่านพรมแดน กระตุ้นให้พรรคการเมืองกระแสหลักออกมาแสดงจุดยืน
ข้อเสนอและความเคลื่อนไหวของพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ ล้วนสะท้อนจุดร่วมคือ การปกป้องอธิปไตยและดินแดนไทย พรรคที่ก้าวหน้าที่สุดในรัฐสภาอย่างพรรคประชาชนยังได้แถลง ณ วันที่ 5 มิ.ย. ถึงรัฐบาล โดยมีใจความว่า ควรมีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ “อย่างได้สัดส่วนและเหมาะสมกับสถานการณ์” (เว็บไซต์พรรคประชาชน. 2 มิถุนายน 2568)
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ตามมาจากการ “ปกป้องอธิปไตย” นี้คือประชาชนตามชายแดนต้องรับภาระ ไม่สามารถไปมาหาสู่หรือค้าขายกับเพื่อนบ้านได้เพราะถูกปิดด่าน ทั้งยังต้องหวาดกลัวความรุนแรงที่อาจปะทุขึ้น ส่วนประชาชนในเมืองก็ใช่ว่าจะอยู่สบาย การถกเถียงถึงปัญหาค่าจ้างถูกแช่แข็ง สวัสดิการ นักโทษการเมือง การปกป้องการจ้างงาน ถูกลืมหรือกลบไปเพราะ “ชาติต้องมาก่อน” ไม่ว่าจะพยายามปกป้องชาติขนาดไหน ก็ไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนคนธรรมดา และเรามีบทเรียนจากการคว่ำบาตรเมียนมาไปแล้ว เช่น การระงับการนำเข้าสินค้าสิ่งทอของเมียนมาเมื่อปี 2547 ทำให้คนในประเทศตกงานถึง 50-60,000 ราย ในขณะที่รัฐบาลทหารไม่ได้สะเทือนแต่อย่างใด (บีบีซีนิวส์. 2564)
ทางด้านปัญญาชน นักสู้เพื่อประชาธิปไตยบางส่วน และพรรคก้าวหน้าอย่างพรรคประชาชนเอง ก็ใช้กรอบ “ชาตินิยม” ในการเสนอทางออกและใช้โจมตีรัฐบาล และอีกกรณีคือการเสนอ “ชาตินิยมก้าวหน้า” โดยอ้างถึงประวัติศาสตร์การปลดแอกชาติ แต่ในท้ายที่สุดมันสร้างความคลุมเครือว่าใครมิตรใครศัตรู (อ่านเพิ่มที่ “ประวัติศาสตร์การเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” 3 ตอนในเว็บไซต์ https://socialistthai.wordpress.com/)
“ชาติ” เป็นดั่ง “สามัญสำนึก” ในความหมายของนักปฏิวัติ อันโตนิโอ กรัมชี่ ซึ่งอธิบายว่า สามัญสำนึกคือความคิดที่ชนชั้นปกครองปลูกฝังราวกับเป็นธรรมชาติ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะเอนตามกระแสชาตินิยมหรือเพียงช่วงชิงความหมาย เพราะวัตถุประสงค์คือการแข่งแนวและเปิดเผยความขัดแย้ง
พรรคสายปฏิรูปอย่างพรรคแรงงานใน UK พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยเยอรมันในเยอรมนี และแนวร่วมประชาชนใหม่ในฝรั่งเศส เป็นบทเรียนที่ดี เนื่องจากพรรคเหล่านี้ประนีประนอมกับแนวนโยบายเหยียดเชื้อชาติ เพื่อเรียกคะแนนชิงฐานคะแนนของพรรคขวาจัด แต่มันทำให้พรรคขวาจัดได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงต้นปีนี้
ทว่า ในกรณีของเยอรมนี หลังจากเกิดการประท้วงต้านฟาสซิสต์และคว่ำร่างกฎหมายขับไล่ผู้อพยพสำเร็จ ซึ่งส่งเสริมพรรคซ้าย (Die Linke) ก็ได้ที่นั่งในสภา เพราะเป็นตัวเลือกที่ไม่รับเอาแนวนโยบายขวาจัดตามพรรคอื่น ส่วนใน UK และฝรั่งเศส มีการสร้างแนวร่วมต้านการเหยียดเชื้อชาติ ใน UK ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นอิสระชนะตัวแทนจากพรรคขวาจัด Reform UK
ฉะนั้น ในเบื้องต้น การคลี่คลายความขัดแย้งดังกล่าวไม่ควรฝากความหวังเพียงให้พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยจะร่วมมือกัน เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครองไปแล้วจากการเป็นนายหน้าเผด็จการทหาร หรือจะต้านกระแสชาตินิยมได้ รัฐบาลกัมพูชามีการไล่จับประชาชน นักสหภาพ นักรณรงค์สิ่งแวดล้อม ไม่ต่างเผด็จการไทย เราต้องต้านการสุมไฟสงครามของผู้ปกครอง ต้องสามัคคีและปกป้องแรงงานข้ามชาติกับนักสู้เพื่อประชาธิปไตยในกัมพูชา แนวคิดชาตินิยมรังแต่ปิดบังต้นตอปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง และสร้างศัตรูปลอมให้คนธรรมดาเกลียดกันเอง

