สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง: ความขัดแย้งของระบบทุนนิยมด้วยเลือดเนื้อของชนชั้นกรรมาชีพ

โดย ชัยศูทร สากลนิยม

​สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นสงครามที่มหาอำนาจแข่งขันด้วยความรุนแรงและอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ มีการเกณฑ์ชนชั้นกรรมาชีพเข้าร่วมสงครามเป็นจำนวนมาก จากศักยภาพของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีนำไปสู่การพัฒนาอาวุธสงครามที่มีอำนาจทำลายล้างสูง

            ในช่วงกลางต้นศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นช่วงเวลาที่มหาอำนาจส่วนใหญ่เริ่มมีการแข่งขันทางการเมืองอย่างเข้มข้น มีการรวมกลุ่มเป็นพันธมิตรทางการเมืองระหว่างมหาอำนาจ เช่นเยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี และอิตาลี หรือฝรั่งเศสและรัสเซีย (โดยอังกฤษเข้ามาในภายหลัง) หรือการแข่งขันทางทะเลระหว่างอังกฤษกับเยอรมนี นำไปสู่ผลกำไรของอุตสาหกรรมเหล็กกล้าที่มากขึ้น ดังเช่นในเยอรมนี ผลผลิตอุตสาหกรรมการผลิตที่เกี่ยวกับการต่อเรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 การผลิตเหล็กและเหล็กกล้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 (Stevenson, David pp.15 อ้างถึงใน Captain Benigno R. Alcántara Gil)

​การขยายตัวของอาณานิคมยุโรปในแอฟริกาเป็นภาพสะท้อนของพัฒนาการของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมดังที่วลาดิมีร์ เลนินได้เรียกปรากฏการณ์และการกระทำว่า จักรวรรดินิยมอันเป็นกระบวนการที่ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมของรัฐมหาอำนาจมีศักยภาพผลักดันรัฐให้แสวงหาอิทธิพลทางการเมืองเหนือรัฐที่อ่อนแอกว่าผ่านการแทรกแซงทางการเมืองหรือการยึดเป็นเมืองขึ้นเพื่อป้อนทรัพยากรไปยังประเทศจักรวรรดิ

            การตัดสินใจทำสงครามมีแรงจูงใจหลักคือการแข่งขันแย่งชิงอิทธิพลของมหาอำนาจทุนนิยมจักรวรรดินิยม มีการระดมชนชั้นกรรมาชีพจำนวนมากเป็นทหารในการสู้รบ ในช่วงแรกผู้คนส่วนใหญ่ตื่นเต้นกับสงครามและหวงแหนเกียรติยศของชาติ เช่น ประชากรในอังกฤษรู้สึกภูมิใจและยินดีที่ได้พร้อมต่อสู้และตายเพื่อประเทศชาติ (How sweet and honourable it is to die for one’s country) หรือในเยอรมนี ประชากรจำนวนมากให้ความเคารพต่อทหารและกองทัพในฐานะผู้ปกป้องเกียรติภูมิของชาติ

​ความตื่นเต้นของผู้คนนั้นเกิดจากวิถีชีวิตและการทำงานภายใต้ระบบทุนนิยมที่ซ้ำซากดังวัฏจักร แต่การทำลายล้างโดยอาวุธสมัยใหม่ทำให้ผู้คนเริ่มรับรู้ถึงความรุนแรง สถานการณ์สงครามเริ่มเลวร้ายลง ความเป็นอยู่ของทหารระดับล่างเริ่มแย่ลง และการสู้รบที่มีแต่การสูญเสียมากขึ้น แต่อุตสาหกรรมของกลุ่มทุนกลับได้ผลประโยชน์มากขึ้น เช่น บริษัทผลิตเรือ รถไฟและอากาศยาน Armstrong‑Whitworth ของอังกฤษได้กำไรสุทธิต่อปีในช่วงสงครามถึง 1 ล้านปอนด์ในปี 1915 (5.8 พันล้านบาทในปัจจุบัน) และได้กำไรในอัตราดังกล่าวจนสงครามยุติลง จากเดิมในช่วงก่อนสงครามปี 1910 ที่ได้กำไรสุทธิเพียง 5 แสนปอนด์เท่านั้น หรือบริษัทเหล็กกล้า Bethlehem Steel ของสหรัฐอเมริกาในช่วงก่อนสงครามได้กำไรต่อปีเฉลี่ย 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ในช่วงสงคราม บริษัทดังกล่าวได้กำไรเฉลี่ยต่อปีถึง 49 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (4 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน)

​การขูดรีดของทุนนิยมยังคงอยู่ ทำให้พวกเขาเริ่มตั้งคำถามถึงความรักชาติ ในฝรั่งเศสนั้นทหารระดับล่างเริ่มสนใจและสนับสนุนแนวคิดสังคมนิยมมากขึ้นผ่านการอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น L’Humanité, La Bataille syndicaliste เป็นต้น จนในที่สุด ปี 1917 ทหารฝรั่งเศสระดับล่างจำนวนมากก่อกบฏไม่เชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาและไม่ยอมสู้รบหลังจากปฏิบัติการรุกในเดือนเมษายน (Nivelle Offensive) ที่ประสบความล้มเหลว ในปีเดียวกัน ทหารอังกฤษและทหารอิตาลีก็เริ่มกบฏไม่ยอมสู้รบอีกต่อไป

​ในรัสเซีย ทหารจำนวนมากพร้อมกับชนชั้นกรรมาชีพผ่านการประสานงานอย่างเป็นระบบของพรรคบอลเชวิกสามารถขับเคลื่อนไปสู่การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพได้ นำไปสู่การสถาปนาอำนาจของชนชั้นกรรมาชีพ ทำให้ประเทศจักรวรรดินิยมหวาดกลัวการปฏิวัติในรัสเซียจนต้องนำกองกำลังเข้าไปแทรกแซงเพื่อรักษาความขัดแย้งทางชนชั้นภายใต้รัฐทุนนิยมที่สามารถแสวงหาผลประโยชน์กอปรกับคงอำนาจนำของตนเอาไว้ เช่น อำนาจในอาณานิคม ความมั่งคั่งจากการขูดรีดชนชั้นกรรมาชีพ การแสวงหากำไรของบริษัทอุตสาหกรรม และเนื่องด้วยการปฏิวัติเดือนตุลาคม จึงนำไปสู่การปฏิวัติชนชั้นกรรรมาชีพในยุโรป เช่น เยอรมนี อิตาลี ฮังการี เป็นต้น

            โดยสรุปแล้ว สงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือความขัดแย้งและการแข่งขันของประเทศจักรวรรดินิยมที่สังเวยชีวิตผู้คนนับหลายล้านคนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่งคั่งของชนชั้นนายทุนอุตสาหกรรม นอกจากการขูดรีดชนชั้นกรรมาชีพแล้ว สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของผู้คนจากความขัดแย้งทางชนชั้นระหว่างชนชั้นกรรมาชีพกับทุนไปสู่ความขัดแย้งระหว่างผู้รักชาติกับผู้รุกราน อย่างไรก็ตาม ชนชั้นกรรมาชีพสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปฏิวัติเพื่อยุติวงจรสงครามจักรวรรดินิยมและแปรเปลี่ยนเป็นสงครามชนชั้นเพื่อการปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพต่อไป

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ