โดย เมืองไม้
คนส่วนใหญ่มักมองว่าชายหนุ่มกับทหารเป็นสิ่งต้องคู่กัน แม้แต่เด็กผู้ชายเองหลายคนก็ใฝ่ฝันว่าเมื่อโตขึ้นอยากเป็นทหาร ในครอบครัวใดหากมีคนเป็นทหารก็จะเป็นความภูมิใจของสมาชิกในครอบครัวเพราะคนในครอบครัวได้ปกป้องชาติ มันกลายเป็นว่า ผู้ชายเหมาะกับทหารและการทำสงครามป้องปกป้องชาติโดยอธิบายว่าด้วยธรรมชาติของลักษณะนิสัยผู้ชายเองมีความเข้มแข็งร่างกายแข็งแรงห้าวหาญ มีความเป็นผู้นำ และพร้อมเสียสละ นี่จึงนำมาสู่ความเข้าใจว่าควรแล้วที่ผู้ชายจะชอบเป็นทหาร และมันเป็นเรื่องปกติที่ต้องยอมรับ แต่ความชื่นชอบทหารและสงครามนี้เป็นธรรมชาติของผู้ชายจริงหรือ? หรือเป็นสิ่งที่ถูกหล่อหลอมกันแน่?
มากไปกว่านั้นคือ ทหารและกองทัพเองก็ได้รับความดีความชอบจากที่พวกเขาได้ชื่อว่าเป็นผู้ปกป้องชาติไทยให้พ้นจากภัยและศัตรูมากมาย ชายชาติทหารจึงเป็นผู้ปกป้องและเสียสละเพื่อประชาชน อาชีพเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจและมีเกียรติยศ และชนชั้นปกครองยังสร้างเรื่องว่าทหารมีส่วนในการแก้ปัญหาสถานการณ์บ้านเมืองภายในประเทศ เช่น การรัฐประหารในไทย กองทัพมักจะให้เหตุผลว่าเข้ามารักษาความสงบสุขบ้านเมือง สิ่งเหล่านี้ก็ยิ่งสร้างความชอบธรรมให้กับทหารและกองทัพในการดำรงอยู่ต่อไป โดยไม่สามารถตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่กองทัพเป็นสิ่งที่น่าเชิดชูจริงหรือเปล่า? มีหลักฐานมากมายว่ากองทัพฆ่าคนบริสุทธิ์ กอบโกยเงินภาษีประชาชนไปซื้ออาวุธ แทนที่จะใช้จัดการสวัสดิการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนจริง ๆ เกณฑ์ทหารเกณฑ์ไปเป็นปุ๋ยในสนามรบได้เพียงเพื่อลดทอนกำลังของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น และแน่นอนว่ากองทัพก็ทำลายประชาธิปไตยได้อย่างที่เห็นมากันในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ซินเธีย เอ็นโล ได้กล่าวว่า “ในช่วงต้นของสงครามในยูเครน ผู้ชายเป็นผู้ที่ยืนหยัดปกป้องประเทศจากการรุนรานของกองทัพรัสเซีย ในขณะที่ผู้หญิงนับพันและลูก ๆ ได้หนีไป แต่หลังจากนั้น 7 เดือน เมื่อปูตินประกาศเรียกกำลังพลชายจำนวนมาก กลายเป็นว่าผู้ชายนับแสนคนได้หนีข้ามแดนไป และทิ้งผู้หญิงไว้” นี่เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าไม่ใช่ผู้ชายทุกคนที่อยากเข้าร่วมกองทัพเพียงเพื่อที่จะยืนหยัดในความเป็นชายชาติทหาร
นอกจากนี้ จำนวนทหารส่วนมากคือทหารจ้าง ในขณะที่ทหารเกณฑ์เป็นเพียงส่วนน้อย สิ่งหนึ่งที่ฝ่ายรัสเซียทำคือ การจ้างทหารจากคุกและเปลี่ยนพวกเขาให้เป็น ‘ทหารเบี้ยล่าง’ โดยสัญญาว่าจะจ่ายเงินให้และยกโทษให้พร้อมกับได้โอกาสใช้ชีวิตอีกครั้ง หรือหากตายก็จะจัดงานศพให้อย่างสมเกียรติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ทหารพวกนี้ถูกทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีค่ามากจนยอมถูกสั่งให้ไปเป็นทหารกองหน้าที่มีอาวุธขาดแคลนและวิ่งเข้าหาการระดมยิงของฝั่งยูเครนอย่างไม่คิดชีวิต ทหารพวกนี้เป็นเพียงกลยุทธ์ของผู้บัญชาการเพื่อทำให้ทหารยูเครนเหนื่อยพอที่จะให้ทหารรัสเซียที่เชี่ยวชาญตามเข้าไปยึดพื้นที่นั้นสำเร็จ
เช่นเดียวกันกับทหารเกณฑ์ใหม่ เป็นที่น่าสงสัยว่าพวกเขาได้รับอาวุธและการฝึกอะไรก่อนที่จะถูกส่งไปเป็นทหารกองหน้า ผู้ว่าการคนหนึ่งได้กล่าวว่า พวกเขามีอายุการใช้งานเฉลี่ยแค่ 2 อาทิตย์เท่านั้น ในขณะเดียวกัน ขวัญและกำลังใจของความเป็นทหารก็ลดน้อยถอยลงไปในช่วงเวลาฝึกทหารและทำสงคราม ผู้บัญชาการทหารก็พยายามไม่ให้ผู้ชายหนีทหารและสงครามและโน้มน้าวความรู้สึกอยากสู้ต่อโดยการสัญญากับเหล่าทหารว่าจะให้อาหารดี ๆ การรักษาพยาบาลที่ดี อาวุธที่ใช้งานได้ดี หรือแม้แต่การปล่อยให้เหล่าทหารกินเหล้าในปริมาณมาก และปล้นไก่และมอเตอร์ไซค์ของชาวบ้าน นอกจากนี้ ยังไม่พ้นจากจัดหาซ่องและสตรีให้เหล่าทหารเพื่อตอกย้ำความเป็นชายและกำจัดความน่าเบื่อของชีวิตประจำวันแบบทหาร ในท้ายที่สุดจากความพยายามสร้างความเป็นชายก็กลายเป็นการพยายามหยุดความเป็นมนุษย์ของเหล่าทหาร มีจดหมายของทหารรัสเซียกล่าวว่า พวกเขาเหนื่อยล้าทั้งทางกายและใจจนไม่อาจรู้สึกว่าสามารถใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ได้อีก
กองทัพก็เหมือนกับทุน มันต้องดูดเลือดแรงงานทหารมากมายเพื่อให้ตัวมันเองอยู่รอด ยิ่งดูดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีชีวิตอยู่ได้นานเท่านั้น ไม่เพียงแต่เวลาสงครามเท่านั้นที่กองทัพจะทำงาน แต่กองทัพนั้นทำงานตลอดเวลาทั้งช่วงเวลาปกติและช่วงเวลาสงคราม และเป้าหมายหลักของมันคือเด็กหนุ่มและชายหนุ่ม โดยกองทัพพยายามจะกล่อมเกลาว่า “ทหารเป็นหน้าที่ของผู้ชาย” และหากต้องพิสูจน์ความเป็นชายเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นชายอย่างสมบูรณ์ ก็ต้องผ่านการเป็นทหารเท่านั้น ผู้ชายเป็นเพศที่เหมาะกับทหารที่สุด และความเป็นชายแบบทหารก็อยู่เหนือกว่าและสมบูรณ์กว่าความเป็นชายแบบอื่น มากไปกว่านั้นคือการได้ใส่ชุดทหารและเกี่ยวข้องกับเรื่องปืนก็เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจและยังถือว่าเป็นพลเมืองที่ดีเลิศเพราะพร้อมจะเสียสละเพื่อชาติ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเครื่องดึงดูดชายหลายล้านคน ดึงดูดครอบครัวที่เป็นคนเลี้ยงพวกเขามา และดึงดูดคนที่รักรอบตัว
ผู้หญิงก็ถูกทำให้เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพได้เช่นกัน และแน่นอนว่าผู้หญิงในชีวิตของทหารชาย เป็นทั้งแม่,เมียและลูกสาว ซึ่งก็เป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับกองทัพ เพราะพวกเธอสามารถเปลี่ยนใจให้ผู้ชายในครอบครัวเลิกเป็นทหารได้ ดังนั้น สำหรับกองทัพจึงเป็นที่น่าสนใจด้วยว่า กองทัพก็สนใจประเด็นเรื่องเพศ หรืออาจจะมากกว่าเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ด้วยซ้ำ ภรรยาของทหารอาจจะบอกให้สามีเลิกเป็นทหารและมาใช้ชีวิตปกติก็ได้ หรือภรรยาอาจจะไม่อยากสละชีวิตของตัวเองเพื่อมาดูแลอาการสามีหลังจากกลับมาจากการรบและการฝึกฝนที่หนักหน่วงก็ได้ เช่นเดียวกันกับแม่ ซึ่งอาจห่วงลูกและไม่สนับสนุนให้ลูกเป็นทหาร หรือเป็นแม่ที่ต่อต้านสงคราม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นอันตรายต่อกองทัพทั้งสิ้น ดังนั้นกองทัพจึงต้องพยายามทำให้ผู้หญิงและการแต่งงานของพวกเขานั้นเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวกองทัพให้ได้ การต่อต้านสงครามเวียดนามเป็นตัวอย่างหนึ่งที่กองทัพกังวลบทบาท “ผู้หญิง” เพราะมีบรรดาแม่ๆ พี่สาว น้องสาว หลานสาว ที่ต่อต้านสงคราม
แม่จึงถูกกองทัพกล่อมเกลาเป็นคนแรก ๆ ให้ยอมรับการทำเพื่อชาติและสนับสนุนให้ลูกเป็นทหาร และกลายเป็นแม่ที่ดีของกองทัพ ส่วนภรรยาก็ถูกคาดหวังให้สนับสนุนสามีและเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวกองทัพ ต้องทำงานเป็นแม่บ้านของทหาร และดูแลสามีของตนเอง นอกจากนี้ก็ต้องรับภาระมากกว่าครอบครัวพลเรือนปกติ อย่างการทำร้ายร่างกายจากความเครียดหลังการฝึกซ้อมหรือการรบ การเตรียมใจที่จะยอมรับเมื่อสามีตายและไม่ฟ้องร้องกองทัพและให้สวัสดิการคนในครอบครัวโดยให้ทำงานในกองทัพ การเตรียมความพร้อมที่จะอยู่ห่างจากสามี เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือพร้อมย้ายตามสามีก็ตาม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีเหล่าสตรีนิยม ใน UN [1] หรือแม้แต่กระทรวงกลาโหมของสหรัฐ [2] ที่เชิดชูให้ผู้หญิงเป็นทหารอีกด้วยและมองว่ามันเป็นการปลดปล่อยผู้หญิง แต่มันก็เป็นเพียงการสนับสนุนกองทัพให้อยู่รอดต่อไป
ภายในระบบทุนนิยม กองทัพก็ยังเป็นส่วนสำคัญที่มีไว้ปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นปกครอง โดยเป็นเครื่องมือความรุนแรงที่ไว้ปราบความขัดแย้งทั้งในประเทศที่จะมีผลต่อชนชั้นปกครอง และยังเป็นสิ่งที่มีไว้อวดอิทธิฤทธิ์ของประเทศเพื่อขมขู่ต่อรองประเทศอื่นในทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสำหรับประเทศจักรวรรดิมันเป็นเครื่องมือที่เอาไว้บุกรุกและทำลายประเทศอื่น ๆ นี่เป็นเพราะในระบบโลกที่ยังมีการค้าเสรีก็ยังมีการแข่งขันอยู่ และการแข่งขันนี้เองที่นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกันจนไปถึงการทำสงครามและอวดพลังอำนาจกองทัพระหว่างกัน มันจึงเป็นเหตุให้รัฐทุกรัฐต้องสนใจในการลงทุนกับกองทัพเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชนชั้นปกครอง และสิ่งที่มันทำไปพร้อมกันคือการสร้างความเกลียดและกลัวว่าชาติอื่นเป็นศัตรูกับเรา และกองทัพคือฮีโร่ นี่ทำให้มีการใช้แนวชาตินิยมเพื่อเรียกความสามัคคีของคนในชาติ สุดท้ายกองทัพจึงรักษาชนชั้นปกครองให้ดำรงอยู่ต่อไป
สิ่งที่เราต้องตั้งคำถามก็คือ ผู้ชายกลายมาบ้าทหารและสงครามได้อย่างไร อะไรทำให้เขาพร้อมที่จะฆ่าคนอื่น แน่นอนคำตอบคือมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ชายคนหนึ่งพร้อมจะฆ่าคนและเข้าร่วมในสงคราม ชายหนุ่มชาวอเมริกาหนีทหารในช่วงสงครามเวียดนามเป็นจำนวนมาก ในสนามรบทหารอเมริกาขัดขืนคำสั่งผู้บังบัญชาไม่ยอมขับเครื่องบินไปพ่นก๊าซพิษใส่ชาวเวียดเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่าธรรมชาติของผู้ชายที่แท้จริงแล้วไม่ได้บ้าสงครามและชื่นชอบความรุนแรง แต่กองทัพซึ่งเป็นเครื่องมือของชนชั้นนายทุนต่างหากที่ต้องการความรุนแรงและต้องคอยกำจัดอุปสรรคต่าง ๆ และหาฟืนไฟให้กระบวนการทำให้สังคมกลายเป็นอาวุธนั้นไม่ติดขัด ไปพร้อม ๆ กับการสร้างสรรค์การครอบงำใหม่ ๆ อยู่ตลอด เพื่อให้ชนชั้นปกครองดำรงอยู่ได้ต่อไป ภายใต้โลกทัศน์ที่ว่า ทหารปกป้องประชาชนซึ่งยอมรับกันไปทั่วสังคม แต่ในความเป็นจริงกองทัพไม่ได้ทำอะไรเพื่อประชาชน แต่กลับพยายามส่งคนไปตาย ทำลายชีวิตมนุษย์ ฆ่าประชาชนตัวเอง ครอบงำสังคม สร้างความเกลียดกลัวให้เราเกลียดกลัวชาติอื่น ๆ ในขณะเดียวกันก็พยายามใช้เม็ดเงินของรัฐไปกับการพัฒนากองทัพแทนที่จะนำไปใช้สร้างสวัสดิการให้ประชาชน ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อการสะสมทุนของคนบางกลุ่มเท่านั้น ชนชั้นปกครองจึงบ้าสงคราม ไม่ใช่ชายหนุม
กล่าวโดยสรุป กองทัพคือเครื่องมือที่ดีของชนชั้นปกครองและเป็นกองกำลังติดอาวุธ เราไม่ควรไว้ใจคนติดอาวุธ เพราะมันสะท้อนว่าพวกเขาไม่ได้ใช้เหตุผลและมีอาวุธไว้เพื่อข่มขู่และปราบปรามคนเห็นต่าง
ดังนั้น ในข้อเสนอเบื้องต้นที่สุดคือ การปฏิรูปกองทัพ เช่น ตัดงบ ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ปลดเกษียณนายพลระดับบน นำทหารที่ก่อความผิดมาขึ้นศาล สร้างสื่อสาธารณะที่ปลอดทหาร ลดจำนวนกำลังพล และที่สำคัญที่สุดคือ การสถาปนาการควบคุมกองทัพโดยพลเรือน แต่ในระยะยาวมันคือการปฏิวัติเพื่อล้มระบบทุนนิยมซึ่งเป็นสาเหตุของการมีสงคราม และในท้ายที่สุดกองทัพก็จะไม่จำเป็นอีกต่อไป

