สงครามชายแดนไทย-กัมพูชา มาถึงจุดบานปลาย (27 กรกฎาคม 2568) รัฐบาลทั้งสองประเทศต่างกล่าวอ้างว่าไม่ได้เริ่มก่อน การกล่าวหาว่าใครเริ่มก่อนก็เพื่อนำไปสู่การอ้างความชอบธรรมในการทำลายอีกฝ่ายหนึ่งให้สิ้นซากเพื่อป้องกันตัว กองทัพไทยโฆษณาชวนเชื่อว่า ประเทศไทยรักสงบแต่เมื่อถูกรุกรานหากอยู่เฉยๆ ก็ไร้ศักดิ์ศรี ฝ่ายประชาชนก็ถูกเร้าด้วยโฆษณาชวนเชื่อตามกองทัพโดยมิพลันคิดไปว่า ประชาชนทั้งสองฝ่ายมีชีวิตอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรีมานานอันเนื่องมาจากองทัพและชนชั้นผู้ปกครองกดขี่ข่มเหง รูปธรรมมีให้เห็นตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549, 2557 ที่มีการจับกุมประชาชนจำนวนมากโดยอาศัยข้อหา มาตรา 112 ส่วนในกัมพูชาเองก็มีการกวาดล้างนักเคลื่อนไหวที่วิจารณ์รัฐบาลฮุนเซ็น รูปธรรมมีให้เห็นมากมายในข่าวสารต่างๆ
วิกฤติกำมะลอที่เริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนมิถุนายน กลายเป็นวิกฤตจริงของประชาชนทั้งสองฝั่ง ผู้คนอพยพถิ่นฐาน และล้มตายจากการรบพุ่งกัน ซึ่งมีแต่คนตัวเล็กตัวน้อยเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากสงครามโดยที่พวกเขาไม่ได้ก่อขึ้น รัฐบาลพรรคเพื่อไทยปล่อยให้กองทัพทำงานอย่างเต็มที่เนื่องจากมีการประนีประนอมกันมาก่อนหน้านั้นแล้วตั้งแต่สมัยให้ทักษิณ ชินวัตรกลับเมืองไทย ส่วนพรรคประชาชนซึ่งเสนอนโยบายในการหาเสียงว่าจะปฎิรูปทหารก็แสดงธาตุแท้ของนักเลือกตั้ง โหนกระแสชาตินิยมโดยหวังว่าตนเองจะชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในสมัยหน้าแทนที่จะเสนอให้ประชาชนทั้งสองประเทศร่วมมือกันต่อต้านสงครามให้สมกับอวดอ้างตัวว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้า ในขณะที่รัฐบาลกัมพูชาก็ส่งลูกหลานของคนจนไปตายเพื่อรักษาคะแนนนิยมของตนเอง คนกัมพูชาต้องออกจากงานที่ไทยกระทันหันโดยที่รัฐบาลไม่ต้องรับผิดชอบอะไรต่อพวกเขา
องค์กรสังคมนิยม มีจุดยืนที่ชัดเจนในสงครามครั้งนี้ เราเห็นว่าการโต้ตอบกันทั้งสองฝ่ายไม่มีความชอบธรรมใดๆ ทั้งสิ้น และไม่มีการรุกรานแย่งชิงพื้นที่กันอย่างมีนัยยะสำคัญแต่อย่างใด สงครามครั้งนี้จึงเป็นสงครามกำมะลอของชนชั้นปกครองทั้งสองฝั่ง เพื่อหวังรักษาอำนาจของตน พวกเราจึงออกแถลงการณ์เพื่อเรียกร้องให้รัฐทั้งสองหยุดยิงทันที
แถลงการณ์องค์กรสังคมนิยมแรงงาน
หยุดยิงทันที! ประชาชนไม่ต้องการสงคราม!
เสียงปืนและระเบิดที่บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ได้พรากชีวิตพลเรือนและทหารชั้นผู้น้อยของทั้งสองฝั่ง สร้างความเศร้าสลดแก่ผู้รักสันติภาพ เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอแสดงจุดยืนของเราอย่างหนักแน่นเพื่อไม่ให้ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาบานปลายมากกว่านี้
“หยุดยิงทันที” คือข้อความที่เราทุกคนต้องร่วมกันส่งเสียงให้ดัง เราขอเรียกร้องต่อผู้รักความเป็นธรรม รักสันติภาพในไทย กัมพูชา และประชาคมอาเซียนให้ช่วยกันสนับสนุนข้อความนี้ เราไม่สามารถไว้ใจผู้นำรัฐบาล กองทัพของไทยและกัมพูชาได้มากนักว่าจะจริงใจต่อความพยายามหาข้อยุติในสงครามครั้งนี้โดยเร็ว
สงครามระหว่างรัฐชาติ คือ อาชญากรรมที่ประชาชนไม่ได้เลือก แต่เป็นความพยายามของชนชั้นนำของรัฐชาติสมัยใหม่ ที่ต้องการขยายอิทธิพลทางทหารเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และเบี่ยงเบนความขัดแย้งทางชนชั้น ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการทำลายประชาธิปไตย ด้วยการขยายแนวคิดชาตินิยม และให้ทหารผูกขาดการรักษาความมั่นคงของชาติ
การรักษาความมั่นคงของชาติที่หมายถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและประชาธิปไตย ไม่ใช่เรื่องของทหารแต่ฝ่ายเดียว หรือกระทำการตอบโต้กันในลักษณะตาต่อตาฟันต่อฟัน การแก้แค้น ตอบโต้ จะยับยั้งสงครามได้หรือ ประวัติศาสตร์สากลให้บทเรียนกับเราอย่างชัดเจนแล้วว่า ไม่มีสงครามครั้งใดยุติได้ด้วยการทวีความรุนแรง แต่จะยิ่งเพิ่มจำนวนความสูญเสีย
การปลุกปั่นลัทธิชาตินิยมในสื่อโชเชียลมีเดียและการขานรับจากสื่อกระแสหลักมาตั้งแต่แรก ด้วยแฮชแท็ก ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด, เราจะไม่เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ไม่ใช่วิสัยที่ควรจะทำแต่อย่างใด เพราะมันนำมาซึ่งความเกลียดชังทางเชื้อชาติ ทำลายความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นซึ่งผู้ที่ตกเป็นเหยื่อคือ แรงงานชาวกัมพูชาในไทย
ด้วยความเชื่อมั่นของเราว่า การสร้างขบวนการต้านสงครามโดยประชาชนผู้รักสันติเป็นหลักประกันที่จะกดดันให้ผู้นำของทั้งสองประเทศตระหนักถึงข้อกังวลนี้ เราจึงมีข้อเสนอ 2 ข้อ
1. หยุดยิงและถอนกำลังออกจากพื้นที่ปะทะโดยทันที
2. ประชาชนและแรงงานทั้งสองฝั่งต้องสมานฉันท์กัน โดยร่วมกันแสดงออกถึงความต้องการสันติภาพ และคัดค้านสงคราม สร้างพื้นที่พูดคุยเพื่อสร้างสันติภาพถาวร ที่ไปไกลกว่าแนวทาง “ชาตินิยม”
25 กรกฎาคม 2568
———————————————————–

