ทำไมสังคมไทยต้องมีขนส่งสาธารณะฟรี

โดย พัชณีย์ คำหนัก

ก่อนที่ผู้เขียนจะอธิบายเหตุผลของการขนส่งสาธารณะฟรี ในฐานะเครื่องมือด้านความเป็นธรรมทางสังคม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในเมือง ผู้เขียนขอให้ผู้อ่านร่วมกันต่อยอดเหตุผล (argument) ของการมีนโยบายค่าโดยสายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายของรัฐบาลก่อนคือ

​              จากสภาพการณ์ปัจจุบัน รถติดถือเป็นปัญหาของเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมทั้งกรุงเทพฯ ที่มีคนอาศัยอยู่ 5,455,020 คน (กรมการปกครอง 31 ธันวาคม 2567) แต่คาดกันว่าตัวเลขจริงน่าจะสูงเกือบ 10 ล้าน กรุงเทพฯ ประสบปัญหารถติดมายาวนานหลายทศวรรษ ประชาชนเรียกร้องให้นักการเมืองแก้ไขปัญหาซึ่งบรรดานักการเมืองทุกพรรคพยายามสรรหานโยบายเพื่อจูงใจให้ประชาชนเลือกตนเอง ดังจะเห็นได้จากนโยบายหาเสียงในช่วงเลือกตั้งไม่ว่าสนามใหญ่หรือท้องถิ่น การสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ก็เป็นนโยบายหาเสียง การสร้างรถไฟฟ้าช่วงแรกมีคนออกมาคัดค้านมากกว่าคนสนับสนุน แต่ยี่สิบปีหลังจากที่รถไฟฟ้าเปิดวิ่ง การคัดค้านการสร้างไม่มีแล้ว มีแต่เรียกร้องให้สร้างผ่านบ้านของตนเองเพื่อแก้ไขปัญหาการเดินทาง

                ขณะนี้มีรถไฟฟ้าจำนวน 10 สายรับขนคนตรงเวลาและรวดเร็ว แต่ราคาแพงมาก เช่น รถไฟฟ้าสายสีเหลือง เริ่มต้นที่ 19 บาท  สูงสุด 45 บาท สายสีเขียว เริ่มต้น 15 บาท สูงสุด 62 บาท สามัญสำนึกเตือนให้เรารู้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายค่ารถไฟฟ้าได้ทุกวันทำงานเมื่อเทียบกับรายได้และค่าครองชีพในปัจจุบัน  นโยบายรถไฟฟ้าเที่ยวละ 20 บาทตลอดสายเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนได้  แม้ว่าพวกเสรีนิยมในสภาอย่างพรรคประชาชนและพวกเสรีนิยมรถถังนอกสภาจะออกมาคัดค้าน ซึ่งเมื่ออ่านคำคัดค้านแล้ว ตีความได้ว่า พวกเขายินดีมากหากประชาชนจ่ายค่ารถไฟฟ้าให้แก่รัฐหรือนายทุนด้วยเงินของประชาชนเอง พวกเสรีนิยมบางคนถึงกับบอกว่า เป็นนโยบายประชานิยมและสร้างนิสัยให้ประชาชนเสพติดกับของฟรีจนไม่คิดช่วยเหลือตนเอง ทั้งๆ ที่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมารัฐบาลไทยช่วยเหลือคนส่วนใหญ่น้อยมาก เมื่อเทียบกับการช่วยนายทุนในยามเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่เอาเงินภาษีไปอุ้มภาคการเงิน   

​              กรรมาชีพควรตั้งคำถามว่า ทำไมค่ารถไฟฟ้าแพง และมันฟรีได้หรือไม่? สาเหตุที่รถไฟฟ้าราคาแพงเนื่องจากรัฐให้สัมปทานการเดินรถแก่เอกชน ซึ่งการขนส่งสาธารณะเป็นบริการขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องจัดหาให้กับประชาชนเนื่องจากประชาชนจ่ายเงินให้รัฐในรูปแบบของภาษี แต่รัฐไทยไม่ทำให้มันฟรีซึ่งมาจากแนวคิดที่ต้องการทำให้รัฐเล็กลงและผลักดันภาระทุกอย่างไปให้เอกชนทำ โดยมักอ้างว่ารัฐไม่มีเงินเพียงพอในการทำ หรือไม่อยากไปแข่งขันกับเอกชนหากเอกชนทำดีกว่า ด้วยแนวคิดแบบนี้ รัฐจึงให้สัมปทานแก่เอกชน ซึ่งหลักการของการสัมปทานคือจูงใจเอกชนโดยให้จ่ายน้อยที่สุดและไปเก็บเอากับประชาชนให้มากที่สุด และเมื่อเอกชนเข้ามาทำ ด้วยหลักการของเอกชนคือมุ่งแสวงหากำไรสูงสุด ประชาชนจึงถูกเก็บค่าโดยสารแพงเพื่อเอากำไรมาแบ่งให้ผู้ถือหุ้น

               รถไฟฟ้า 20 บาทที่จะเริ่มใช้ในเดือนตุลาคม 68 นี้ต้องเป็นมาตรการระยะยาวอย่างยั่งยืนและต้องเชื่อมโยงกับประชาชนที่อยู่ชานเมืองหรือที่มีบ้านพักห่างจากแนวรถไฟฟ้า ที่ต้องนั่งรถเมล์หรือรถรับจ้างมาที่สถานีเพื่อต่อรถไฟฟ้า และขยายการให้บริการรถเมล์ฟรี วิ่งรับส่งชานเมืองกับสถานีรถไฟฟ้าด้วย  อีกทั้ง รัฐบาลต้องสร้างระบบขนส่งมวลชนอย่างมีคุณภาพ เช่น ระบบรถไฟความเร็วสูงแทนรถส่วนตัวที่เสี่ยงอันตรายบนท้องถนนและทำลายสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงกับจังหวัดหรือเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งยังช่วยลดการทำลายระบบนิเวศน์อีกด้วย ลดการใช้เชื้อเพลิงคาร์บอนที่เป็นสาเหตุให้เกิดโลกร้อนที่กำลังส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศแปรปรวน

               รถไฟฟ้าฟรีหรือราคาถูกอย่างยั่งยืนและครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ถือเป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำ และเป็นส่วนหนึ่งของการมีรัฐสวัสดิการ หลายคนกังวลว่าจะนำเงินมาจากไหน? ซึ่งผู้เขียนขอยืนยันว่าอย่ากังวล  เพราะจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าโดยตรง ซึ่งเก็บจากรายได้ กำไร มรดกและทรัพย์สิน ที่ดิน  แน่นอนว่าพวกทุน/เสรีนิยมมักคัดค้านการเก็บภาษีคนรวย พวกเขามองว่ารัฐควรมีบทบาทน้อยและไม่ควรสร้างภาระให้เอกชนในการเก็บภาษี และถ้าเก็บภาษีคนรวย คนรวยจะไม่ลงทุน เพราะรัฐต้องส่งเสริมให้เอกชนลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยสร้างแรงจูงใจให้เอกชนกอบโกยกำไรได้มาก และถ้ารัฐจะเก็บภาษี ก็ควรลดภาระให้คนรวยและเพิ่มภาระให้คนจนมากกว่า พวกนี้จึงสนับสนุนให้รัฐเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม  ซึ่งมันพิสูจน์ว่าในโลกทุนนิยม พวกเสรีนิยมเรียกร้องจากคนจนมากที่สุดและให้ประโยชน์คนจนน้อยที่สุด

              ด้วยเหตุผลข้างต้นจะพบว่า นโยบายค่าโดยสารราคาถูก ประชาชนย่อมได้ประโยชน์ ยิ่งถ้าฟรีแล้ว ยิ่งได้ประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม เพียงแค่สถิติการใช้รถไฟฟ้า หรือไฟ รถเมล์ฟรีก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ประชาชนต้องการจริงๆ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่นำไปสู่การตอบโจทย์ว่า ทำไมสังคมไทยจึงควรมีขนส่งสาธารณะฟรี  อีกสองสามเหตุผลคือ ความจำเป็นในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนในเมือง และกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านนโยบายเชิงรุกอย่างการให้บริการขนส่งสาธารณะฟรีและเปลี่ยนระบบยานพาหนะให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

              ตัวอย่างเช่น เมืองทาลลินน์ เมืองหลวงของเอสโตเนีย เป็นเมืองแรกที่ให้บริการขนส่งสาธารณะฟรีสำหรับผู้อยู่อาศัย โดยครอบคลุมรถโดยสารประจำทาง รถราง และรถเข็นไฟฟ้า ตั้งแต่ปี 2013 ปัจจุบันบริการนี้ขยายครอบคลุมทั่วประเทศ และมีสัดส่วนการใช้ขนส่งสาธารณะ 25% ผู้สูงอายุได้รับประโยชน์จากการเดินทางเพื่อเข้าสังคมและการเข้าถึงบริการสุขภาพ นอกจากนี้ เมืองยังรายงานว่ารายได้ของเมืองเพิ่มขึ้นจากจำนวนประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น

              ​เมืองฮวาซอง ในเกาหลีใต้ มีแผนดำเนินการให้บริการขนส่งฟรี และเปลี่ยนระบบยานพาหนะให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น รถไฟฟ้าและรถไฮโดรเจน ปัจจุบันเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีใช้บริการฟรี และเมืองกำลังพิจารณาขยายสิทธิให้กับเยาวชนอายุต่ำกว่า 23 ปี และผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีในปี 2021 (Sina Zhen. April 30, 2021. Free public transportation: Why we need it, and examples from Korean and European cities. จากเว็บไซต์ ICLEI World Secretariat)

              ​อย่างไรก็ตาม เพียงแค่ยกเลิกค่าโดยสาร ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถกระตุ้นให้ผู้คนหันมาใช้ขนส่งสาธารณะแทนรถยนต์ได้โดยอัตโนมัติ จะต้องมีมาตรการอื่น เช่นการปรับปรุงเส้นทางและจุดหมาย ลดการเปลี่ยนสายรถหลายครั้ง เพิ่มความสะดวกสบายในระบบขนส่ง เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้คนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ แต่นี่อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับสังคมไทย เพราะกรรมาชีพมีรายได้น้อย และประสบปัญหาค่าครองชีพสูง บวกกับประโยชน์ที่ตามมาคือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงงานและกิจกรรมทางสังคมมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจในเมือง และท่ามกลางปัญหามลพิษทางอากาศและผลกระทบภายนอกอื่นๆ ที่เกิดจากรถยนต์ส่วนตัว ระบบขนส่งสาธารณะที่ฟรี สะดวก และเข้าถึงได้ จึงเป็นเครื่องมือทรงพลังในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม อีกทั้ง ไทยยังไม่เพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีรายได้และทรัพย์สินจากมหาเศรษฐี ซึ่งหากจัดเก็บได้ และนำไปพัฒนารัฐสวัสดิการอย่างขนส่งสาธารณะฟรี จะช่วยให้กรรมาชีพมีโอกาสมากขึ้น และช่วยพัฒนาศักยภาพของกรรมาชีพขนส่งภาครัฐได้ ผู้อ่านลองจินตนาการกันดู

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ