หลักการคอมมิวนิสต์ ตอนสุดท้าย โดย ฟ.เองเกิลส์

โดย สมทรง ตรีแก้ว

๑๙. ภายหลังการสูญสลายอย่างถึงที่สุดของระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลแล้ว ผลที่ตามมาจะเป็นประการใด? 

​               สังคมจะดำเนินการผลิตทั้งหมดและพลังการผลิตทั้ั้งปวง, การพาณิชย์, รวมถึงการแลกเปลี่ยนการจำหน่ายจ่ายแจกสินค้าจะไม่อยู่ในมือเอกชนเพียงไม่กี่คนอีกต่อไป รัฐจะเข้าดำเนินการทั้งหมดตามแผนอันวางอยู่บนรากฐานของทรัพยากรที่มีอยู่และความต้องการของสังคมส่วนรวม โดยวิถีทางเช่นนี้, ภายหลังการสลายตัวของระบบกรรมสิทธิ์แล้วสิ่งสำคัญที่สุดคือความชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลายอันเกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่นั้นจะถูกโค่นล้มทำลายไป, จะไม่มีวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ, จะไม่เกิดสภาวะการผลิตล้นเกินอันเป็นรากเหง้าของความทุกข์ยากทั้งหลาย และเมื่อก้าวมาถึงระดับนี้, จะไม่มีอุปสรรคอันใดมากีดกั้นพลังการผลิตอันจะก่อให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพเลย การผลิตจะขยายตัว, ผลผลิตล้นเกินจะถูกนำไปตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งยากไร้ แทนที่จะเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ยาก พลังการผลิตจะสร้างสรรค์ความต้องการใหม่ๆ ขึ้นมาและในขณะเดียวกันตัวมันเองก็เป็นวิถีทางที่จะตอบสนองความต้องการเหล่านั้น  พลังการผลิตจะกลายมาเป็นเงื่อนไขและสิ่งกระตุ้นเร้าความก้าวหน้าใหม่ๆ แต่เป็นความก้าวหน้าที่ไม่เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ยาก, ความระส่ำระสายโกลาหลดังความก้าวหน้าในระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ซึ่งหลุดพ้นจากแรงกดดันของระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลอย่างสมบูรณ์แล้วนั้นจะขยายตัว จนกระทั่งว่าหากเราเอามาเปรียบกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ก็จะเกิดความรู้สึกคล้ายกับเอาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ไปเทียบกับหัตถกรรมโบราณ การพัฒนาของอุตสาหกรรมในลักษณะเช่นนี้จะสามารถผลิตสินค้าเพื่อบำบัดความต้องการของสมาชิกในสังคมทุกคนได้อย่างพอเพียง

​               ในด้านเกษตรกรรมก็เช่นเดียวกัน พลังการผลิตด้านเกษตรกรรมต้องตกอยู่ในห้วงเหวแห่งความทุกข์ทรมานอันเนื่องมาจากความกดดันของระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล, ที่ดินถูกแบ่งซอยออกเป็นผืนเล็กผืนน้อยมากมาย เพื่อการครอบครองกรรมสิทธิ์ การปรับปรุงการผลิตและวิธีการทางวิทยาศาสตร์จะทำให้การผลิตทั้งด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมคืบหน้าซึ่งจะเป็นหลักประกันอย่างหนึ่งว่าความต้องการทั้งหลายจะได้รับการบำบัดอย่างถ้วนทั่ว ลักษณะความแตกต่างกันทางชนชั้นจะไม่อาจคงทนอยู่ได้ในระเบียบสังคมหากการดำรงอยู่ของชนชั้นที่ก่อกำเนิดมาจากการแบ่งงานสูญสลายไปอย่างแท้จริง เมื่อการแบ่งงานดับสูญไป กระบวนการทางเทคนิค, เครื่องจักรกล, เคมี ไม่อาจที่จะผลักดันทางด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมให้ก้าวไปสู่ระดับการผลิตที่เราได้บรรยายข้างต้นได้ ถ้าหากสมรรถนะของมนุษย์ผู้ใช้ประโยชน์จากกระบวนการนั้นไม่ก้าวไปอย่างสอดคล้องกับการพัฒนาดังกล่าวดังเราจะเห็นได้ว่าในอดีตนั้น ภายใต้ความกดดันของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ชาวนาและหัตถกรได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตทั้งหมดของตนแล้วกลายมาเป็นชนชั้นผู้ใช้แรงงานแบบใหม่ที่แตกต่างจากเดิม เช่นเดียวกันกับการควบคุมการผลิตของชุมชนโดยสังคมส่วนรวมก็ย่อมต้องการลักษณะะของมนุษย์ที่มีคุณภาพแตกต่างจากยุคก่อน ประชาชนจะไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของการผลิตสาขาใดสาขาหนึ่งจะไม่ผูกพัน,ไม่ถูกกดขี่อย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ความรู้ความสามารถทางด้านการผลิตของพวกเขาจะถูกจำกัดให้พัฒนาไปเพียงด้านเดียวอีกต่อไป อุตสาหกรรมขณะนี้ได้ทำให้ความเป็นคนของพวกเขาหมดความหมายลงไปทุกที แต่อุตสาหกรรมที่ควบคุมโดยสังคมทั้งหมดจะดำเนินงานตามแผนงานที่กำหนดขึ้นโดยยึดถือคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ ทุกคนจะสามารถพัฒนาความสามารถของตนไปอย่างมีดุลยภาพในทุกๆด้าน มีความรู้ความเข้าใจและสามารถทำการผลิตได้ทุกส่วนของระบบการผลิตไม่ใช่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง รูปแบบต่างๆ ของการแบ่งงานซึ่งทำให้คนๆ หนึ่งต้องมีความชำนาญเฉพาะด้าน, เป็นชาวนา, ช่างรองเท้า, กรรมการโรงงาน, ผู้ปฎิบัติงานในตลาดหุ้น, เหล่านี้จะสูญสลายไป การศึกษาจะต้องสามารถทำให้เด็กหนุ่มสาวสามารถเรียนรู้และคุ้นเคยต่อระบบการผลิตส่วนทั้งหมดอย่างรวดเร็วด้วยของเขาเอง ให้พวกเขาผ่านการผลิตสาขาหนึ่งไปสาขาอื่นๆ เพื่อตระเตรียมตัวรับใช้สังคมและได้มีโอกาสทดสอบความโน้มเอียงหรือความสมัครใจของตนเองเพราะฉะนั้นก็เท่ากับว่าพวกเขาได้หลุดพ้นจากคุณลักษณะเฉพาะด้าน, หลุดพ้นจากการแบ่งงานที่กดทับปัจเจกชนดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้  สังคมคอมมิวนิสต์จะเปิดโอกาสให้สมาชิกในสังคมทุกคนได้โอกาสพัฒนาความสามารถของตนอย่างกว้างขวางรอบด้าน และเมื่อมาถึงขั้นนี้ชนชั้นจำต้องสลายไปเพราเหตุว่า ประการแรกสังคมที่ตั้งอยู่บนรากฐานของลัทธิคอมมิวนิสต์นั้นไม่อาจที่จะดำเนินไปด้วยกันได้กับการดำรงอยู่ของชนชั้น ประการที่สอง การสร้างสังคมคอมมิวนิสต์นั่นเองที่จำเป็นจะต้องมีวิถีทางในการทำลายชนชั้น มิฉะนั้นสังคมเช่นนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น

               ผลที่ตามมาอีกประการหนึ่งก็คือ ความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทต้องสูญสลายไป วิธีการอย่างเป็นรูปธรรมก็คือ บุคคลหนึ่งควรจะทำการผลิตทั้งในด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมพร้อมๆ กันไป มิใช่แบ่งกันทำคนละด้าน การกระจายของประชาชนที่ทำการผลิตด้านเกษตรกรรมไปตามเขตพื้นที่ที่ประชาชนทำการผลิตด้านอุสาหกรรมพร้อมทั้งแผ่กระจายเข้าไปสู่ตัวเมืองเป็นเงื่อนไขประการหนึ่งที่สอดคล้องกับประเทศล้าหลังทั้งด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาขึ้นมาด้วย

               กล่าวโดยสรุป ผลที่จะตามมาเนื่องจากการสลายตัวของระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลก็คือ การร่วมมือกันของสมาชิกทุกคนในสังคมเพื่อวางแผนควบคุมพลังการผลิต, การขยายตัวของการผลิตเพื่อเข้าสู่จุดที่ผลผลิตสามารถตอบสนองความต้องการของสมาชิกทุกๆ คนได้อย่างเพียงพอ,โค่นล้มลักษณะความเหลื่อมล้ำของการตอบสนองความต้องการ, การสลายตัวของชนชั้นและความขัดแย้งด้านชนชั้น, เปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนได้พัฒนาความสามารถอย่างรอบด้านด้วยวิธียกเลิกระบบการแบ่งงาน, ด้วยวิธีให้การเรียนรู้ด้านอุตสาหกรรม, ให้ผ่านกิจกรรมการผลิตหลายๆด้าน, และด้วยวิธีทำเมืองและชนบทให้กลมกลืนกัน

๒๐. สังคมคอมมิวนิสต์จะมีอิทธิพลต่อครอบครัวเพียงใด

​               สังคมคอมมิวนิสต์จะเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างเพศเป็นเรื่องส่วนตัวล้วนๆซึ่งเกี่ยวพันระหว่างบุคคลต่อบุคคลเท่านั้นโดยที่สังคมจะไม่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงลักษณะเช่นนี้จะเกิดขึ้นเมื่อระบอบกรรมสิทธิ์ได้สลายตัวและได้ให้การศึตกษาแก่เด็กบนรากฐานของระบบชุมชน ประเพณีการแต่งงานที่วางอยู่บนรากฐานของระบอบกรรมสิทธิ์สองประการที่จะต้องพยายามปลดเปลื้องออกคือการที่สครีต้องพึ่งพิงและฝากชะตากรมมไว้กับบุรุษโดยเด็ดขาด,การที่เด็กหนุ่มสาวถูกสังคมกดให้ต่ำต้อย,ต้องพึ่งพิงพ่อแม่ตลอดไปโดยไม่อาจที่จะยืนอยู่บนเท้าของตัวเองได้ นี่คือคำตอบของเราที่ให้แก่พวกเคร่งศีลธรรมซึ่งเป็นชนชั้นสูง ที่ร้องตะโกนโจมตีเราว่าเป็น “ระบอบการเอาเมียเป็นของกลาง”ซึ่งอันที่จริงระบอบการเอาเมียเป็นของกลางนี้เป็นระบอบของนายทุน,เกิดขึ้นในสังคมทุนนิยมดังเราจะเห็นสภาพเช่นนี้ปรากฎอยู่อย่างสมบูรณ์และชัดแจ้ง นั่นคือโสภณีที่มีอยู่อย่างดาษดื่น โสเภณีมีพื้นฐานมาจากระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและตกอยู่ภายใต้ระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลด้วย เพราะฉะนั้นสังคมคอมมิวนิสต์แทนที่จะเป็น “ระบอบเอาเมียเป็นของกลาง” ตรงข้ามเป็นสังคมที่จะโค่นล้มระบอบอันชั่วร้ายดังกล่าว เช่นเดียวกันก็ไม่ได้เป็นสังคมที่จะทำลายความสัมพันธ์อันสนิทสนมระหว่างพ่อแม่กับลูกๆแม้แต่น้อย

๒๑.  ลัทธิคอมมิวนิสต์จะมีท่าทีต่อเชื้อชาติ/ชนชาติที่มีอยู่เดิมอย่างไร?

​               ชนชาติของประชาชนที่รวมตัวกันตามหลักการของชุมชนจะถูกผลักดันให้หลอมรวมกันจากการรวมกลุ่มดังกล่าว และด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจะค่อยๆ สลายความเป็นชนชาติของตนไป เช่นเดียวกับที่ความแตกต่างระหว่างชนชั้นและฐานันดรจะต้องเลือนหายไปผ่านการยกเลิกพื้นฐานของสิ่งเหล่านั้น นั่นคือ “ทรัพย์สินส่วนบุคคล”

๒๒. ลัทธิคอมมิวนิสต์จะมีท่าทีต่อศาสนาที่มีอยู่เดิมอย่างไร?

​               ศาสนาทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นเพียงการสะท้อนของแต่ละขั้นตอนทางประวัติศาสตร์ในการพัฒนาของชนชาติหรือกลุ่มชนแต่ละกลุ่ม แต่ลัทธิคอมมิวนิสต์คือขั้นตอนหนึ่งของการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ซึ่งทำให้ศาสนาที่มีอยู่ทั้งหมดหมดความจำเป็นลง และนำไปสู่การเลือนหายไปของศาสนาเหล่านั้น

หมายเหตุ หลักการคอมมิวนิสต์ตอนนี้จะเป็นตอนสุดท้ายแต่จะขอคัดลอกงานเเปลมาบางส่วนถึงข้อ ๒๒ เพราะตอนท้ายๆ กล่าวถึงสภาพการณ์ของการเคลื่อนไหวในปี 1847  อีกอย่างด้วยในตอนนี้พูดถึงเรื่องการทำลาย ระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล หลายคนอาจจะตกใจว่าพวกเราเสนอให้ยึดบ้าน ยึดรถ หรือของใช้ส่วนตัว ซึ่งขอชี้แจงว่า ระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลที่จะทำลายไปนั้นหาใช่บ้านที่ประชาชนอาศัยอยุู่หรือเป็นเจ้าของ แต่หมายถึง ทรัพย์สินเอกชนที่ใช้เป็นปัจจัยในการผลิต เช่น ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น 

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ