เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ
จากหนังสือ “ประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ฉบับประชาชน” (A People’s History of the United States) โดย เฮาวาร์ด ซิน (Howard Zinn)
ตั้งแต่สงครามกลางเมืองสิ้นสุดลงในอเมริกา เริ่มมีการจัดตั้งทางการเมืองของชนชั้นกรรมาชีพและเกษตรกร และในต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มมีนักเขียนแนวสังคมนิยมปรากฏขึ้น ตัวอย่างที่ดีคือ อัพทอน ซินแคลร์ (Upton Sinclair) ที่เขียนวรรณกรรมชื่อ “ป่า” (The Jungle) ในปี 1906 ซึ่งตอนแรกถูกตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์สังคมนิยม ก่อนที่จะพิมพ์เป็นหนังสือและถูกแปลเป็น 17 ภาษา คาดว่าชาวอเมริกันอ่านเล่มนี้หลายล้านคน หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงสภาพการทำงานในโรงฆ่าสัตว์และอุตสาหกรรมเนื้อ ตัวเอกเป็นแรงงงานอพยพที่มาจากยุโรป และชอบวาดภาพความดีงามของการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสังคมนิยม
ในฤดูหนาวปี 1909 คนงานหญิงจากบริษัทเสื้อไทรแองเกิล ตัดสินใจนัดหยุดงาน มีการเรียกประชุมใหญ่ของคนงานจากโรงงานอื่นๆ และ คลารา เลมลิช (Clara Lemlich) วัยรุ่นสาวคนหนึ่งยืนขึ้นและเสนอให้มีการนัดหยุดงานทั่วไป ทุกคนก็เชียร์สนับสนุนเต็มที่ ตอนแรกสหภาพแรงงานหวังว่าจะมีคนงานมาร่วมหยุดงาน 3,000 คน แต่ปรากฏว่า 20,000 คนออกมา คนงานแห่กันสมัครเป็นสมาชิกสหภาพ และผู้หญิงผิวดำก็มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้ด้วย ในที่สุดคนงานในโรงงานนรก 300 แห่งได้สิทธิที่จะก่อตั้งสหภาพและเจรจากับนายจ้าง และผู้หญิงเริ่มมีตำแหน่งในแกนนำสหภาพ
ปัญหาอันหนึ่งของสมาพันธ์แรงงานระดับชาติ AFL คือความอนุรักษ์นิยมของแกนนำ พวกนี้ไม่ยอมจัดตั้งคนงานที่มีฝีมือน้อย ไม่ค่อยสนใจแรงงานหญิง และกีดกันคนงานผิวดำ ดังนั้น ในเดือนมิถุนายนปี 1905 นักสังคมนิยมและนักอนาธิปไตย 200 คนมาร่วมประชุมที่เมืองชิคาโก เพื่อก่อตั้งสหภาพ “คนงานอุตสาหกรรมโลก” (Industrial Workers of the World: IWW หรือ “Wobblies”) ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานปฏิวัติที่ใช้แนว “ลัทธิสหภาพแรงงานอนาธิปไตยปฏิวัติ”
พรรคสังคมนิยมที่มี ยูจีน เดบส์ เป็นแกนนำ มีสมาชิก 1 แสนคน และผู้แทนระดับเทศบาลที่ได้รับการเลือกตั้ง 1,200 คน คาดว่าหนังสือพิมพ์ของพรรคมีผู้อ่าน 5 แสนคน
สงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ.1914-1918) เป็นดาบสองคมสำหรับชนชั้นปกครองสหรัฐ ในแง่หนึ่งมันเป็นโอกาสในการปลุกระดมความรักชาติเพื่อกลบจิตสำนึกทางชนชั้น แต่ในอีกด้านหนึ่งการปฏิวัติรัสเซียในปี 1917 ให้กำลังใจกับนักสังคมนิยมทั่วโลก
พรรคสังคมนิยมออกมาคัดค้านสงคราม และ เดบส์ ติดคุกเกือบสามปีเพราะรณรงค์ต้านสงครามสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจึงกลายเป็นโอกาสทองของชนชั้นปกครองสหรัฐที่จะทำลายองค์กร IWW และแบนหนังสือพิมพ์สังคมนิยมทั่วประเทศด้วยข้อหา “ไม่รักชาติ”
ท่ามกลางความอ่อนแอของพรรคสังคมนิยมหลังสงคราม นักต่อสู้หันไปสร้างพรรคใหม่ชื่อ “พรรคคอมมิวนิสต์” โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการปฏิวัติรัสเซีย ในยุคนี้อดีตนักต่อสู้แนว “ลัทธิสหภาพแรงงานอนาธิปไตยปฏิวัติ” จำนวนมากทั่วโลก เริ่มสรุปบทเรียนจากข้อบกพร่องในการจัดตั้ง และหันมาสนใจการสร้างพรรคปฏิวัติสังคมนิยม
พรรคคอมมิวนิสต์มีบทบาทสำคัญในการนำการนัดหยุดงานและการต่อสู้ของคนงานตั้งแต่ปี 1929 ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก พรรคคอมมิวนิสต์มีนโยบายการสร้างสหภาพแรงงานที่ไม่กีดกันคนผิวดำและสตรี ในปี 1934 คาดว่าคนงานหนึ่งล้านห้าแสนคนมีบทบาทในการนัดหยุดงานทั่วประเทศ และในเมืองมินนิแอพพอลิศ การนัดหยุดงานดุเดือดของคนงานขนส่ง เกิดขึ้นภายใต้การนำของนักสังคมนิยมสายตรอทสกี้
นักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายเดินหน้าสร้าง “สภาแรงงานอุตสาหกรรม” (Congress of Industrial Organizations: CIO) ซึ่งนำโดยคนงานรากหญ้าและจัดตั้งคนงานทุกประเภทโดยไม่เลือกหน้า CIO นำการต่อสู้เพื่อให้นายจ้างยอมรับสหภาพแรงงานเป็นครั้งแรกในโรงงานผลิตรถยนต์ของบริษัท GM โดยมีการยึดโรงงาน ท่ามกลางการยึดโรงงานที่ฟลินต์ครั้งนั้น สหภาพจัดระบบการศึกษาเรื่องการเมืองและประวัติศาสตร์ และฝึกให้คนงานปราศรัยต่อหน้ามวลชน และเขียนบทความปลุกระดม โดยมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนอาสามาช่วย
ในปี 1937 มีการยึดโรงงาน 477 แห่ง และยุทธวิธีนี้สร้างความเกรงกลัวในแวดวงรัฐบาลและชนชั้นนายทุนเป็นอันมาก เพราะผู้นำหมูอ้วนของสมาพันธ์แรงงานอนุรักษ์นิยมไม่สามารถควบคุมได้เลย
กระแสการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพภายใต้การนำของนักสังคมนิยม เป็นสาเหตุสำคัญที่มีการนำ “ข้อตกลงใหม่” (New Deal) เข้ามาใช้โดยประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี รุสเวลท์ เพื่อเอาใจคนงาน และสร้างระบบแรงงานสัมพันธ์ไตรภาคีระหว่างนายจ้าง ลูกจ้างและรัฐ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะลดการต่อสู้ทางชนชั้นลง อย่างไรก็ตาม พรรคคอมมิวนิสต์และนักสหภาพแรงงาน สามารถใช้โอกาสนี้ในการผลักดันสิทธิในการก่อตั้งสหภาพเพื่อต่อรองกับนายจ้างได้ ซึ่งทำให้คนงานนิยมพรรคคอมมิวนิสต์มากขึ้น

