ทำไมความสัมพันธ์ในครอบครัวถึงแย่?

โดย เมืองไม้

ครอบครัวในปัจจุบันไม่ได้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ได้เป็นบ้านแสนสุข ไม่ได้เป็นที่ที่อบอุ่น แต่เป็นที่ที่มีความถดถอย ความขัดแย้ง และการปฏิปักษ์ในทุกมิติอย่างเข้มข้นที่สุด[1]ทั้งเป็นพื้นที่ที่การข่มขืนและฆาตกรรมส่วนใหญ่บนโลกนี้เกิดขึ้น นี่จึงทำให้การบอกกับคนอื่นว่า “จะปฏิบัติกับคุณเปรียบเสมือนคนในครอบครัว” เป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวแทนที่จะเป็นความจริงใจ[2]

​               อย่างไรก็ตาม รูปแบบและความสัมพันธ์ครอบครัวในปัจจุบันเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเท่านั้น ที่เราเห็นว่ามีครอบครัวเดี่ยวที่อยู่กันแบบแยก ๆ อย่างสันโดษและประกอบไปด้วยคน 2 รุ่นซึ่งคือพ่อแม่และลูก หรือแม้แต่วิธีคิดการแบ่งงานบทบาทหน้าที่ในครัวเรือนว่า พ่อทำงานหาเงินนอกบ้านเป็นรายได้หลัก แม่เป็นแม่บ้านดูแลงานบ้านและดูแลความเป็นอยู่ของคนในบ้านหรือเป็นผู้หารายได้ที่เป็นช้างเท้าหลัง ส่วนลูกก็ตั้งใจเรียนหนังสือ ช่วยงานบ้าน และเชื่อฟังพ่อแม่ อย่างที่เราได้เรียนตั้งแต่ประถมศึกษา ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นธรรมชาติที่แฝงฝังอยู่ในตัวเรามาแต่ไหนแต่ไร แต่เป็นสิ่งที่เกิดมาพร้อมกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมตะวันตก ซึ่งยิ่งเห็นได้ชัดมากขึ้นในศตวรรษที่ 19  และเป็นเพียง 200 กว่าปีเท่านั้นซึ่งน้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับอายุของโลกใบนี้

​               ครอบครัวเกิดขึ้นได้อย่างไร? ต้องยอมรับว่ามนุษย์เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่สามารถดำรงชีวิตด้วยตัวคนเดียว กว่าที่ทารกจะกลายมาเป็นมนุษย์เต็มวัยทั้งร่างกาย สมอง และจิตใจ ต้องใช้เวลานาน ครอบครัวจึงเป็นสิ่งจำเป็นในทางชีววิทยา แต่แน่นอนว่ารูปแบบครอบครัวในสมัยบุพกาลนั้นต่างจากตอนนี้อย่างมาก แม้มีข้อถกเถียงกันว่าประวัติศาสตร์เริ่มแรกของรูปแบบครอบครัวนั้นเป็นอย่างไร แต่แน่นอนว่าสังคมก่อนทุนนิยมนั้นเป็นรูปแบบครอบครัวเครือญาติหรืออยู่กันเป็นชุมชนที่ร่วมกันจัดการงานดูแลและการผลิตซ้ำทางสังคมโดยภาพรวม[3]ไม่ใช่ครอบครัวเดี่ยวแบบพ่อแม่ลูกที่อำนาจอยู่ที่พ่อ งานชิ้นหนึ่งที่สำคัญ กำเนิดครอบครัว กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล และรัฐ ของ เฟรเดอริค เองเกลส์ ทำให้เราเห็นว่าในยุคบุพกาลสตรีมีบทบาทในสังคม และวิวัฒนาการของมนุษย์ทั้งครอบครัว, ความรัก, ชุมชน ล้วนพัฒนาไปตามเงื่อนไขของรูปแบบการผลิตที่เปลี่ยนไป ในแง่นี้รูปแบบครอบครัวจึงคลี่คลายและก้าวหน้าตามสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และนำไปสู่การเปิดความเป็นไปได้ในการปรับเปลี่ยนรูปแบบครอบครัวให้บรรลุถึงความเสมอภาคระหว่างเพศ

​               ภายใต้ระบบทุนนิยมไม่มีความเสมอภาคระหว่างเพศ การขยายตัวช่วงต้นของทุนนิยมอาณานิคมในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเข้ามาสู่พื้นที่ของบ้านนั้นได้แบ่งพื้นที่ของ ‘การผลิตมูลค่าทางเศรษฐกิจ’ ออกจาก ‘การผลิตซ้ำทางสังคม’ อย่างชัดเจน โดยจัดวางให้ผู้ชายอยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตหรือส่วนของ ‘การผลิตมูลค่าทางเศรษฐกิจ’ ซึ่งเป็นแรงงานที่ได้รับค่าแรง ในขณะที่ผู้หญิงกลายเป็นแม่บ้าน แรงงานทางอารมณ์ และคลอดลูกเลี้ยงลูกอยู่ในส่วน ‘การผลิตซ้ำทางสังคม’ ซึ่งไม่ถูกนับเป็นงานและไม่ได้รับค่าแรงทั้ง ๆ ที่งานเหล่านี้ขาดไปไม่ได้และยังทำงานสองกะ คือกะที่สามีไปทำงานและกะที่สามีกลับจากงาน ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงจึงต้องพึ่งพิงค่าแรงผู้ชายซึ่งกลายเป็นผู้ถือครองปัจจัยการดำรงชีพหลัก แถมยังต้องยอมรับธรรมชาติของตัวผู้หญิงเองที่ถูกสร้างขึ้นและคาดหวังให้เป็นทาสในเรือนเบี้ย ดังนั้น การที่ผู้หญิงถูกควบคุมกำกับด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคม ในขณะที่ผู้ชายถืออภิสิทธิ์อ เป็นใหญ่ ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่าการที่สตรีสูญเสียบทบาทในครอบครัวเป็นผลผลิตของทุนนิยมตะวันตก ซึ่งสองปัญหานี้ไม่สามารถพิจารณาแยกจากกันได้

​               แม้ในปัจจุบันทุนนิยมต้องการแรงงานผู้หญิงมากขึ้นทำให้ผู้หญิงออกมาทำงานนอกบ้านมากขึ้นจริง แต่มันไม่ได้ทำให้เกิดความเสมอภาคระหว่างเพศ เพราะในท้ายที่สุดก็ต้องมีคนทำงานบ้าน งานดูแล และเลี้ยงลูกอยู่ดี ในยุคทุนนิยมการเงินมี 2 ทางเลือก คือ หนึ่งใช้บริการสวัสดิการการผลิตซ้ำทางสังคมที่ถูกควบคุมและทำให้เป็นสินค้าโดยระบบตลาด ทำให้คุณไม่ต้องทำงานบ้านงานดูแลต่าง ๆ แต่ในท้ายที่สุดมันนำไปสู่เศรษฐกิจหนี้เพราะค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูง และสองคือไม่ต้องซื้อสินค้าและบริการของตลาดแต่คุณดูแลตัวเองและช่วยเหลือกันเอง ท้ายที่สุดทั้งสองทางนี้ก็คือการผลักภาระความรับผิดชอบไปที่ครอบครัวหรือปัจเจกทั้งในด้านการรับผิดชอบหนี้สินที่เกิดขึ้นและด้านการทำงานของภาคการผลิตซ้ำทางสังคมในบ้านซึ่งมักจะเป็นแม่หรือเมียที่ทำ ซึ่งนำไปสู่วิกฤตของการดูแล ดังนั้น อุดมการณ์ครอบครัวอุดมคติจึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้ครอบครัวรองรับและรับผิดชอบความล้มเหลวที่เกิดขึ้น[4]

​               ครอบครัวอุดมคติก็คือครอบครัวเดี่ยวที่จะเป็นหุ้นส่วนชีวิตกันไปจนตายและบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ ในครอบครัวถูกกำหนดโดยความคาดหวังของสังคม รูปแบบครอบครัวแบบนี้เรียกว่าครอบครัวกระฎุมพี มันเป็นรูปแบบครอบครัวที่กรรมาชีพไม่สามารถทำตามได้และเป็นรูปแบบครอบครัวที่เอื้อต่อการสะสมและขับเคลื่อนทุนนิยมให้ยังคงอยู่ต่อไปได้ดี ครอบครัวรูปแบบนี้เปลี่ยนความสัมพันธ์ความรักและการดูแลให้กลายเป็นความสัมพันธ์เงินตรา คนหาเงินเข้าบ้านได้มากยิ่งมีอำนาจมากและได้รับความสนใจ คนเลือกหาคู่สร้างครอบครัวจากฐานะทางเศรษฐกิจและทำให้ตัวเองเป็นสินค้าที่จะต้องขายออกไปเพื่อแลกกับคู่สมรสที่มีฐานะ คนในครอบครัวไม่สามารถหย่าร้างได้เพราะจะยิ่งเพิ่มภาระทรัพย์สินมากกว่าเดิม ครอบครัวแบบนี้จะต้องแตกสาแหรกขาดเมื่อไม่มีทุน มันเป็น “ครอบครัวที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งส่วนตัวที่เต็มไปด้วยความโกรธ ความอิจฉา ความกลัว ความรู้สึกผิด จากการที่ไม่สามารถใช้ชีวิตตามอุดมคติของสังคม”(อ้าง โทนี่ คลิฟ การต่อสู้ทางชนชั้นและการปลดปล่อยผู้หญิง) ดังนั้น ระบบทุนนิยมจึงทำให้ครอบครัว ความรัก และความสัมพันธ์ทางเพศบิดเบี้ยว เต็มไปด้วยความไม่เสมอภาคและขาดเสรีภาพที่จะทำนุบำรุงให้ดีขึ้นหรือแม้แต่เสรีภาพที่จะเลิกรัก หรือเริ่มรักด้วยซ้ำ

​               Why Women Have Better Sex Under Socialism [รักร้อนแรงแห่งดินแดนสังคมนิยม] (2018) ของ คริสเตน กอดซี ทำให้เราเห็นว่าในขณะที่ความสัมพันธ์ภายใต้เสรีนิยมประชาธิปไตยนั้นฉาบฉวยและเฮงซวย สังคมนิยมเป็นหนทางในการสร้างความรัก ความสัมพันธ์ทางเพศ และครอบครัวที่ดีขึ้นได้ เพราะสังคมนิยมเรียกร้องอิสรภาพในการมีความรัก มีครอบครัว มีเพศสัมพันธ์โดยปราศจากอิทธิพลทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำได้โดยการเพิ่มนโยบายสนับสนุนอิสรภาพทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะของผู้หญิง เพื่อให้หลุดออกจากการพึ่งพิง ไม่ต้องทำให้ตัวเองเป็นสินค้า และสามารถยืนด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างมั่นใจ โดยการทำให้งานดูแลต่าง ๆ ที่จากเดิมเป็นเรื่องของผู้หญิง แม่และเมีย กลายเป็นเรื่องของสังคม, ระบบรักษาพยาบาลถ้วนหน้า, สิทธิลาคลอดและการอุดหนุนค่าเลี้ยงดูบุตร, สถานรับเลี้ยงเด็ก และอื่น ๆ อีกมากมาย สวัสดิการเหล่านี้จะทำให้ชีวิตไม่เพียงแต่ผู้หญิง แต่เราทุกคนดีขึ้น เราสามารถรักได้ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น ทำงานน้อยลง มีเวลาอยู่กับครอบครัวทำนุบำรุงให้ครอบครัวอบอุ่นได้ ซึ่งล้วนเกี่ยวพันกับการมีเพศสัมพันธ์ที่เร่าร้อน บ่อย และสนุกขึ้น แม้แต่การหย่าร้างก็ทำได้โดยไม่ต้องคิดเรื่องภาระอะไรมากนัก ในขณะที่ เชลา แมคเกรเกอร์ (2021) ได้สะท้อนถึงสถานภาพสตรีในยุโรปตะวันออกภายใต้ระบอบทุนนิยมโดยรัฐ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมเพิ่มสตรีเข้าสู่กำลังแรงงาน มีการจัดสวัสดิการงานบ้าน เลี้ยงดูเด็ก ลาคลอดจริง แต่กระจุกแค่ในเมืองหลวง คุณภาพไม่ทั่วถึง และถูกตัดในภายหลัง อย่างไรก็ตาม การดึงสตรีเข้าสู่การเป็นกรรมาชีพมากขึ้นดังกล่าวนี้ ทำให้ค้นพบโอกาสอิสรภาพต่าง ๆ จากการเป็นส่วนหนึ่งของกรรมาชีพ ดังที่กล่าวไปข้างต้นและอิสรภาพที่มากกว่านี้เป็นไปได้

​               ทั้งหมดนี้ที่เราอ่านก็คือความพยายามมุ่งที่จะ “ทำลายครอบครัว” ซึ่งไม่ใช่การพรากพ่อแม่หรือยายของเราออกไป แต่เป็นการกระจายความสัมพันธ์ของการดูแลออกไปทั่วทั้งสังคม จากเดิมที่ทุกอย่างกระจุกอยู่ในครอบครัวเดี่ยวที่สันโดษและรับผิดชอบกันเองในครอบครัว เราไม่จำเป็นต้องเลี้ยงลูกเพียงลำพังที่มีแค่พ่อและแม่ เราไม่จำเป็นต้องให้พ่อและแม่ดูแลงานในครอบครัวทุกอย่าง แต่เราสามารถสร้างครอบครัวแบบใหม่โดยทำให้งานดูแลเป็นเรื่องของสังคมในรูปแบบรัฐสวัสดิการเพื่อให้เกิดความเสมอภาคมากขึ้น บันเทิงใจในชีวิตมากขึ้น อบอุ่นมากขึ้น ในแง่นี้เราต้องปฏิเสธระบบทุนนิยมและระบบตลาดเพื่อที่จะทำลายครอบครัวในรูปแบบเดิมลงและสร้างครอบครัวในรูปแบบใหม่ ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวมีความสุขอย่างแท้จริง แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากพวกเรายังอยู่ในระบอบทุนนิยมซึ่งชีวิตของแรงงานส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในที่ทำงานและการเดินทางมากกว่าอยู่ที่บ้านและคนในครอบครัว

อ้างอิง

[1] เก่งกิจ กิติเรียงลาภ, ฉันทามติรัฐสวัสดิการ: ความคิดพื้นฐานในการขับเคลื่อนสังคมสู่รัฐสวัสดิการ (We Fair, 2567), 103.

[2] Sophie Lewis, Abolish the Family: A Manifesto for Care and Liberation (Verso, 2022), chap. 1.

[3] เก่งกิจ, ฉันทามติรัฐสวัสดิการ, 75.

[4] อ้างแล้ว น. 82-88, 93.

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ