โดย กองบรรณาธิการ
ไอลอว์ รายงานว่า ปัจจุบันมีนักโทษการเมืองคดี 112 อย่างน้อย 30 คนอยู่ในคุก โดยคนที่ถูกตัดสินนานสุด 54 ปี บุคคลเหล่านี้ ถูกจับกุมด้วยเหตุผลทางการเมืองเป็นส่วนใหญ่ เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่กฎหมายนิรโทษกรรมที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภากลับไม่มีการนักโทษคดี 112 ได้รับการนิรโทษกรรม
กฎหมายเผด็จการ 112 ถูกใช้ในการทำลายสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และทำลายประชาธิปไตยมานาน ทุกวันนี้นักโทษ 112 จำนวนมากติดคุกอยู่ในสภาพย่ำแย่ หลายคนไม่ได้รับการประกันตัวทั้งๆ ที่คดียังไม่ถึงที่สุด ก.ม. 112 ยังคงเป็นเครื่องมือทางการเมืองเล่นงานผู้คนที่คิดเห็นต่างจากฝ่ายอำนาจนิยม อนุรักษ์นิยม นักโทษการเมืองหลายคนที่พยายามสู้ต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากอยู่ในคุก การเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษการเมืองยังเป็นภารกิจเฉพาะหน้าของฝ่ายประชาธิปไตย
การต่อสู้กับเผด็จการที่นำโดยคนหนุ่มสาวในช่วง 2563-2565 พ่ายแพ้และแกนนำถูกรัฐปราบปรามจับกุมคุมขังดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ มาตรา 112 ยังเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพของฝ่ายอำนาจนิยมที่ใช้เล่นงานฝ่ายประชาธิปไตยต่อเนื่อง องค์กรหลวมๆ ที่เกิดขึ้นชั่วคราวในตอนนั้นหายไปเกือบทั้งหมด การเมืองในสภาจึงเป็นที่พักพิงของนักต่อสู้ในปัจจุบัน
การพึ่งพาการเมืองในสภา เกิดขึ้นในช่วงกระแสการต่อสู้ตก นักกิจกรรมฝ่ายประชาธิปไตยจำนวนหนึ่ง ใช้การเลือกตั้งเพื่อตบหน้าฝ่ายเผด็จการ แต่คนที่รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตย ต้องไม่หวังมากเกินไป เพราะอำนาจรัฐไม่ได้อยู่แค่ในรัฐสภา และรัฐบาลในระบบรัฐสภาประชาธิปไตยทุนนิยม ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการคุมอำนาจรัฐเลย เพราะรัฐประกอบไปด้วย ทหาร ศาล ตำรวจ และคุก และรัฐเป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองทุกกลุ่ม
เราจำเป็นต้องหาทางคุยกันว่าจะฟื้นขบวนการต่อสู้ประชาธิปไตยอย่างไร ขบวนการที่เชื่อมประสานปัญหาปากท้อง เข้ากับปัญหาเสรีภาพประชาธิปไตยทางการเมือง
การสร้างองค์กรในลักษณะ “คณะกรรมการรากหญ้า” แบบใดแบบหนึ่งที่มากกว่าแค่เครือข่ายหลวมๆ น่าจะเป็นแนวทางเฉพาะหน้าตอนนี้ เพื่อรวบรวมนักต่อสู้ที่กระจัดกระจายมาร่วมมือกันใกล้ชิดขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่แสวงหาความร่วมมือบางอย่างที่เห็นตรงกัน โดยไม่พยายามทำลายความคิดเห็นอื่นที่แตกต่างกัน แต่มันจะมีประสิทธิภาพจะต้องเน้นการขยายคณะกรรมการแบบนี้ไปในที่ต่างๆ
ความพ่ายแพ้ดังกล่าวไม่ได้ทำลายกระแสการต่อสู้ไปทั้งหมด มีความพยายามชักชวนคนออกมาสู้ผ่านกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เช่น ยืนหยุดขัง หรือการชุมนุมย่อยๆ ตามพื้นที่ต่างๆ รวมถึงความพยายามต่อสู้แบบปัจเจกด้วยการอดอาหารของนักโทษการเมือง ความพยายามดังกล่าวแสดงออกถึงจิตวิญญาณความรักในเสรีภาพ ความกล้าหาญและเสียสละ แต่การต่อสู้แบบปัจเจกที่เน้นสัญลักษณ์ไม่เพียงพอ
การต่อสู้ของขบวนการคนหนุ่มสาวที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างการปลุกระดมมวลชนเป็นแสน มันเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่พอใจต่อสภาพสังคมการเมือง แต่การต่อสู้ครั้งนั้นมีบทเรียนสำคัญที่สอนเรา มันเป็นการต่อสู้ที่ไม่ค่อยสนใจพลังกรรมาชีพ เน้นเพียงความชอบธรรม สัญลักษณ์ การสร้างเครือข่ายหลวมๆ และชูตัวบุคคลที่เป็นแกนนำมากเกินไป
แต่ก็มีตัวอย่างการต่อสู้สัญลักษณ์ที่น่าศึกษาด้วย หลังจาก 4 เดือนที่ขบวนการคนเสื้อแดงถูกปราบอย่างโหดร้ายกลางเมือง มีความพยายามที่จะชวนคนแสดงออกเชิงสัญลักษ์ผ่านกิจกรรมที่เรียกว่า “วันอาทิตย์สีแดง” โดยมี บก.ลายจุด ประกาศตัวเป็น “แกนนอน” ในการชุมนุมที่ราชประสงค์มีคนออกมาเป็นหมื่น พร้อมๆ กับการชุมนุมในพื้นที่อื่นๆ มีการวางดอกกุหลาบหน้าเรือนจำ 17 แห่ง เพื่อรำลึกถึงนักโทษการเมืองอีกด้วย ในขณะที่แกนนำเสื้อแดงเกือบทุกคนติดคุก บางคนต้องหลบหนีออกจากประเทศ กิจกรรมครั้งนั้นค่อนข้างมีพลัง มันสร้างกำลังใจให้ผู้คน และช่วยกำจัดความกลัวไปได้ ท่ามกลางกฎหมายเผด็จการ
แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราต้องเข้าใจอย่างชัดเจนคือ ฝ่ายอนุรักษ์นิยม อำนาจนิยม เผด็กการทหาร มีการจัดตั้ง มีโครงสร้างองค์กรเพื่อร่วมมือกันมีการประสานงานกันแนบแน่น ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยจะแข่งได้ ต้องจัดตั้งในลักษณะที่ประสานงานกันเป็นองค์กรเดียวเช่นกัน การอยู่อย่างปัจเจกในกลุ่มเล็กๆ มีพลังไม่พอ
ต้องมีการลงไปทำงานกับมวลชน นักศึกษา หรือกรรมาชีพ โดยเฉพาะในสหภาพแรงงานมีความสำคัญเพราะมีพลังทางเศรษฐกิจ รวมถึงผู้ถูกกดขี่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็น สตรี คนรักเพศเดียวกัน กลุ่มชาติพันธ์ุ แรงงานจากเพื่อนบ้าน หรือคนมาเลย์มุสลิมในภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ควรถกเถียงกันว่าการนำพลังที่เกิดจากการลุกฮือในสังคมโอนสู่รัฐสภาหรือกลไกราชการไทย แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ ไม่สามารถขยายขอบเขตการต่อสู้ได้ ประวัติศาสตร์ไทยผ่านการลุกฮือมาตลอด ตั้งแต่ 14 ตุลา 2516 พฤษภา 35 ขบวนการคนเสื้อแดง และขบวนการคนรุ่นใหม่เมื่อไม่นานมานี้ว่าสิ่งใดที่เขย่าสังคมกันแน่ เพื่อเตรียมรับกระแสการต่อสู้
ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาที่สังคมไทยผ่านวิกฤติการเมือง บางคนตาสว่าง บางคนมองโลกมุมมองใหม่ๆ บางคนอยากเปลี่ยนสังคมต่อไป แต่บางคนอาจยิ่งถอยหลังลงคลอง ไม่พร้อมจะให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เราไม่ควรลืมว่าคนเปลี่ยนความคิดเสมอ และการเปลี่ยนแปลงทางความคิดอาจไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน อาจเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้ ตัวอย่างคนยุคตุลาที่ตื่นตัวทางการเมืองและเริ่มขยับไปทางซ้ายสังคมนิยม ภายหลังวกกลับมามีความคิดอนุรักษ์นิยมอีก ดังนั้นคนที่เคยตาสว่างหลังยุครัฐประหาร 2519 จะไม่ตาสว่างตลอดไป ต้องมีการต่อสู้ มีการจัดตั้งทางการเมืองอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายสังคมนิยม

