การเมืองเขมร อดีตถึงปัจจุบัน

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

ลักษณะการเมืองเขมรทุกวันนี้เป็นผลพวงมาจากสงครามอินโดจีนและการแทรกแซงของจักรวรรดินิยม

​ก่อนที่ฝรั่งเศสจะเข้ามายึดครอง กัมพูชาตกอยู่ภายใต้อำนาจของไทยและเวียดนาม ขั้นตอนแรกของการยึดครองพื้นที่อินโดจีนโดยฝรั่งเศสคือการยึดเวียดนามตอนใต้มาเป็นอาณานิคม แต่มีแผนจะยึดเวียดนามทางเหนือด้วย ในปี 1863 เจ้านโรดมของกัมพูชาได้เซ็นสัญญาให้ฝรั่งเศสเข้ามา “ปกป้อง” (ครอบครอง) ประเทศโดยที่ฝรั่งเศสมองว่ากัมพูชาจะเป็น “รัฐกันชน” ระหว่างไทยกับอาณานิคมฝรั่งเศสที่เวียดนาม ฝรั่งเศสยอมให้รัฐบาลของรัชกาลที่ ๕ ครอบครอง พระตะบอง กับเสียมราฐ เพื่อแลกกับการยอมรับอำนาจฝรั่งเศสในกัมพูชา ในขณะเดียวกันฝรั่งเศสยอมให้เจ้านโรดมยังเป็นกษัตริย์ต่อไปแต่อำนาจถูกลดลงอย่างมาก

​               สามสิบปีหลังจากนั้นฝรั่งเศสกับอังกฤษตกลงกันว่าจะแบ่งพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กันอย่างไร โดยที่อังกฤษครองพม่ากับมาลายู และฝรั่งเศสครองอินโดจีน (เวียดนาม ลาว กัมพูชา) ในช่วงนี้กษัตริย์เขมรถูกตัดอำนาจทั้งหมดไปและกลายเป็นแค่หุ่นเชิดของฝรั่งเศส และในที่สุดฝรั่งเศสก็ยึดพระตะบองกับเสียมราฐกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของกัมพูชา ซึ่งพวกฝ่ายขวาตกขอบในไทยในปัจจุบันโกหกว่าเป็นการ “เสียดินแดนไทยให้ฝรั่งเศส” ความคิดแบบนี้เป็นความคิดแบบ “ลัทธิเจ้าอาณานิคม” ของพวกฝ่ายขวาไทยที่อยากข่มเหงคนเขมร เราต้องเข้าใจว่าไทยกับเวียดนามถือว่าเป็นจักรวรรดินิยมย่อยในระบบโลกโดยที่มีสหรัฐกับจีนที่มีอำนาจมากที่สุดในปัจจุบัน

​               ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ฝรั่งเศสอ่อนแอมากเพราะถูกยึดโดยเยอรมัน ดังนั้นในปี 1941 ผู้นำฝ่ายขวาคลั่งชาติของไทยจอมพลป.พิบูลสงคราม คู่อริของปรีดี พนมยงค์ จึงฉวยโอกาสรุกรานกัมพูชาเพื่อยึดพระตะบอง เสียมราฐ ทางตะวันตกของกัมพูชา และบางส่วนของลาวอีกด้วย เครื่องบินรบของไทยทิ้งระเบิดเวียงจันทน์ พระตะบอง และศรีโสภณ โดยไม่เลือกหน้า ในการสู้รบรอบนี้ฝรั่งเศสแพ้ไทยเพราะอ่อนแอ จอมพลป. จึงสั่งสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิขึ้นมา เพื่ออวดประชาชนและเสริมกระแสคลั่งชาติ อย่างไรก็ตาม“ชัยชนะ” ครั้งนี้ของกองทัพไทยเป็นแค่ชัยชนะชั่วคราว เพราะในภายหลังฝรั่งเศสและสหรัฐกดดันไทยให้คืนดินแดนในลาวและกัมพูชาให้ฝรั่งเศส

​               ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง กัมพูชามีขบวนการชาตินิยมต่อต้านฝรั่งเศสเกิดขึ้น ในปี 1936 มีการตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ “นครวัด” ยอดขาย น.ส.พ. นี้สูงถึง 5,000 เล่ม และก่อตั้งโดย ปัก เชือน สิมวาร์ และ ซัน ง็อกทันห์ ที่เป็นสมาชิกสถาบันพุทธ

               ​ขบวนการชาตินิยมเขมรมีทั้งปีกขวากับปีกซ้าย ปีกขวาบางส่วนเป็นพวกที่พึ่งพาไทยหรืออยากประนีประนอมกับฝรั่งเศส ส่วนปีกซ้ายจะเป็นพวกคอมมิวนิสต์ เดิมพรรคคอมมิวนิสต์ในอาณานิคมของฝรั่งเศสเรียกตัวเองว่า “พรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน” แต่ต่อมาในปี 1951 คอมมิวนิสต์เขมรแยกตัวออกมาตั้งพรรคของตนเอง

               ตอนท้ายของสงครามระหว่างขบวนการชาตินิยมเวียดนามกับฝรั่งเศส มีการเจรจาสันติภาพที่เจนีวาในปี 1954 ซึ่งเป็นผลมาจากชัยชนะของขบวนการเวียดมินห์ที่เดียนเบียนฟู ในยุคนี้เจ้าสีหนุขึ้นมามีอำนาจในกัมพูชา แต่มองว่าการเป็นกษัตริย์ไม่มีความหมายเท่าไร เพราะหมดยุคกษัตริย์ไปแล้ว จึงเลือกที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีกึ่งเผด็จการแทน สีหนุก่อตั้ง “พรรคสังคม” เพื่อเป็นฐานอำนาจ โดยอ้างว่าจะใช้แนว “สังคมนิยมพุทธ” และสืบทอดความคิดมาจาก นสพ. “นครวัด” แต่ในรูปธรรมไม่มีการใช้แนวสังคมนิยมหรือแนวพุทธในการบริหารประเทศสักเท่าไร 

​               สีหนุพยายามใช้นโยบายเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในสงครามเย็นและโดยเฉพาะในสงครามเวียดนาม นโยบายนี้เป็นประโยชน์กับขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนามเพราะเป็นการกีดกันไม่ให้สหรัฐเข้ามามีอิทธิพลในกัมพูชา และเปิดโอกาสให้ขบวนการชาตินิยมเวียดนามลำเลียงเสบียงจากเวียดนามเหนือลงมาให้ขบวนการปลดแอกชาติในเวียดนามใต้ ผ่าน “เส้นทางโฮจิมินห์” โดยที่สีหนุทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

​               จุดยืนของสีหนุบวกกับความอ่อนแอของพรรคคอมมิวนิสต์เขมร มีผลให้พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามให้ความสำคัญกับการสร้างแนวร่วมกับสีหนุมากกว่าการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์เขมร ซึ่งสร้างความไม่พอใจในหมู่คอมมิวนิสต์เขมร

​               ก่อนหน้านั้นในปี1960 สล็อท ซาร์ (พอล พต) กับผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์เขมรคนอื่นๆ ออกแถลงการณ์ที่เจาะจงว่า ภาระหลักของพรรคคือการต่อสู้กับ “ระบบศักดินา” เพื่อปลดแอกประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นการโจมตีเจ้าสีหนุโดยตรง แถลงการณ์นี้สะท้อนความไม่พอใจของคอมมิวนิสต์เขมรต่อนโยบายพรรคเวียดนามที่คอยยับยั้งการต่อสู้ของชาวคอมมิวนิสต์เขมรมาตลอด พอล พต จึงเดินทางไปผูกมิตรไมตรีกับจีนและย้ายที่ทำการพรรคจากดินแดนภายใต้การดูแลของทหารคอมมิวนิสต์เวียดนามไปสู่ป่าเขาของเขตรัตนคีรีในกัมพูชา

​               ท่ามกลางสงครามเวียดนามในปี 1970 สหรัฐหนุนการทำรัฐประหารล้มเจ้าสีหนุและส่งกองทัพและเครื่องบินรบไปทิ้งระเบิดในกัมพูชา โดยเฉพาะ“เส้นทางโฮจิมินห์” ซึ่งเป็นการขยายสงครามเข้าไปในดินแดนกัมพูชา การกระทำของสหรัฐมีผลให้พรรคคอมมิวนิสต์เขมรขึ้นมาเป็นองค์กรนำของขบวนการชาตินิยม และยังปูทางไปสู่นโยบายของ “เขมรแดง” อีกด้วย

​               นักประวัติศาสตร์คาดว่า จำนวนคนตายในกัมพูชาในช่วงนั้นสูงถึง 3 ล้านคน ทั้งจากสงครามของสหรัฐและช่วงการปกครองของเขมรแดง ถือว่าเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมดของประเทศ

​               เขมรแดงไม่ได้ใช้แนวคิดสายสตาลิน-เหมาเหมือนพรรคคอมมิวนิสต์อื่นๆ ในภูมิภาคนี้ แต่ใช้ความคิดเรื่องการกลับไปสู่ความเป็น “เขมรดั้งเดิมบริสุทธิ์” ที่ใช้เศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง ในแง่หนึ่งมันมาจากความฝันที่จะกลับไปสู่ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรนครวัดหลังจากที่สังคมเขมรตกต่ำกลายเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส ในอีกแง่หนึ่งมันมาจากมุมมองของผู้นำเขมรแดงที่สู้รบกับสหรัฐในชนบทมานาน และมองว่าสังคมเมืองเต็มไปด้วยการเสพสุขบนสันหลังคนจน และสยบยอมต่ออำนาจตะวันตกอีกด้วย แต่ในด้านปรัชญาของแนวชุมชนชนบทดั้งเดิมนี้ พอล พต นำความคิดของ จัง จ้าคซ์ รุสโซ มาดัดแปลงตอนที่เขาเป็นนักศึกษาที่ฝรั่งเศส รุสโซมองว่าทุนนิยมทำลายสังคมชนบทอันงดงาม และทางออกคือการมีผู้นำก้าวหน้าที่ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมและเป็นตัวแทนความคิดสังคมเพื่อปกป้อง “ประชาธิปไตยชุมชน” จะเห็นได้ว่าผู้นำเขมรแดงคงจะตั้งตัวเองขึ้นมาเป็นตัวแทนความคิดสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อรื้อฟื้นสังคมชนบทดั้งเดิมของเขมรและทำลายความชั่วร้ายของจักรวรรดินิยมและทุนนิยม แต่มันนำไปสู่การต้อนคนออกจากเมืองและบังคับให้ไปทำนาด้วยความโหดร้าย

​               ในตอนท้ายของสงครามเวียดนาม ขบวนการปลดแอกเวียดนามใกล้ชิดกับรัสเซียมากกว่าจีน เพราะจีนกำลังผูกไมตรีกับประเทศตะวันตกรวมถึงไทย ต่อมาในปี 1979 กองทัพเวียดนามบุกเข้ามาล้มเขมรแดงเพราะไม่พอใจที่เขมรแดงใกล้ชิดกับจีนและสร้างความปั่นป่วนที่ชายแดน ปรากฏว่าไม่มีประชาชนเขมรคนใดออกมาต่อสู้เพื่อปกป้องเขมรแดงแต่อย่างใด มีแต่รัฐบาลไทย สิงคโปร์ จีน อังกฤษ และสหรัฐ ที่ประกาศว่าจะปกป้องรัฐบาลพลัดถิ่นของเขมรแดงเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นเครื่องมือในสงครามเย็นกับรัสเซียและเวียดนาม ในที่สุดผลของการบุกเข้ามาของเวียดนามครั้งนั้นคือ ฮุนเซน ซึ่งเป็นอดีตเขมรแดงที่เปลี่ยนข้างไปสนับสนุนเวียดนาม ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ แต่การสู้รบในกัมพูชายังยืดเยื้อต่อไป

​               ในปี 1991 สหประชาชาติได้ประสานข้อตกลงสันติภาพในกัมพูชาระหว่างทุกฝ่าย และจัดให้มีการเลือกตั้งภายใต้อำนาจของ “องค์การบริหารชั่วคราวของสหประชาชาติในกัมพูชา” ในขณะเดียวกันมีการรื้อฟื้นระบอบกษัตริย์ให้เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ข้อตกลงนี้ตอนแรกนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 1993 ที่มีหลายพรรค โดยเฉพาะ “พรรคประชาชนเขมร” ของ ฮุนเซน และ “พรรคฟุนซินเปค” ของพวกนิยมเจ้าที่ไม่ชอบคอมมิวนิสต์ ปรากฏว่าพรรคฟุนซินเปคได้ที่นั่งมากที่สุด แต่ถึงแม้ว่าฟุนซินเปคชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 46%ต่อ 38% ของพรรคประชาชนเขมร แต่พรรคของฮุนเซนคุมทั้งกองทัพ ตำรวจ และข้าราชการในพื้นที่ต่างๆ ในที่สุดมีการประนีประนอมกันและ ฮุนเซนกับเจ้านโรดม รณฤทธิ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคู่กัน ยิ่งกว่านั้นกระทรวงสำคัญๆ ของรัฐบาลมีรัฐบมนตรีคู่กันของทั้งสองพรรคอีกด้วย แต่ข้าราชการประจำของในกระทรวงต่างๆ เป็นคนของ ฮุนเซน นอกจากนี้พรรคฟุนซินเปคเป็นพรรคที่อ่อนแอไร้ความสามัคคี นักวิเคราะห์คนหนึ่งภายในพรรคถึงขนาดพูดว่า “ฟุนซินเปคมีแต่คนโกงกิน ขาดการนำที่มีประสิทธิภาพ ไม่ยอมรับผิดชอบ ขี้เกียจ แต่เต็มไปด้วยคนที่ถือตัว”

​               ในเดือนกรกฎาคม 1997 ฮุนเซนก่อรัฐประหารโดยใช้ข้ออ้างว่ามีหลักฐานว่าฟุนซินเปคกำลังสะสมอาวุธเพื่อโจมตีพรรคประชาชนเขมร นอกจากนี้ ฮุนเซนกังวลว่านักการเมืองบางคนภายในพรรคของเขาอยากจะเข้ากับรณฤทธิ์เพื่อต้านฮุนเซน ผลของรัฐประหารคือมีการเพิ่มอำนาจของฮุนเซนในรัฐบาลและภายในพรรคของเขาเอง

​               การเลือกตั้งในปีถัดมาฮุนเซนอนุญาตให้ฟุนซินเปคลงสมัครอีก แต่มันเป็นการเลือกตั้งสกปรกที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ดังนั้นฮุนเซนสามารถประกาศว่าเขาชนะการเลือกตั้งได้ ในที่สุดฟุนซินเปคก็เสื่อมสลายไป อย่างไรก็ตาม มีการใช้มาตรการเผด็จการในการปราบปรามนักการเมืองและพรรคที่ไม่เข้าข้างฮุนเซนในการเลือกตั้งทุกครั้งในปีต่อๆ มา โดยที่นักการเมืองหน้าใหม่ที่ขึ้นมาค้านฮุนเซนคือ สม รังสี ซึ่งในที่สุดต้องลี้ภัยในฝรั่งเศส ในข้อขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาปีนี้ สมรังสี เรียกร้องให้ประชาชนสามัคคีต้านภัยจากไทยและเวียดนาม แต่ในขณะเดียวกันพูดว่าฮุนเซนโกรธไทยเพราะไทยไปตัดท่อน้ำเลี้ยงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งคงจะไม่ใช่เหตุผลหลักของการปะทะกัน

​               สังคมที่ฮุนเซนขึ้นมาปกครองหลังสงครามเวียดนามและการปกครองของเขมรแดง เป็นสังคมที่ยากจนพังทลาย ไม่มีสถาบันทางการเมืองเลย ต้องมีการสร้างใหม่หมด นอกจากนี้ พรรคประชาชนเขมรและตัวฮุนเซนเองขาดฐานเสียงของมวลชนภายในประเทศ เพราะขึ้นมามีอำนาจได้ก็เพราะการบุกเข้ามาของกองทัพเวียดนาม ยิ่งกว่านั้นกัมพูชาไม่มีชนชั้นปกครองที่มีประวัติร่วมกันเหลืออยู่ ฮุนเซนจึงต้องพยายามปั้นชนชั้นปกครองใหม่ขึ้นมาจากศูนย์ท่ามกลางการแย่งชิงผลประโยชน์กัน เขาจึงใช้วิธีซื้อการสนับสนุนจากทหารชั้นสูงกับนายทุนด้วยการแจกจ่ายที่ดินและสัมปทานกิจกรรมธุรกิจต่างๆ ผ่านมาตรการที่เต็มไปด้วยคอร์รัปชั่น มีการโอนที่ดินชนบทซึ่งเดิมเป็นของรัฐหลังยุคเขมรแดงไปเป็นของเอกชน ซึ่งในรูปธรรมหมายถึงการขโมยที่ดินชาวบ้าน การเน้นความสำคัญของการปั้นชนชั้นปกครองใหม่ด้วยการซื้อความสวามิภักดิ์ในกองทัพและกลุ่มนักธุรกิจนายทุน แปลว่ารัฐบาลไม่สามารถสร้างฐานสนับสนุนในหมู่ประชาชนได้ ต่างกับที่พรรคไทยรักไทยเคยทำ ยิ่งกว่านั้นมันแปลว่าฮุนเซนและพรรคพวกต้องขยันในการปราบปรามฝ่ายค้านและนักการเมืองที่ไม่ยอมจำนนอย่างต่อเนื่อง

​               ในปี 2013 “พรรคกู้ชาติกัมพูชา” (CNRP) ที่นำโดยสมรังสีเกือบชนะการเลือกตั้ง เพราะประชาชนจำนวนมากไม่พอใจกับการที่รัฐบาลยึดที่ดินชาวบ้าน และอีกส่วน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว ไม่พอใจที่มีการคอร์รัปชั่นเต็มบ้านเต็มเมือง ดังนั้นฮุนเซนใช้มาตรการที่เราคุ้นเคยในไทย คือใช้ศาลยุบพรรค

               ​ในยุคนี้ฮุนเซนกับพรรคพวกกำลังถ่ายโอนอำนาจไปสู่คนรุ่นใหม่ ซึ่งในความเป็นจริงเป็นลูกหลานของนักการเมืองที่มีอำนาจ ตัวอย่างที่ดีคือ ฮุน มาเนต ลูกชายของฮุนเซน แต่มีคนอื่นที่โอนอำนาจให้ลูกตัวเองหลายคน

​               การฉวยโอกาสก่อสงครามที่ชายแดน เป็นกลยุทธิ์ของทั้งทหารเผด็จการไทยและเผด็จการของฮุนเซน ส่วนชาวบ้านและทหารระดับล่างเป็นเหยื่อที่ชนชั้นปกครองพร้อมจะสังเวย

​               ถ้าเราเปรียบเทียบภาพของทหารเผด็จการในสายตาพลเมืองไทยในรอบห้าปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่ามันต่างจากปัจจุบันมาก ในปี ๒๕๖๓ รัฐบาลเผด็จการของประยุทธ์ต้องเผชิญหน้ากับการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลโดยมวลชนจำนวนมากซึ่งนำโดยคนหนุ่มสาว ในการเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ พรรคของทหารสองพรรคได้แค่ 76 เสียงเท่านั้นเมื่อเทียบกับ 292 เสียงสำหรับพรรคประชาชนกับเพื่อไทย ดังนั้นการฉวยโอกาสปลุกกระแสชาตินิยมสุดขั้ว เป็นวิธีสำคัญของฝ่ายทหารไทยที่จะฟอกตัวและสร้างอำนาจด้วยการตัดสินใจในนโยบายระหว่างประเทศโดยไม่ฟังนักการเมืองพลเรือน ส่วนในฝั่งกัมพูชา ฮุนเซน ซึ่งใช้มาตรการเผด็จการในการปราบปรามฝ่ายค้านตลอดมา ก็ต้องคอยหากลไกเพื่อสร้างความชอบธรรมด้วยแนวชาตินิยมเช่นกัน จุดยืนของคนก้าวหน้าทั้งสองฝั่งของชายแดนคือเราต้องรณรงค์ต้านสงคราม กระแสคลั่งชาติ และเผด็จการ

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ