เรียบเรียงจากหนังสือ ลัทธิทรอทสกี้หลังทร๊อทสกี้ (Trotskyism After Trotsky) โดย โทนี คลิฟ (Tony Cliff)
สำหรับทฤษฎีมาร์กซิสต์แล้ว นักคิดคนสำคัญที่เรียกได้ว่าขาดไปไม่ได้คือ ลีออน ทร็อตสกี นักปฏิวัติที่มีบทบาทนำการปฏิวัติรัสเซีย 1917 เคียงข้างเลนิน เป็นผู้สรุปแนวทางการปฏิวัติสังคมนิยมอีกคนที่พิสูจน์ว่า การปลดปล่อยของชนชั้นกรรมาชีพจะต้องเป็นการกระทำของชนชั้นกรรมาชีพเอง เขามีความเฉียบแหลมในการอธิบายขบวนการฟาสซิสต์ และเป็นแหล่งปัญญาจนถึงแรงบันดาลใจแก่นักสังคมนิยมทั่วโลก
ในประเด็นนี้ โทนี คลิฟฟ์ นักมาร์ซิสต์ในอังกฤษ ได้สรุปพัฒนาการของขบวนการสายทร็อตสกีไว้ในงาน Trotskyism After Trotsky ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1999 พร้อมกับทบทวนความผิดพลาด โดยเฉพาะการสานต่อมรดกทร็อตสกีที่ตัดขาดจากการวิเคราะห์สภาพความเป็นจริงในประวัติศาสตร์ ซึ่งผู้เขียนมองว่าการสานต่อแนวทางมาร์กซิสต์ จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงบริบทที่แนวคิดนั้น ๆ แสดงออกมา ไม่ใช่เพียงเป็นไปตามขนบมาร์กซิสต์เท่านั้น แต่ยังจำเป็นในการทำความเข้าใจความหันเหในการต่อสู้เพื่อสังคมใหม่ ซึ่งผู้เขียนจะสรุปและสะท้อนถึงความสำคัญต่อบริบทปัจจุบันในครั้งถัดไป
การเผชิญหน้ากับปัญหา
คลิฟฟ์เริ่มต้นด้วยการเกริ่นถึงพัฒนาการทฤษฎีมาร์กซิสต์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดประวัติศาสตร์การต่อสู้ บางครั้งการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้นอย่างช้าๆ และแทบจะมองไม่เห็น แต่บางครั้งการเปลี่ยนแปลงก็รุนแรงสุดขั้ว เมื่อใดที่ลัทธิมาร์กซ์หยุดเปลี่ยนแปลง ลัทธิมาร์กซ์ก็จะตายไป
ตัวอย่างเช่น แถลงการณ์คอมมิวนิสต์ถูกเขียนขึ้นท่ามกลางกระแสการปฏิวัติยุโรปปี ค.ศ. 1848 กำเนิดคอมมูนปารีสในปี ค.ศ. 1871 ทำให้มาร์กซ์ได้เขียน “สงครามกลางเมืองฝรั่งเศส”
ทฤษฎีการปฏิวัติถาวรที่ทร็อตสกี้เสนอเป็นผลจากประสบการณ์การปฏิวัติรัสเซียในปี 1905 ว่า ในประเทศที่ล้าหลัง ชนชั้นนายทุนเพิ่งกำเนิดใหม่ขี้ขลาดและอนุรักษ์นิยมเกินกว่าจะสู้เพื่อบรรลุการสร้างประชาธิปไตยเสรี ซึ่งมีเพียงชนชั้นแรงงานในฐานะผู้นำชาวนาบรรลุภารกิจเฉพาะหน้านี้ได้ ข้ามผ่านประชาธิปไตยชนชั้นกระฎุมพี และจะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐของชนชั้นแรงงาน
ในช่วงเวลาเดียวกัน เปโตรกราดซึ่งเป็นศูนย์กลางของการปฏิวัติได้พัฒนาองค์กรของรัฐกรรมกรขึ้นมาด้วยซ้ำ นั่นคือสภาคนงานหรือโซเวียต และการพัฒนาเพิ่มเติมในลัทธิมากซ์โดยบุคคลสำคัญอย่างเลนินและลักเซมเบิร์กก็เติบโตมาจากประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ เช่น งานเขียนชั้นยอดของเลนินเกี่ยวกับการนัดหยุดงาน จากประสบการณ์จากการต่อสู้ในรัสเซียและโปแลนด์ในปี 1905 (อ่าน “อะไรนะลัทธิมาร์ค เล่ม ๒” ในเว็บไซต์ https://socialistthai.wordpress.com/)
เมื่อสตาลินพยายามลบล้างขนบการปฏิวัติบอลเชวิค ทร็อตสกี้จึงต้องเป็นผู้ปกป้องขนบนี้จนกระทั่งเขาถูกลอบสังหารในปี 1940 อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง องค์กรสากลที่ 4 ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ นั่นคือ การจับมือกับสถานการณ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากที่ทร็อตสกี้ได้คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คลิฟฟ์พยายามหาคำตอบ
คำทำนายของทร็อตสกี้ไม่เป็นจริง
ทร็อตสกี้้ได้ทำนายสถานการณ์การเมืองไว้หลายประการ แต่มีคำทำนายอยู่ 4 ประการที่ถูกหักล้างด้วยสภาพความเป็นจริงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดังนี้
1. ระบอบสตาลินในรัสเซียจะไม่สามารถอยู่รอดจากสงครามและจะล่มสลายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหตุจากความขัดแย้งทางสังคมภายในโซเวียต (ระหว่างข้าราชการแดงกับกรรมาชีพ) ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์สองประการคือ การฟื้นฟูระบบทุนนิยมในรัสเซีย หรือ การปฏิวัติล้มข้าราชการแดง แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองนั้นแตกต่างออกไป หลังจากปี 1945 ระบอบสตาลินไม่ได้ล่มสลาย กลับเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ โดยขยายอิทธิพลเข้ามาในยุโรปตะวันออก
2. ทร็อตสกี้ประเมินว่าระบบทุนนิยมอยู่ในภาวะวิกฤตขั้นสุดท้าย การผลิตไม่สามารถขยายตัวได้ และด้วยเหตุนี้ จึงไม่สามารถมีการปฏิรูปสังคมอย่างจริงจังหรือยกระดับมาตรฐานการครองชีพของมวลชนได้ ซึ่งทร็อตสกี้้คาดการณ์ไว้ใน ปี ค.ศ. 1938 อย่างไรก็ตาม ทุนนิยมโลกหลังสงครามได้ขยายตัว ควบคู่กับลัทธิปฏิรูป ไมเคิล คิดรอน (หนึ่งในสหายร่วมก่อตั้งสังคมนิยมสากล) ชี้ให้เห็นว่า ระหว่างปี 1950 ถึง 1964 เศรษฐกิจเติบโตเร็วเป็นสองเท่าเทียบกับระหว่างปี 1913 ถึง 1950 และเติบโตเร็วเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับในคนรุ่นก่อน พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยและพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ได้ล่มสลาย แต่กลับกลายเป็นพรรคที่มีจำนวนและการสนับสนุนมากขึ้นด้วยนโยบายรัฐสวัสดิการ ลัทธิปฏิรูปเจริญรุ่งเรืองบนพื้นฐานของมาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้น (อ่าน “อะไรนะลัทธิมาร์ค เล่ม ๒” บทที่ 8 ในเว็บไซต์ https://socialistthai.wordpress.com/)
3. ทร็อตสกี้้เสนอว่าในประเทศที่ล้าหลังและด้อยพัฒนา การบรรลุภารกิจประชาธิปไตยชนชั้นนายทุน เช่น การปลดปล่อยชาติและการปฏิรูปที่ดิน จะก้าวต่อไปได้ก็ต่อเมื่อชนชั้นแรงงานมีอำนาจเท่านั้น เรื่องนี้ก็ถูกหักล้างด้วยเหตุการณ์จริงในประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก เหมาเป็นผู้นำพรรคสายสตาลินที่ตัดขาดจากชนชั้นแรงงานไปอย่างสิ้นเชิง ได้ปลดแอกชาติและสถาปนาการปฏิรูปที่ดินได้สำเร็จ กระบวนการที่คล้ายคลึงกันนี้ก็เกิดขึ้นที่อื่น เช่น ในคิวบาและเวียดนาม ซึ่งล้วนถูกนำโดยพรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลินหรือขบวนการกองโจร ไม่ใช่ชนชั้นกรรมาชีพ
4. ด้วยคำทำนายทั้งสามนี้ ทร็อตสกีมั่นใจว่า ลัทธิสตาลินหรือลัทธิปฏิรูปจะไร้อนาคตทันที และจะมอบโอกาสแก่สากลที่ 4 ได้เติบโตรุดหน้าชี้นำการต่อสู้ได้เร็ว ทว่า คำทำนายสามประการนี้ไม่เป็นจริง หลังปี 1948 สากลที่ 4 และองค์กรสายทร็อตสกียังคงมีขนาดเล็กมาก ทั้งยังมีอิทธิพลน้อยมากในชนชั้นแรงงาน
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าทร็อตสกีเป็นนักปฏิวัติคนสำคัญและเป็นดั่งผู้นำทางปัญญาแก่นักสังคมนิยม เหมือนยักษ์ใหญ่ในสายการเมืองปฏิวัติ เขามีบทบาทโดดเด่นในการปฏิวัติเดือนตุลาคม 1917 เป็นผู้นำกองทัพแดง และแกนนำคอมมิวนิสต์สากลร่วมกับเลนิน เขาเข้าใจความสำคัญของการเป็นผู้กระทำในเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ซึ่งก็คือบทบาทของพรรคชนชั้นกรรมาชีพและแกนนำกรรมาชีพเอง อีกผลงานที่แสดงถึงความเฉียบแหลมของทร็อตสกี้คือการวิเคราะห์ลัทธิฟาสซิสต์ในเยอรมนี เขาได้เตือนถึงหายนะที่คุกคามไม่เพียงแต่ชนชั้นแรงงานเยอรมันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชนชั้นแรงงานสากล เขาได้เสนอแนวร่วมสามัคคีขององค์กรขบวนการแรงงานทั้งหมดให้เป็นวาระเร่งด่วน
การวิเคราะห์เหตุการณ์ในเยอรมนีของทร็อตสกี้นั้นยิ่งน่าประทับใจหากพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าผู้เขียนถูกตัดขาดจากสถานการณ์จริงในที่ห่างไกลพอควร อย่างไรก็ตาม เขาสามารถติดตามความพลิกผันในแต่ละวันได้ เมื่ออ่านงานเขียนของทร็อตสกี้ในช่วงปี 1930-33 ความเป็นรูปธรรมของงานเขียนเหล่านี้ทำให้รู้สึกชัดเจนว่าผู้เขียนน่าจะอาศัยอยู่ในเยอรมนี ซึ่งที่จริงเขาอยู่เกาะปรินคิโปในตุรกี
สากลที่ 4 เผชิญกับความผิดหวังอย่างไร
ในเมื่อคำทำนายของทร็อตสกีไม่เป็นความจริง องค์กรสายทร็อตสกีจึงเกิดปัญหาใหญ่ในการรับมือกับความผิดหวังใหญ่หลวง
ผู้นำคนสำคัญของสากลที่ 4 อย่าง เออร์เนสต์ แมนเดล เสนอว่า “ระบอบประชาธิปไตยประชาชนทั้งหมดนี้” กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกรวมทั้งยูโกสลาเวีย เป็นประเทศทุนนิยม พวกสายสตาลินไม่ได้ก่อให้เกิดการปฏิวัติในยุโรปตะวันออก แต่เป็นการปฏิวัติซ้อนโดยข้าราชการแดง และได้สร้าง “กลไกรัฐแบบชนชั้นนายทุน” ขึ้นมา
สองเดือนต่อมา เมื่อติโต้แตกหักกับสตาลิน สากลที่ 4 ก็ตีลังกากลับหลัง แถลงว่ายูโกสลาเวียคือรัฐกรรมาชีพและได้ออกจดหมายเปิดผนึกถึงพรรคคอมมิวนิสต์ยูโกสลาเวียให้ยืนหยัดบนเส้นทางสังคมนิยมปฏิวัติและโค่นล้มระบอบสตาลิน ในปีค.ศ. 1949 มิเชล ปาโบล เลขาธิการขององค์การสากลที่สี่เสนอว่า กลุ่มประเทศตะวันออกของรัสเซียเป็นรัฐกรรมกร และ “รัฐกรรมาชีพเสื่อมโทรม” เหล่านี้จะสามารถนำการปฏิวัติได้ เขาเขียนอีกในเดือนเมษายน 1954 ว่า ด้วยแรงกดดันจากจักรวรรดินิยมตะวันตก “ระบบราชการของโซเวียตก็เข้าข้างการปฏิวัติโลก” และปาโบลได้กลายมาเป็นผู้ปกป้องลัทธิสตาลิน ราวกับว่าระบอบข้าราชการแดงก้าวหน้ากว่าระบบทุนนิยม!
ผู้นำอีกคนที่เสนอไปในทางที่สุดลิ่มทิ่มประตูยิ่งกว่าคือ ฆวน โปซาดัส ทร็อตสกีอิสต์ชาวอาร์เจนตินา ด้วยการชำระบาปประเทศต่าง ๆ ให้เป็นรัฐของคนงาน ทั้งประเทศในยุโรปตะวันออก คิวบา จีน เวียดนามเหนือ เกาหลีเหนือ และมองโกเลียนอก (Outer Mongolia) ความพิสดารแท้คือการที่โปซาดาสกระตือรือร้นมองไปข้างหน้าสู่สงครามนิวเคลียร์ทั่วโลก เรียกร้องให้สหภาพโซเวียตโจมตีสหรัฐอเมริกาด้วยอาวุธนิวเคลียร์ มนุษยชาติครึ่งหนึ่งจะถูกกำจัด! แต่นั่นไม่สำคัญ: ประกันได้เลยว่าคอมมิวนิสต์จะได้รับชัยชนะ!
ในศตวรรษที่ 19 สังคมนิยมเพ้อฝันถูกแทนที่ด้วยสังคมนิยมวิทยาศาสตร์…แต่ตอนนี้ลัทธิมากซ์ถูกแทนที่ด้วยสังคมนิยม “ปาฏิหารย์”!
ในส่วนของคำทำนายของทร็อตสกีเกี่ยวความอ่อนแอของระบบทุนนิยมที่ผิดคาดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจหลังสงครามในความเป็นจริง การประชุมสากลที่สี่ในปี 1946 ได้ประกาศว่าระบบทุนนิยมจะไม่มีทางฟื้นตัวได้อีกด้วย ความเสียหายจากสงครามและการเติบโตจะอยู่ได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น หรือหากการปฏิวัติกรรมาชีพล้มเหลว ระบอบฟาสซิสต์จะกลับมาอีกครั้ง
ต่อมาในปี ค.ศ. 1947 แมนเดล ได้ข้อสรุปว่า 1.วิกฤตการณ์กินเวลานานกว่า รุนแรงกว่า และมีความซบเซานานกว่าช่วงฟื้นตัว 2.ตลาดโลกหยุดขยายตัวทั่วโลก ไม่มีความเจริญรุ่งเรืองในระดับโลกอีกต่อไป 3.ไม่มีการพัฒนาพลังการผลิตอีกต่อไป 4.ไม่มีการปรับปรุงมาตรฐานการครองชีพของคนงานอุตสาหกรรมให้ดีขึ้น
สิ่งที่แมนเดลสรุปมานี้ผิดกับความเป็นจริงของสภาพเศรษฐกิจที่กล่าวไปแล้วเบื้องต้น ซึ่งคลิฟฟ์สรุปว่าเพื่อทำความเข้าใจถึงการปฏิเสธของผู้นำสายทร็อตสกีในการเผชิญหน้ากับความเป็นจริง เราต้องเข้าใจว่าความเป็นจริงนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับพวกเขามากเพียงใด ทั้งทำลายความหวังอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขามี สำหรับชาวมาร์กซิสต์แล้ว กฎข้อแรกคือ หากต้องการเปลี่ยนแปลงความเป็นจริง ย่อมจำเป็นต้องทำความเข้าใจมัน ความสับสนวุ่นวายในขบวนการทร็อตสกี้ ความคดเคี้ยว การแตกแยก คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการไม่เข้าใจสถานการณ์จริง
ติดตามตอนต่อไป….

