ทำไมความเศร้าและความไม่เท่าเทียมทำให้เราหันขวาได้?

โดย เมืองไม้

Richard Seymour ได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจไว้ในบทนำของงาน Disaster Nationalism : The Downfall of Liberal Civilization (ชาตินิยมหายนะ : การล้มลงของอารยธรรมเสรีนิยม) ว่าภาพของหายนะกลายเป็นสิ่งที่น่าดึงดูดต่อพวกขวาจัดทางเลือกหรือพวกฟาสซิสต์ใหม่ เช่น การกลัวคนขาวสูญพันธ์ การเพิ่มขึ้นของคนอิสลาม อุดมการณ์เพศสภาพ หรือแม้แต่คอมมิวนิสต์ ทั้งหมดนี้เป็นหายนะหรือศัตรูที่ทำให้พวกขวาจัดลุกขึ้นมากบฏและจัดการ ในขณะเดียวกัน การเป็นศัตรูกับหายนะเหล่านี้มันกลายเป็นแฟนตาซีที่ไปด้วยดีกับรัฐ ทั้งพวกฝ่ายขวาและรัฐจึงต่างปกป้องไม่ให้แฟนตาซีนี้ถูกทำลายไป และพวกเขาก็รู้สึกมีอำนาจเหนือจากศักยภาพที่พวกเขามีซึ่งสามารถนำหายนะที่ย่ำแย่กว่ามามอบให้ได้

          การเมืองเช่นนี้ทำให้ผู้นำขวาจัดหลายคน อย่าง โมดี (อินเดีย) ทรัมป์ (อเมริกา) โอร์บาน (ฮังการี) ดูแตร์เต (ฟิลิปปินส์) โบลโซนาโร (บราซิล) ได้ครองตำแหน่งผู้นำประเทศไป นี่เป็นเพราะมีปัญหาบางอย่างแฝงอยู่ประวัติศาสตร์ตั้งยาวนานมาแล้ว ตั้งแต่การเข้ามาของมนุษย์เศรษฐกิจและการมองว่าความไม่เท่าเทียมทำให้คนแข่งขันกัน ทำให้เกิดสงครามและความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ กลายเป็นการโยนความผิดให้กับชาติอื่น ผู้ลี้ภัย และคนมุสลิม ความรุนแรงทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้นภายใต้ภูมิทัศน์แบบนี้นำไปสู่การขึ้นมาของผู้นำฝ่ายขวา และดำรงตำแหน่งยาวนานต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหา แต่ในท้ายที่สุดพวกชาตินิยมก็ใช้การสังหารหมู่ กองกำลังติดอาวุธและตำรวจขวาจัด และความรุนแรงทางทหาร เพื่อขับเคลื่อนความสำเร็จของตัวมันเอง มันนำไปสู่โอกาสที่จะทำลายกันเอง

          Seymour เรียกลักษณะชาตินิยมเหล่านี้ว่า “ชาตินิยมหายนะ” มันคือการโหนกระแสชาตินิยมที่หากินกับหายนะมากมายจนนำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งพวกนี้ยอมเจ็บตัวและเข้าเนื้อเพียงเพื่อแลกกับความสะใจจากการจัดการกับศัตรูของชาติ จนท้ายที่สุดนำไปสู่ความล่มจมหรือหายนะของโลกใบนี้ ซึ่งขยายไปได้ถึงชาตินิยมในลักษณะอื่น ๆ เช่น porno-nationalism (ชาตินิยมหนังโป๊) ถูกใช้โดย Dibyesh Anand เพื่ออธิบายการใช้ภาพแฟนตาซีของการร่วมเพศที่ชั่วร้ายในฐานะเครื่องมือทฤษฎีสมทบคิดของชาตินิยมฮินดูขวาจัดในอินเดียเพื่อกล่าวหามุสลิมว่าใช้เครื่องรางของขลังและมนต์ดำล่อลวงเด็กสาวฮินดูไปเพิ่มประชากรมุสลิม หรือที่เรียกว่า “ญิฮาดแห่งความรัก (love jihad)” ในแง่นี้มุสลิมจึงเป็นศัตรูที่เพี้ยน แปลก และล้นเกินทางเพศ ซึ่งส่งผลเสียต่อชาติฮินดูอินเดีย

​          จินตนาการนี้เองได้นำไปสู่เหตุฆาตกรรมโดยกลุ่มอาสาสมัคร และเป็นต้นเหตุของความรุนแรงระหว่างชุมชน เช่น เหตุจลาจลและข่มขืนหมู่ปี 2013 ในรัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย ซึ่งทำให้ประชาชนกว่า 50,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่และกลายเป็นผู้ลี้ภัย ภาพฝันหวาดระแวงที่มองว่าความเป็นชายของมุสลิมนั้นเป็นภัยนี้ มีเสียงสะท้อนในอีกหลายพื้นที่ของโลก เช่น แนวคิดยอดนิยมในยุโรปที่ว่าชายมุสลิมมีแนวโน้มสูงในการก่อตั้ง “แก๊งข่มขืน” หรือ “แก๊งหลอกล่อเด็กหญิง”  และว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการรุกรานชาติและประชาชนโดยรวม ในแง่นี้ การจำกัดชาวมุสลิมสำหรับฝ่ายขวาแล้วนั้นจึงเป็นการสัญญาภาพที่ดีขึ้นของสังคมอีกครั้ง แต่มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าการเมืองของฝ่ายขวานั้นน่าเบื่อ ไม่รุนแรง และมีอารยะ ในทางกลับกัน การเมืองของฝ่ายขวาเกิดขึ้นท่ามกลางอารมณ์ที่ผันผวนซึ่งถูกฝ่ายขวาฉวยโอกาสสร้างความหน้าตื่นเต้นและมีพลังให้กับขบวนการของตัวเองในฐานะทางออกจากโลกที่หมองหม่น จากจุดนี้เราจึงต้องกลับไปตั้งคำถามกับ ‘ชาตินิยมหายนะ’ ว่ามันก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร และในบริบทไหน

​          Seymour วิเคราะห์ไว้ว่า ชาตินิยมหายนะให้อารมณ์รื่นเริงกับเรา มันสัญญาถึง “วันดี ๆ ที่รอเราอยู่ข้างหน้า” อย่างที่พวกชาตินิยมฮินดูมักพูด ดังนั้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ชาตินิยมหายนะสร้างคือความมั่นใจ (เทียม) มันเป็นขบวนการที่สร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจให้ตัวเอง แต่ในขณะที่ความเป็นจริงแล้วลึก ๆ พวกเขาก็ต่างเศร้าโศก รู้สึกผิด โทษตัวเอง และหมดสิ้นหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมและตนเอง

​          มันมีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ถึงความทุกข์ใจของผู้คน เราจะเห็นได้จากแบบสำรวจความสุขที่แสดงถึงกราฟความพึงพอใจในชีวิตของผู้คนที่กำลังตกต่ำ, ข้อมูลจากสมาคมจิตแพทย์ที่แสดงโรคซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้นเมื่อความไม่เท่าเทียมในโลกเพิ่มขึ้น, อายุขัยเฉลี่ยลดลงโดยที่จำนวน ‘ความตายจากความสิ้นหวัง (จากเหล้า ยา หรือฆ่าตัวตาย)’ เพิ่มมากขึ้น, ดัชนีที่ชี้ว่าชีวิตทางสังคมกำลังเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและความเกรี้ยวกราดที่เพิ่มมากขึ้น, ข้อมูลการวินิจฉัยที่แสดงความแพร่หลายของอาการป่วยทางจิต, งานวิจัยที่เปิดเผยว่ายิ่งเป็นคนเจนเนอเรชั่นใหม่มากขึ้นก็จะเข้ากับคนได้น้อยลงและโดดเดี่ยวมากขึ้น, ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่แสดงถึงโอกาสในชีวิตและสถานภาพทางสังคมที่ต่ำลง เรากำลังอยู่ภายใต้ ‘โลกที่หนาวเหน็บ ปราศจากทั้งความอบอุ่นและความการปลอบประโลม’ ตั้งแต่ Covid-19 โรคซึมเศร้าก็กลายเป็นโรคระบาดใหญ่ที่เป็นโรคประจำถิ่นในส่วนใหญ่ของโลกนี้ไปแล้ว องค์การอนามัยโลก ประกาศในปี 2017 ว่าความแพร่หลายในระดับโลกของโรคซึมเศร้าที่ต้องพึ่งการรักษานั้นเพิ่มขึ้น 18% ระหว่างปี 2005 กับ 2015 อาการซึมเศร้าได้กลายเป็นสาเหตุหลักของ “ความไร้สมรรถภาพของมนุษย์” ซึ่งเป็นปัญหาในระดับโลก

​          สิ่งที่ชัดเจนที่สุดสำหรับ Seymour ก็คือในขณะที่เรามีความสุขน้อยลง ความไม่เท่าเทียมก็เพิ่มมากขึ้น ซึ่งนี่เป็นผลของเสรีนิยมใหม่ ระบบนี้ได้เข้าควบคุมรัฐและสถาปนาอำนาจอธิปไตยของตลาดและนักลงทุน พวกเขาต้องการใช้นโยบายรัฐเพื่อปรับเปลี่ยนความเป็นมนุษย์ โดยทำให้มนุษย์เลิกเชื่อในความเท่าเทียมและภราดรภาพซึ่งเป็นแนวคิดที่ผิดพลาดและล้าหลัง  และต้องทำให้พวกเราคุ้นชินกับกฎเกณฑ์ของการแข่งขันซึ่งเป็นสิ่งที่สากล: ‘เพื่อที่จะเปลี่ยนจิตวิญญาณนั้น’ อย่างที่ มากาเร็ต แธชเชอร์ กล่าว สิ่งที่เรียกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม การดูแลกัน และสังคมได้อันตรธานหายไป และถูกแทนที่ด้วยปัจเจกแต่ละคนที่มุ่งตามหาผลประโยชน์ส่วนตัวซึ่งเป็นเพียงผู้แข่งขันจำนวนมากภายในรัฐ แต่สิ่งที่ปรากฏชัดเจนที่สุดคือ ‘การแข่งขัน’ นี่แหละคือสิ่งที่บีบให้เราทำความเข้าใจตนเองผ่านการเปรียบเทียบกับผู้อื่น และทำให้ราบ้าคลั่งกระวนกระวายอยู่กับการเปรียบเทียบสถานะ นี่จึงไม่แปลกที่ความตายจากโซเชียลมีเดียจึงเพิ่มขึ้นสูงเกิดขึ้นภายใต้การดำเนินไปของเสรีนิยมใหม่ เพียงแค่ชั่วขณะหนึ่งของการเปรียบเทียบเขาก็ได้เปลี่ยนจาก ‘ใครบางคน’ ไปสู่ ‘ไม่มีใครเลย’

          แม้ว่าพวกเสรีนิยมใหม่จะบอกกับเราว่า ‘จงไปดูแลตัวเองและพัฒนาทุนทางปัญญาของคุณซะ’ แต่นั่นมีแต่จะทำให้การดูแลตัวเองกลายเป็นการทำร้ายตัวเอง การถูกบอกให้เข้มแข็ง จงท้าทายความคิดเชิงลบ และยิ้มเข้าไว้ มีแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง และนำไปสู่ ‘การลดลงของแรงปรารถนาและสมรรถภาพ’ โดยเฉพาะ ในรูปแบบของการรักษาตนเองที่คนยากไร้ส่วนใหญ่ชอบ อย่าง การติดยาฝิ่น การใช้ความรุนแรง การดื่มเหล้า ดังนั้น การรักษาตนเองแบบเสรีนิยมใหม่ก็คือการฆ่าตัวตายอย่างช้า

          Seymour แย้งว่า ‘ชาตินิยมหายนะ’ เสนอวิธีการรักษาแบบอื่น มุสโสโลนี่ วิจารณ์ว่าความสุขไม่ใช่ความเป็นอยู่ที่ดีที่แท้จริง มันคือการหยามมนุษย์ให้ต่ำลงเหลือแค่สถานะเดียวกับสัตว์ รูปแบบการฟื้นฟูจิตวิญญาณที่กลุ่มขวาจัดนิยมคือ ‘การผจญภัยในสงคราม’ โดยมีผู้คนนับล้านร่วมกันเดินขบวนไปสู่การเผชิญหน้าอย่างมีชีวิตชีวากับหายนะที่พวกเขาสามารถฆ่าได้ โดยรู้สึกตื่นเต้นและถูกกระตุ้นเร้าด้วยโอกาสที่จะต้องเสียชีวิต ‘แม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตบนโลกก็ตาม ก็ยังมีความสำคัญมากกว่าการดำรงชีวิตอย่างยาวนานที่ต้องจมอยู่กับความซ้ำซากจำเจในเมืองใหญ่ ๆ เป็นอย่างมาก’ ชาตินิยมก็ยังใช้ประโยชน์จากความไม่มั่นคง ความอัปยศอดสู และความทุกข์ยากของผู้คนจากทุกชนชั้น เพื่อปฏิวัติอารยธรรมเสรีนิยมที่มีบรรทัดฐานพหุนิยมและประชาธิปไตย ชาตินิยมหายนะเป็นยาช่วยบรรเทา ไม่ใช่แค่ผ่านการแก้แค้น แต่ยังเป็นการรีเซ็ตด้วยความรุนแรงในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งคืนการปลอบโยนใจแบบดั้งเดิมของการมีครอบครัว เชื้อชาติ ศาสนา และความเป็นชาติ รวมถึงโอกาสที่จะทำให้ผู้อื่นอับอาย โดยเป้าหมายคือการฟื้นคืนชีวิต ด้วยการใช้ความรุนแรง การกดขี่ และความตายอย่างทรงพลัง

          Seymour สรุปได้อย่างคมคายว่าวิธีการรักษาแบบนี้มันทรงพลังกว่าอุตสาหกรรมความสุข และให้อะไรบางอย่างที่จะร้องไห้กับมันได้ ในขณะที่การบำบัดและการติดยามันไม่มีอะไรที่จะไปร้องไห้ด้วย ชาตินิยมหายนะเชื่อมโยงความกังวลที่แพร่หลายอยู่แล้วให้เข้ากับวัตถุที่ทำให้เกิดความกลัว อย่างมุสลิม คอมมิวนิสต์ ยิวและอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นภูตผีปีศาจในหัวของพวกเขา โลกนี้ได้กลายเป็นโลกที่รายล้อมไปด้วยศัตรู ซึ่งต้องโจมตีมัน มันกระตุ้นความวิตกกังวล แต่เพียงชั่วขณะก็บรรเทาลงด้วยความมั่นใจและความรู้สึกเกลียดชังร่วมกัน การเกร็งและคลายกล้ามเนื้อร่วมกันและการที่ฮอร์โมนหลั่งเมื่อมารวมกันเป็นกลุ่มก็มีผลเป็นยาต้านอาการซึมเศร้าแล้ว เพียงแค่พวกเขาทำ ‘การกระทำอันบ้าคลั่งอันมืดบอดที่สุดเพื่อบรรลุความปรารถนาอันสูงสุดที่ทรงอำนาจสูงสุด’ เขาก็จะมีความเคารพต่อตัวเอง มันให้พลังความแข็งแกร่ง กลุ่มผู้คนนี้เชื่อมร้อยเข้ากันด้วยความกังวลและความโหดร้ายที่เพิ่มขวัญกำลังใจ แต่ความรุนแรงไม่ว่าจะมากเพียงใดก็ไม่สามารถระงับความวิตกกังวลได้ เช่นเดียวกันกับการฆ่าแมงมุมไม่ว่าจะมากเพียงใดก็ไม่สามารถรักษาโรคกลัวแมงมุมได้ เพราะแมงมุมไม่ใช่แหล่งที่มาของความกลัวที่แท้จริง ยิ่งศัตรูถูกบดขยี้มากเท่าไร ก็ยิ่งดูเหมือนว่าจะแก้ไขได้น้อยลงเท่านั้น และยิ่งหมดหนทางเมื่อคน ๆ หนึ่งเผชิญกับความวิตกกังวล

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ