โดย พัชณีย์ คำหนัก
องค์กรสังคมนิยมแรงงานเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของรัฐอิสราเอลที่กระทำกับชาวปาเลสไตน์อย่างเหี้ยมโหดมาตลอดสองปี ล่าสุดพวกเรากับแนวร่วมกลุ่มอื่นๆ เช่น PSC Thailand จัดชุมนุมแสดงความไม่พอใจอย่างยิ่งที่กองกำลังอิสราเอลสังหารนักข่าวอัลจาซีรา เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา หน้าหอศิลป์ กรุงเทพฯ อีกทั้ง พวกเราได้พูดคุยถึงข้อเสนอสำคัญๆ กับประธานสภาผู้แทนฯ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา และทีมที่ปรึกษาเมื่อวันที่ 20 ส.ค. 68 ที่รัฐสภา อีกทั้งหาแนวทางที่จะยื่นข้อเรียกร้องต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ตระหนักถึงความสำคัญของการหาทางยุติปัญหา
แนวร่วมสมานฉันท์ชาวปาเลสไตน์ นักสิทธิมนุษยชน รวมทั้งชาวสังคมนิยมอยากจะสื่อสารไปยัง ส.ส.ผู้รักความเป็นธรรมให้ตระหนักถึงการแสดงจุดยืนของรัฐไทยที่จะต้องยืนอยู่เคียงข้างผู้ถูกกระทำย่ำยี ปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรม โดยไม่สังฆกรรมกับรัฐอิสราเอล ที่ประหัตประหารคนธรรมดาเพื่อแย่งยึดผืนดินที่เคยอยู่ร่วมกันของชาวปาเลสไตน์ไปเป็นของตัวเองและตั้งถิ่นฐานใหม่บนซากศพผู้อื่น ถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เพราะนับตั้งแต่ตุลาคม 2566 การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปาเลสไตน์ดำเนินมา 683 วัน คร่าชีวิตพลเรือนไปกว่า 61,897 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้หญิง บ้านเรือน โรงเรียน มัสยิด และศูนย์ศิลปวัฒนธรรมถูกทำลาย รัฐอิสราเอลยังปิดล้อมความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การกระทำดังกล่าวถูกประณามทั่วโลก และ ICC ได้ออกหมายจับผู้นำอิสราเอลในข้อหาอาชญากรรมสงคราม แม้ไทยจะเรียกร้องให้มีการหยุดยิง แต่ยังไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรม ไทยยังส่งแรงงานไปอิสราเอล รักษาความสัมพันธ์ทางทหาร และอนุญาตให้ทหารอิสราเอลที่ก่ออาชญากรรมเข้ามาพักผ่อนในไทย การนิ่งเฉยนี้เท่ากับยืนอยู่ข้างรัฐก่อการร้ายและเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยต่อคนไทยทุกคน
พวกเราอยากเรียกร้องให้รัฐสภาตรวจสอบนโยบายความสัมพันธ์ของไทยกับอิสราเอล และบทบาทของไทยต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide) การกวาดล้างชาติพันธุ์ (ethnic cleansing) อาชญากรรมสงคราม (war crimes) อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (crime against humanity) และนโยบายแบ่งแยกเชื้อชาติ (apartheid) ในปาเลสไตน์ด้วย ข้อเรียกร้องหลัก 4 ประการ และเหตุผลประกอบโดยสรุป มีดังนี้
1. ระงับการส่งแรงงานไทยไปอิสราเอลและจัดหางานทางเลือกที่ปลอดภัย
เศรษฐกิจอิสราเอลพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะแรงงานไทยที่เข้ามาทดแทนแรงงานชาวปาเลสไตน์ เพื่อสนับสนุนระบบแบ่งแยกสีผิว (apartheid) แรงงานไทยส่วนใหญ่ทำงานในภาคเกษตรกรรมใกล้ชายแดนอิสราเอล–ปาเลสไตน์ จึงตกอยู่ในความเสี่ยงสูงจากความขัดแย้ง เหตุการณ์ล่าสุดในตุลาคม 2566 ไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้มีกรณีความขัดแย้งในปี 2547, 2553, 2557 และ 2564 ส่งผลให้แรงงานไทยเสียชีวิตหลายราย นอกจากนี้ แรงงานไทยยังถูกละเมิดสิทธิอย่างเป็นระบบ ทั้งค่าจ้างต่ำกว่ากฎหมายกำหนด ถูกบังคับทำงานเกินชั่วโมง ทำงานในสภาพไม่ปลอดภัย และไม่มีสิทธิเปลี่ยนนายจ้าง ซึ่งบางกรณีเข้าข่ายแรงงานบังคับ (รายงาน Human Rights Watch 2015) แม้มีหลักฐานชัดเจนว่ารัฐบาลอิสราเอลละเลยการคุ้มครอง แต่รัฐบาลไทยกลับมีรายงานเจรจาเพิ่มโควตาส่งแรงงานไปอิสราเอล จึงควรระงับการส่งแรงงานและจัดหางานทางเลือกที่ปลอดภัยและมีสภาพการจ้างที่เป็นธรรม
2. ยุติการค้าขายอาวุธและข้อตกลงยุทโธปกรณ์กับอิสราเอล
ไทยนำเข้าอาวุธและยุทโธปกรณ์จากอิสราเอลต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2516 และอยู่ในกลุ่มลูกค้าหลักของอิสราเอลตลอด 2543–2563 ซึ่งแสดงว่าผู้เสียภาษีไทยสนับสนุนอุตสาหกรรมอาวุธที่ทดสอบกับพลเรือนและเด็กปาเลสไตน์ นอกจากนี้ ไทยยังนำเทคโนโลยีสอดแนม เช่น Pegasus Spyware มาใช้ในการควบคุมประชาชน โดยเฉพาะนักกิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 2563–2564 การนำเข้าอาวุธและเทคโนโลยีดังกล่าวสนับสนุนรัฐที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงควรยุติทันที
3. ตรวจสอบนักท่องเที่ยวและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกองทัพอิสราเอล
มูลนิธิ Hind Rajab ประเมินว่ามีทหารอิสราเอลกว่า 20,000 รายที่กระทำอาชญากรรมสงครามในกาซา โดยมีไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม มีกรณีเปิดเผยแล้วอย่างน้อย 2 ราย ได้แก่ Guy Azran และ Lidor Kandalker ซึ่งถูกฟ้องในศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ข้อหาอาชญากรรมสงคราม เช่น จับพลเรือนเป็นตัวประกัน ใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ยิงถล่มบ้านโดยไม่เลือกเป้าหมาย วางเพลิงเผาทรัพย์ และโอ้อวดความรุนแรง แต่ยังสามารถเข้ามาในไทยโดยไม่ต้องตรวจสอบ รัฐบาลไทยควรจัดมาตรการป้องกันไม่ให้ไทยเป็นแหล่งหลบภัยอาชญากรสงคราม สนับสนุนการดำเนินคดีตาม Rome Statute และสร้างความมั่นใจให้ชุมชนท้องถิ่นว่าผู้มาเยือนไม่ใช่อาชญากรสงคราม
4. ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล
หลายประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ จอร์แดน ตุรกี ชิลี โคลอมเบีย ชาด ฮอนดูรัส บาห์เรน และโบลิเวีย ได้เรียกเอกอัครราชทูตกลับและตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล เนื่องจากอาชญากรรมต่อประชาชนชาวปาเลสไตน์ ไทยควรประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐก่อการร้ายอิสราเอลทันที โดยเฉพาะในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพื่อยืนยันความเป็นผู้นำด้านสิทธิมนุษยชน และเสนอให้รัฐสภาตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อตรวจสอบความรับผิดชอบของไทยตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
ดังนั้น ประเทศไทยในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติต้องแสดงความเป็นผู้นำด้านสิทธิมนุษยชน โดยดำเนินมาตรการตามข้อเรียกร้องทั้ง 4 ประการอย่างเร่งด่วน และแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความรับผิดชอบของไทยภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศด้วย

