ประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา : สงครามโลกครั้งที่สอง สงครามเย็น

โดย กองบรรณาธิการ

จากหนังสือ “ประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ฉบับประชาชน” (A People’s History of the United States) โดย เฮาวาร์ด ซิน (Howard Zinn)

เฮาวาร์ด ซิน (Howard Zinn) นักประวัติศาสตร์สังคมนิยมจากอเมริกา อธิบายว่าสงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามเย็นที่ตามมา เป็นสงครามเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนสหรัฐ และมีความสำคัญทั้งภายในและภายนอกประเทศ และทั้งๆ ที่สงครามโลกถูกเสนอโดยชนชั้นปกครองว่าเป็น “สงครามเพื่อเสรีภาพ” แต่สภาพความเป็นอยู่ของคนผิวดำภายในสหรัฐเองไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างใด

*************************************************

               ถึงแม้ว่าชนชั้นปกครองสหรัฐจะประโคมข่าวว่า ต้องทำสงครามกับเยอรมันและญี่ปุ่น เพื่อปกป้องประชาธิปไตย ที่เผชิญหน้ากับระบบเผด็จการฟาสซิสต์ และลัทธิเหยียดเชื้อชาติของพวกนาซี แต่ภายในสหรัฐเองมีการเหยียดสีผิวอย่างเป็นระบบ ภายในกองทัพสหรัฐ มีการแยกทหารผิวขาวออกจากทหารผิวดำ แม้แต่การบริจาคโลหิต ซึ่งจัดการโดยองค์กรกาชาด ก็กระทำไปภายใต้นโยบายเหยียดสีผิว และเรื่องนี้เป็นเรื่องตลกร้ายเพราะแพทย์ที่พัฒนาคลังโลหิตในสหรัฐเป็นคนผิวดำ เขาถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการองค์กรรับบริจาคเลือด เมื่อเขาพยายามจะยกเลิกการแยกเลือดคนผิวขาวออกจากคนผิวดำ นอกจากนี้ตลอดสงคราม คนเชื้อสายญี่ปุ่นในสหรัฐกลายเป็นเหยื่อความคับแคบ และถูกกวาดต้อนเข้าคุกทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิด

               ตลอดเวลาที่สหรัฐทำสงคราม มีการวางแผนเพื่อให้กลุ่มทุนใหญ่ของประเทศใช้นโยบาย “ตลาดเสรี” หลังสงครามสิ้นสุดลง เพื่อยึดตลาดสำคัญๆ ทั่วโลก นอกจากนี้ในช่วงสงครามมีการตั้งกองทุน “ไอเอ็มเอฟ” และ”ธนาคารฟื้นฟูและพัฒนาระหว่างประเทศ” (ธนาคารโลก) ภายใต้อำนาจของสหรัฐ โดยได้รับการร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากอังกฤษ

               การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลงบนเมือง ฮิโรชีมา และนากาซากิ เป็นความพยายามที่จะเอาชนะญี่ปุ่นโดยไม่มีเงื่อนไขก่อนที่รัสเซียจะเปิดศึกกับญี่ปุ่น การกระทำอันป่าเถื่อนนี้ ทำไปในในสถานการณ์ที่ญี่ปุ่นพร้อมจะยอมแพ้แล้ว ในเมืองฮิโรชีมาพลเรือนญี่ปุ่นตายไปแสนกว่าคน ที่นากาซากิ มีการทิ้งระเบิดพลูโทเนียม ซึ่งต่างจากระเบิดยูเรเนียมที่ฮิโรชีมา ซึ่งชวนให้คิดว่าเป็นการ “ทดลอง” บนซากศพพลเรือนญี่ปุ่น

               ในไม่ช้าแนวร่วมของพันธมิตรที่เคยรบกับเยอรมันและญี่ปุ่น ก็เริ่มขัดแย้งกันอย่างหนัก เกิดสองขั้วมหาอำนาจคู่แข่ง อเมริกา กับรัสเซีย ซึ่งนำไปสู่การปลุกผีเพื่อต้านคอมมิวนิสต์ และการเร่งสะสมอาวุธ

               การเร่งผลิตอาวุธในสหรัฐ มีผลในการกระตุ้นให้เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกขยายตัวอย่างรวดเร็ว และนอกจากจะเป็นวิธีเพิ่มกำไรมหาศาลให้กับกลุ่มทุนใหญ่แล้ว ยังทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจของคนงานธรรมดาและเกษตรกรในสหรัฐดีขึ้นอีกด้วย พร้อมกันนั้นการสร้างบรรยากาศเกลียดชังคอมมิวนิสต์ กลายเป็นโอกาสที่จะปราบปรามและทำลายฝ่ายซ้ายในสหภาพแรงงานและในสังคมโดยทั่วไป สรุปแล้วนอกจากสงครามเย็นจะเป็นการแข่งขันกับรัสเซียในเวทีนานาชาติแล้ว ยังเป็นวิธีการในการควบคุมพลเมืองสหรัฐให้จงรักภักดีต่อระบบทุนนิยมอเมริกาอีกด้วย

               ในปี 1947 มีการประกาศใช้ “คำสั่งบริหาร 9835” เพื่อสืบสวนข้าราชการและลูกจ้างฝ่ายรัฐที่ “ไม่จงรักภักดีต่อประเทศชาติ” มีการสืบสวนพนักงาน 6 ล้านคน และมีการปลดพนักงาน “ฝ่ายซ้าย” ออกจากตำแหน่ง 500 คน ในบรรยากาศแบบนี้สมาชิกวุฒิสภาขวาสุดขั้วชื่อ โจ แมคาร์ธี้ (Jo McCarthy) กลายเป็นนักล่าแม่มดตัวหลักในการป้ายร้ายชาวบ้านว่าเป็นคอมมิวนิสต์ นักการเมืองกระแสหลักเกือบทุกคนสนับสนุนหรือเงียบเฉยต่อการล่าแม่มดครั้งนี้ รวมถึงวุฒิสมาชิกคนหนึ่งชื่อ จอห์น เอฟ เคนาดี้ (John F. Kennedy) ซึ่งในภายหลัง เมื่อขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีในปี 1960 มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มงบประมาณทหารและขยายสงครามในเวียดนาม

               ในยุคหลังสงครามโลก ประธานาธิบดี ทรูแมน (Truman) จากพรรคเดโมแครดพยายามสร้างความสามัคคีระหว่าง พวกเสรีนิยมอ่อนกับพวกอนุรักษ์นิยมจัด โดยการใช้นโยบายก้าวร้าวในการเมืองระหว่างประเทศพร้อมกับการเพิ่มสวัสดิการภายในสังคมอเมริกา การเปิดศึกในแหลมเกาหลีเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายนี้ ยุคนี้เป็นยุคที่สหรัฐใช้ทหารหรือองค์กร ซีไอเอ แทรกแซงการเมืองของประเทศอื่นในลาตินอเมริกาและในเอเชียอย่างต่อเนื่อง

               อย่างไรก็ตาม ความก้าวร้าวของรัฐบาลสหรัฐ ถูกท้าทายอย่างหนักในกรณีสงครามเวียดนาม เพราะในที่สุดมหาอำนาจที่มีกองทัพและเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก แพ้ขบวนการกู้ชาติในประเทศโลกที่สาม สาเหตุสำคัญคือการเมือง ทหารปลดแอกเวียดนามเข้าใจว่าตนเองรบเพื่อปลดแอกประเทศของตนเอง ในขณะที่ทหารสหรัฐมองว่าถูกหลอกใช้ไปรบ เพราะคำโกหกเรื่องการไป “สร้างประชาธิปไตย” หายไปทันทีที่เขาลงพื้นที่ในเวียดนามและพบว่าประชาชนเกลียดชังทหารจากต่างชาติ ความกล้าหาญของทหารเวียดนามบวกกับความไม่พอใจในกลุ่มนักศึกษาและทหารสหรัฐ ทำให้สหรัฐต้องถอนทหารออกไปในที่สุด และประวัติศาสตร์ช่วงนี้เปิดโปงการคอร์รับชั่นและคำโกหกของชนชั้นปกครองสหรัฐอย่างถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงกลาโหม ซีไอเอ หรือประธานาธิบดี นิคสัน (Nixon) ที่ต้องลาออกจากตำแหน่งท่ามกลางความอื้อฉาว

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ