สงครามรุกรานกับสงครามประชาชน: บทเรียนจากประวัติศาสตร์

โดย  ทาเคโอะ  ยูกิ

วันที่ 6 สิงหาคม 1945 โลกได้จารึกการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ เมื่อสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูลงที่ ฮิโรชิมา ทำให้เมืองทั้งเมืองแทบสูญสิ้นภายในพริบตา ผู้คนกว่าหนึ่งแสนชีวิตดับสิ้นในทันที และอีกจำนวนมากพิการบาดเจ็บป่วยเรื้อรังจากรังสี สิ่งนี้ไม่เพียงยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ในฝั่งญี่ปุ่น-อินโดจีน แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงโศกนาฏกรรมของ สงครามรุกราน ที่ก่อให้เกิดการทำลายล้างมหาศาลต่อชีวิตผู้บริสุทธิ์

               ในประเทศไทย วันที่ 7 สิงหาคม 2508​ ก็มีความหมายทางประวัติศาสตร์เช่นกัน เป็นวันที่เรียกว่า “วันเสียงปืนแตก”วันที่กองทัพปลดแอกของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เริ่มใช้อาวุธต่อสู้กับอำนาจรัฐ ด้วยสงครามจรยุทธ์ในเขตชนบทป่าเขา การต่อสู้นี้เกิดจากการกดปราบประชาชน​ของรัฐบาลเผด็จการ

               เหตุการณ์ทั้งสองแม้จะเกิดในบริบทและช่วงเวลาต่างกัน แต่ต่างเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามว่าสงครามแบบไหนเกิดจากการรุกราน และสงครามแบบไหนเกิดจากประชาชนลุกขึ้นปกป้องสิทธิของตนเอง? 

1. ความหมายและลักษณะของสงครามรุกราน

               สงครามรุกราน คือ การใช้กำลังทหารบุกโจมตีผู้อื่นเพื่อขยายอำนาจ แสวงหาทรัพยากร หรือยึดครองดินแดน โดยไม่คำนึงถึงความชอบธรรมของการกระทำ เช่น ญี่ปุ่นรุกรานจีน (1937) และยึดครองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้​ในสงครามโลกครั้งที่2 ,เยอรมนีภายใต้ฮิตเลอร์บุกโปแลนด์ ฝรั่งเศส และรัฐต่าง ๆ ในยุโรป​  เข่นฆ่าชาวยิว,การทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ แม้จะอ้างเพื่อยุติสงคราม แต่เป็นการทำลายล้างพลเรือนจำนวนมาก

               สำคัญของสงครามรุกรานคือ การใช้อำนาจและความรุนแรงเพื่อผลประโยชน์ฝ่ายตนทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องรับเคราะห์ และก่อผลเสียหายทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตใจอย่างยาวนาน

2. ความหมายและลักษณะของสงครามประชาชน

               สงครามประชาชน คือ การที่ประชาชนลุกขึ้นต่อสู้ด้วยอาวุธเพื่อต่อต้านการกดขี่​ ขูดรีดหรือการปกครองที่ไม่เป็นธรรม โดยมีฐานสนับสนุนจากมวลชนจำนวนมาก ตัวอย่างที่ชัดในไทยคือสงครามปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (1965–1980s) ใช้ยุทธวิธีสงครามจรยุทธ์​ ตั้งเขตจรยุทธและฐานที่มั่นในชนบท  ด้วยแรงจูงใจเกิดจากความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย การขาดสิทธิทางการเมือง และการปราบปราม  จับกุมคุมขังฝ่ายเห็นต่างอย่างรุนแรง

               สงครามประชาชนจึงไม่ใช่การรุกราน แต่เป็น การป้องกันตนเองของประชาชนต่ออำนาจรัฐที่ถูกมองว่าไม่ชอบธรรม เป้าหมายเพื่อสร้างระเบียบสังคมและการเมืองแบบใหม่ให้ประชาชนมีสิทธิเท่าเทียม

3. บทเรียนจากสงครามโลกครั้งที่ 2

ภัยของลัทธิขยายอำนาจ: การรุกรานเพียงครั้งเดียวสามารถลุกลามเป็นสงครามโลก

พลเรือนคือผู้เสียหายหลัก: เหตุการณ์ฮิโรชิมา-นางาซากิแสดงให้เห็นว่าพลเรือนมักรับเคราะห์จากการตัดสินใจของผู้นำ​ ยิ่งเทคโนโลยีการรบยิ่งก้าวหน้า ความสูญเสียยิ่งมหาศาล: อาวุธนิวเคลียร์เป็นตัวอย่างชัดเจน

               ความร่วมมือระหว่างประเทศสำคัญต่อการป้องกันสงครามจริงหรือ? อย่างองค์การสหประชาชาติ ถูกก่อตั้งขึ้นหลังสงคราม​โลกครั้งที่2​ มีประเทศมหาอำนาจครอบงำ​ คงสภาพเป็นเสือกระดาษและไม่อาจระงับสงครามที่มหาอำนาจเป็นผู้รุกรานได้

4. บทเรียนจากสงครามปฏิวัติของ พคท.

               ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นเชื้อเพลิงสำคัญของความขัดแย้ง: เมื่อรัฐไม่แก้ปัญหา​เสรีภาพ ความไม่เท่าเทียม​  กดปราบประชาชน เปิดทางให้ขบวนการติดอาวุธเกิดขึ้น เหตุการณ์ความรุนแรงของรัฐไทยต่อประชาชน เช่น “ถีบลงเขา เผาลงถังแดง” ในภาคใต้ ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐและกองกำลังฝ่ายขวาใช้เป็นวิธีการปราบปรามผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับคอมมิวนิสต์ ด้วยการทรมานและสังหารอย่างโหดร้ายไร้ศีลธรรม หรือเหตุการณ์ สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มฝ่ายขวาใช้อาวุธสงครามสังหารนักศึกษาและประชาชนจำนวนมากเพียงเพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เหตุการณ์เหล่านี้ตอกย้ำให้ประชาชนบางส่วนเชื่อว่ารัฐใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องอำนาจชนชั้นนำ มากกว่าจะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

               การปราบปรามที่โหดร้ายเช่นนี้ไม่ได้ทำให้ขบวนการคอมมิวนิสต์อ่อนกำลังลงในทันที แต่กลับทำให้มีผู้หลบหนีเข้าป่าไปร่วมกับ พคท. มากขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 2510–ต้น 2520  การต่อสู้ของ พคท. ดำเนินยาวนานกว่าสองทศวรรษ  เมื่อรัฐไทยใช้การเมืองนำการทหาร​: บริบทโลกและนโยบายปรองดองของรัฐไทยในยุค 2520–2530 เป็นผลให้การต่อสู้ด้วยอาวุธค่อย ๆ ยุติลง

5. บทสรุปยังมาไม่ถึง

สงครามรุกรานและสงครามประชาชนต่างกันทั้งในจุดเริ่มต้น เจตนา และความชอบธรรม

สงครามรุกราน คือการใช้กำลังเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ตน ละเมิดสิทธิของผู้อื่น

สงครามประชาชน คือการลุกขึ้นปกป้องสิทธิของตนและชุมชนจากการกดขี่ทางชนชั้น

               บทเรียนจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เตือนให้เราเห็นโทษของการรุกรานและอาวุธทำลายล้าง ขณะที่บทเรียนจากสงครามปฏิวัติของ พคท. สอนว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำและการขาดสิทธิทางการเมืองสามารถผลักดันให้ประชาชนเลือกหนทางอาวุธได้ การสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเปิดพื้นที่ให้ความเห็นต่างจึงเป็นวิธีป้องกันสงครามได้ระดับหนึ่ง

สงครามประชาชน ≠ สงครามชนชั้น

               แม้ “สงครามประชาชน” ในสายสตาลิน–เหมา จะอ้างว่าเป็นการล้มระบบกดขี่ แต่แท้จริงแล้วคือ สงครามชาตินิยม หรือ สงครามประชาชาติ ที่นำไปสู่การสร้าง รัฐทุนนิยมในกำกับของพรรคคอมมิวนิสต์ หรือ ทุนนิยมโดยรัฐ มิใช่การล้มล้างระบบชนชั้นตามแนวทางมาร์กซิสต์ สงครามรูปแบบนี้อาศัยพลังจากชาวนาและชนชั้นกลาง ผ่านแนวร่วมหลากชนชั้น เพื่อโค่นศักดินาหรือเจ้าอาณานิคม แต่ไม่ได้โค่นระบบทุนนิยม หากเพียงเปลี่ยนผู้ปกครองจากนายทุนเอกชนมาเป็น “ข้าราชการแดง” ซึ่งสถาปนาตนเองเป็นชนชั้นปกครองใหม่ ในนาม “ประชาชาติประชาธิปไตย”

               ในทางตรงกันข้าม “สงครามชนชั้น” ตามแนวของมาร์กซ์และทรอตสกี้ คือ การต่อสู้โดยตรงของกรรมาชีพกับชนชั้นนายทุน เพื่อล้มรัฐทุนนิยมโดยสิ้นเชิง และสถาปนาอำนาจกรรมาชีพผ่านสภาคนงาน เป้าหมายไม่ใช่แค่ทุนนิยมโดยรัฐ แต่คือการเข้าสู่สังคมนิยมที่แท้จริง ซึ่งตรงข้ามกับระบอบขุนนางแดงในจีน เวียดนาม หรือลาวในปัจจุบัน

               ดังนั้น สงครามชนชั้นต้องมาแทนที่สงครามประชาชน หากเป้าหมายคือการล้มล้างระบบชนชั้นอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนมือผู้ปกครองจากหนึ่งสู่อีกหนึ่งเท่านั้น

               สงครามปฏิวัติที่จะได้ชัยชนะจะต้องมี “พรรคที่ปฏิวัติ”  มีทฤษฎีชี้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก และต้องมาจากมวลชน จากล่างสู่บน ไม่ใช่การปฏิวัติแบบท่านให้อย่างที่ผ่านมาในอดีต และชาวสังคมนิยมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันต่างเข้าใจดีว่า สงครามย่อมไม่อาจถูกทำลายไปได้นอกเสียจากว่าจะทำลายชนชั้นและสร้างสรรค์ระบอบสังคมนิยมขึ้นมา

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ