การก่อรูปของเศรษฐกิจก่อนระบบทุนนิยม โดย คาร์ล มาร์กซ์

โดย รุเธียร

งานเขียนเรื่อง การก่อรูปของเศรษฐกิจก่อนระบบทุนนิยม (Pre-Capitalist Economic Formation) เป็นส่วนหนึ่งของ Grundrisse บันทึกร่างเล่มโตก่อนที่มาร์กซ์จะกลั่นกรองแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์การเมืองของเขาลงใน ว่าด้วยทุน อย่างเป็นทางการ งานเขียนฉบับนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวแทนของความสลับซับซ้อนที่วางพื้นฐานอยู่บนการศึกษาทางประวัติศาสตร์ที่กว้างขวางและหลากหลาย กล่าวคือมาร์กซ์ไม่ได้จำกัดวิวัฒนาการของสังคมไว้แค่ในกรอบของความเป็นยุโรปเท่านั้น แต่เขายังกล่าวถึงวิถีการผลิตแบบ “เอเชีย” และเงื่อนไขที่ทำให้ประชาคมตะวันออกไม่สามารถรุดหน้าไปได้เหมือนกับสังคมแบบศักดินาในยุโรป ใจความสำคัญของงานเขียนดังกล่าวคือ มาร์กซ์ชี้ให้เห็นว่า “มนุษย์ได้สิ้นสูญความสามารถในการควบคุมวิวัฒนาการของตัวเขาเองและได้แต่มองดูการกำกับควบคุมนี้ตกไปอยู่กับองคาพยพอื่น ดังนั้นแล้ว อะไรที่เคยเหมาะสมถูกต้องสำหรับมนุษย์ บัดนี้ได้กลายเป็นสิ่งแปลกแยกสำหรับเขาไปเสียแล้ว” (ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ, 2527)

              — หนึ่งในเงื่อนไขเบื้องต้นของแรงงานรับจ้าง และหนึ่งในเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของทุน คือ แรงงานอิสระและการแลกเปลี่ยนแรงงานอิสระกับเงิน เพื่อสร้างเงินและแปลงเงินให้เป็นมูลค่าสำหรับให้เงินถูกใช้ไป โดยไม่ใช่เพื่อความเพลิดเพลิน แต่เพื่อแลกกับเงิน อีกเงื่อนไขเบื้องต้นคือการแยกแรงงานอิสระออกจากเงื่อนไขทางวัตถุที่ก่อให้เกิดพลังแรงงาน คือจากเครื่องมือและวัตถุของการลงแรง พูดให้ถึงที่สุดก็คือ การแยกผู้ใช้แรงงานออกจากที่ดิน ซึ่งเปรียบเสมือนห้องทำงานในธรรมชาติของเขานั่นเอง สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงการสลายตัวของระบบกรรมสิทธิ์ 2 แบบด้วยกัน กล่าวคือ (1) กรรมสิทธิ์ที่ดินขนาดเล็กของชาวนาน้อย และ (2) กรรมสิทธิ์ที่ดินรวมหมู่ของชุมชนแบบที่เห็นอยู่ในประชาคมตะวันออก

              ในทั้งสองรูปแบบนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้แรงงานกับเงื่อนไขทางวัตถุของแรงงานคือความเป็นเจ้าของ นั่นคือเอกภาพตามธรรมชาติของแรงงานกับปัจจัยพื้นฐานทางวัตถุ ดังนั้น ปัจเจกชนจึงมีความสัมพันธ์ในฐานะผู้ครอบครองเงื่อนไขแห่งความเป็นจริงของตัวเขาเอง ความสัมพันธ์แบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นระหว่างบุคคลหนึ่งกับคนอื่น ๆ เมื่อปัจจัยพื้นฐานนี้มาจากชุมชน คนอื่น ๆ ก็เป็นเจ้าของร่วมกันกับเขาด้วย ซึ่งเป็นรูปแบบของกรรมสิทธิ์ที่เป็นส่วนรวม เมื่อปัจจัยพื้นฐานนี้มาจากครอบครัวแต่ละครอบครัวที่ประกอบกันเป็นชุมชน พวกเขาต่างก็เป็นเจ้าของอิสระ เป็นเอกชนอิสระที่ดำรงอยู่ร่วมกัน จึงปรากฏกรรมสิทธิ์ส่วนรวมในฐานะที่ดินสาธารณะที่แยกออกจากเจ้าของส่วนตัวทั้งหลาย

               ในทั้งสองกรณี ปัจเจกชนไม่ได้ประพฤติตนในฐานะกรรมกร แต่ในฐานะเจ้าของและในฐานะสมาชิกของชุมชนที่ทำงานด้วย การใช้แรงงานของพวกเขาไม่มีจุดหมายเพื่อสร้าง ‘มูลค่า’ แม้ว่าพวกเขาอาจใช้แรงงานงานส่วนเกินเพื่อไปแลกเปลี่ยนเอาแรงงานต่างถิ่น ได้แก่ ผลผลิตส่วนเกินมาจากที่อื่นก็ตาม แต่แท้จริงแล้ว จุดประสงค์ของการใช้แรงงานในระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินขนาดเล็กก็คือการดำรงรักษาเจ้าของแต่ละคนและครอบครัวของเขาเอาไว้ ส่วนในระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินรวมหมู่ก็คือการรักษาประชาคมโดยส่วนทั้งหมดเอาไว้นั่นเอง

เมื่อพิจารณาจากรูปแบบกรรมสิทธิ์ดังกล่าว จึงพบคำถามว่า เหตุใดปัจเจกชนซึ่งมีทรัพย์สินและปัจจัยการผลิตจึงกลายมาเป็นกรรมกรในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัวที่เหลือแต่สองมือเปล่า คำตอบต่อปัญหานี้จำต้องไปสืบค้นในกระบวนการทางประวัติศาสตร์ เพราะกล่าวโดยสรุปแล้ว กรรมกรก็เป็นผลิตผลของประวัติศาสตร์นั่นเอง

               แม้ในชุมชนที่มีพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดินอย่างเดียวกัน แต่กรรมสิทธิ์ก็ยังปรากฏในหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ในกรณีของรูปแบบทรัพย์สินที่ดินของเอเชียที่มีเอกภาพสูงสุดครอบคลุมอยู่เหนือชุมชนเล็ก ๆ ทั้งหลาย เอกภาพนี้อาจปรากฏในฐานะเจ้าของทรัพย์สินแต่เพียงผู้เดียว ในขณะที่ชุมชนเป็นเพียงผู้ถือครองทางมรดกเท่านั้น เนื่องจากเอกภาพเป็นเจ้าของที่แท้จริงและเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่แท้จริงในกรรมสิทธิ์ของประชาคม คือเป็นผู้กำหนดการจัดสรรแจกจ่ายทรัพย์สินของชุมชน จึงทำให้เอกภาพนี้สามารถแสดงตัวออกมาในลักษณะของรูปแบบเฉพาะที่แตกต่าง และอยู่เหนือชุมชนจำนวนมากได้ ในขณะเดียวกัน ปัจเจกชนก็ตกอยู่ในสภาพที่ไร้กกรรมสิทธิ์ ในที่นี้ กรรมสิทธิ์หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ปัจเจกชน’ กับ ‘เงื่อนไขทางธรรมชาติของแรงงานและการผลิตซ้ำกำลังแรงงานของเขา’ นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนกับผลผลิตที่เขาลงแรงเพาะปลูกในที่ดินหรือก่อสร้างขึ้นมา

               เงื่อนไขดังกล่าวจึงเท่ากับเป็นกระบวนการทางวัตถุที่เป็นภววิสัยของปัจเจกชน จากนี้เอกภาพสูงสุดก็จัดสรรแจกจ่ายทรัพย์สินให้เอกชนด้วยการมอบสิทธิในการถือครองนี้ให้แก่ปัจเจกชนผ่านคนหรือสถาบันที่เป็นตัวกลางของชุมชนเฉพาะนั้น ๆ การที่เอกภาพสูงสุดกระทำเช่นนี้ได้ ก็เพราะมีอำนาจควบคุมเหนือผู้อื่นนั่นเอง เอกภาพจึงปรากฏให้เห็นในรูปของผู้เผด็จการ และอยู่ในสภาพที่เป็นบิดาของของชุมชนเล็ก ๆ มากมายทั้งหมด เหตุนี้เองทำให้ชุมชนทั้งหมดมีเอกภาพร่วมกันได้

               (ข้อความ 2 ย่อหน้านี้มาจากบทกล่าวนำ โดยอีริค ฮอบสบอว์ม) ระบบที่สองกำเนิดออกมาจากสังคมบุพกาล “อันเป็นผลิตผลของชีวิตทางประวัติศาสตร์ที่เคลื่อนไหวมากกว่า” ได้สร้างเมือง และอาศัยเมือง สร้างวิถีแบบโบราณที่เป็นสังคมของนักขยายอาณาเขตที่มีการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลง ‘เมืองที่มีอาณาเขตของมันก่อรูปเป็นส่วนทั้งหมดของเศรษฐกิจ’ ในรูปแบบที่พัฒนาแล้ว … ลักษณะที่แสดงออกในสังคมคือระบบทาส แต่ระบบนี้ก็มีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ และจะต้องถูกแทนที่ด้วยรูปแบบการเอารัดเอาเปรียบที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากกว่า ก็คือการขูดรีดชาวนาอิสระโดยขุนนาง อันได้แก่ ระบบฟิวดัล ซึ่งในที่สุดก็ต้องเปิดทางให้แก่ระบบทุนนิยม

               แบบที่สามไม่มีหน่วยพื้นฐานเป็นชุมชนหมู่บ้านหรือเมือง แต่มี “แต่ละครัวเรือน ปัจเจกชนต่างก็มีเศรษฐกิจส่วนทั้งหมดเอาไว้ โดยได้ก่อรูปขึ้นเป็นศูนย์กลางของการผลิตที่เป็นอิสระของแต่ละครอบครัวเอง” ครัวเรือนที่แยกกันเหล่านี้เชื่อมต่อกันอย่างหลวม ๆ (แต่ต้องอยู่ในชาติกุลเดียวกัน) และรวมกันในบางโอกาส “เกี่ยวกับสงคราม ศาสนา และการจัดการกับข้อพิพาททางกฎหมาย” หรือสำหรับการใช้ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ บริเวณล่าสัตว์ของชุมชนโดยครัวเรือนปัจเจกชน หน่วยพื้นฐานของสังคมแบบนี้จึงอ่อนกว่าและเป็น ‘ปัจเจกชน’ มากกว่าชุมชนหมู่บ้าน รูปแบบนี้มาร์กซ์เรียกว่าแบบเยอรมัน … เราอาจกล่าวได้ว่า มาร์กซ์ถือว่าแบบเยอรมันในลักษณะของมันก็มีศักยภาพที่มีพลังเคลื่อนไหวมากกว่าแบบตะวันออก … เราก็รู้ว่าเขาและเองเกลส์ก็เปิดช่องทางไว้สำหรับการเปลี่ยนแปลงโดยตรงจากสังคมบุพกาลสู่สังคมฟิวดัลในหมู่ชาติกุลเยอรมัน

               — ในหมู่คนโบราณ เราพบว่าไม่มีแม้สักคำถามเดียวว่ารูปแบบไหนของทรัพย์สินที่ดินที่ทำการผลิตได้สูงสุด ซึ่งให้ความมั่งคั่งสูงสุด ความมั่งคั่งมิใช่เป็นจุดประสงค์ของการผลิต … ดังนั้นในทรรศนะของคนยุคโบราณที่มักมองคนว่าเป็นจุดมุ่งหมายของการผลิต (ไม่ว่าจะนิยามอย่างคับแคบเพียงใดในลักษณะของชาติ ศาสนา หรือการเมือง) จึงควรจะได้รับการยกย่องมากกว่าแนวคิดในโลกยุคสมัยใหม่ที่มองการผลิตว่าเป็นจุดหมายของคน และความมั่งคั่งเป็นจุดหมายของการผลิต … ในเศรษฐศาสตร์การเมืองของชนชั้นกระฎุมพีและในยุคการผลิตที่สอดคล้องกับมัน การใช้ประโยชน์อะไรก็ตามที่มีอยู่ในตัวมนุษย์จนหมดสิ้นนี้ก็คือความแปลกแยกโดยสมบูรณ์ … ถ้าเราพิจารณาจากลักษณะรูปแบบที่ปิดและข้อจำกัดของยุคสมัยตามที่เป็นอยู่ ยุคโบราณให้ความพอใจที่จำกัดแก่เรา ขณะที่โลกสมัยใหม่ทิ้งความไม่พอใจให้แก่เรา หรือถ้ามันมีความพอใจในตัวมันเอง ก็เป็นสิ่ง ‘สามานย์’ และ ‘ไร้ค่า’

(บทความฉบับนี้เรียบเรียงจากฉบับแปลโดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ)

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ