โดย กองบรรณาธิการ
หลายคนสงสัยว่านักศึกษาเป็นคนชนชั้นอะไร หรือเป็นชนชั้นพิเศษในตัวเองหรือไม่ ถ้าเรามองว่านิยามของ “ชนชั้น” อาศัยการพิจารณา “ความสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อระบบการผลิต” เราจะเห็นว่านักศึกษาไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับระบบการทำงานในทุนนิยม นอกจากกรณีนักศึกษารามคำแหงที่ทำงานไปพร้อมกับการเรียนหนังสือ เราต้องนิยามนักศึกษาโดยทั่วไปว่าอยู่ในขั้นตอนการ “เตรียม” เป็นผู้ใหญ่ หรือ “เตรียม” เข้าสู่สังคม ดังนั้นนักศึกษาส่วนใหญ่ถือว่าเป็น “เตรียมกรรมาชีพ” เพราะพอเรียนจบไปแล้วก็จะออกไปทำงานเป็นลูกจ้าง อาจเป็นคนงานโรงงาน อาจเป็นพนักงานขายของในห้าง อาจเป็นคนขับรถไฟ รถเมล์ หรือรถบรรทุก อาจเป็นข้าราชการในสำนักงาน อาจเป็นพนักงานในออฟฟิศ อาจเป็นลูกจ้างธนาคาร อาจเป็นทนาย หรืออาจเป็นครูบาอาจารย์ พยาบาล หรือแพทย์…. ซึ่งล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นกรรมาชีพในสังคมสมัยใหม่ทั้งสิ้น
นอกจากนี้นักศึกษาบางคนอาจเป็น “เตรียมนายทุน” หรือ “เตรียมเกษตรกร” แล้วแต่ว่าเรียนเสร็จแล้วไปประกอบอาชีพอะไร
ในขณะเดียวกัน ก่อนที่จะออกไปทำงาน นักศึกษาเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวด้วย ซึ่งมีการแบ่งชนชั้นตามอาชีพของผู้ใหญ่ในครอบครัว
ในยุคหนึ่งก่อนการเกิดขึ้นของขบวนการคนหนุ่มสาวเมื่อปี ๒๕๖๓ พวกผู้ใหญ่นักกิจกรรมทางสังคมโดยเฉพาะคนเดือนตุลาที่เคยเป็นนักศึกษาในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ หรือ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ และอาจเคยเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ชอบพูดว่า “นักศึกษาหายไปไหน ไม่เห็นสนใจปัญหาการเมืองและสังคมเหมือนคนรุ่นก่อนเลย”
คนเหล่านั้นไม่เข้าใจว่าจิตสำนึกและการต่อสู้ของคน มันขึ้นลงตามกระแส และตามสถานการณ์ทางการเมืองเสมอ ซึ่งก็ถูกพิสูจน์แล้วในปี ๒๕๖๓-๒๕๖๕ แต่หลังจากนั้นกระแสการต่อสู้ก็ซบเซาลง ซึ่งมีหลายปัจจัย เช่น การก่อรูปขบวนการมีลักษณะหลวมๆ พอกระแสลง และแกนนำหลายคนถูกปราบ จึงไม่สามารถรักษาสภาพขบวนการเอาไว้ได้ รวมไปถึงการฝากความหวังไว้กับพรรคก้าวไกลให้ต่อสู้แทนในสภา ทำให้ความพยายามในการรักษาโครงสร้างขบวนการนอกสภาลดลงด้วย
ในยุค ๑๔ ตุลา สังคมทั่วโลกมีลักษณะ “แช่แข็ง” ทางการเมืองและโครงสร้างอำนาจในสังคม ในขณะที่เศรษฐกิจพัฒนาไปไกล ซึ่งทำให้สภาพสังคมในระดับพื้นฐานเปลี่ยนไปมาก คนรุ่นใหม่ที่เป็นนักศึกษาไม่พอใจกับสภาพการแช่แข็งแบบนี้ และคนงานกรรมาชีพก็ไม่พอใจด้วย เพราะพวกคนรวยรวยขึ้น ในขณะที่เงินเดือนและสภาพการทำงานของคนธรรมดาไม่เปลี่ยน นอกจากนี้ สตรี คนผิวดำ และคนรักเพศเดียวกัน เริ่มมองว่าการเลือกปฏิบัติและสังคมจารีตที่กดทับเขา เป็นเรื่องที่ต้องเปลี่ยน และที่สำคัญมากๆ คือในประเทศที่เคยถูกเจ้าอาณานิคมยึดครอง ในเอเชียและอัฟริกา เริ่มมีขบวนการกู้ชาติเกิดขึ้น ซึ่งให้กำลังใจกับผู้กบฏทั่วโลก ตัวอย่างที่สำคัญคือการต่อสู้ของขบวนการชาตินิยมในเวียดนาม ดังนั้นเราเห็นการต่อสู้ระเบิดขึ้นในฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี่ สหรัฐอเมริกา ฯลฯ และไทย และนักศึกษามีส่วนสำคัญ
ส่วนในยุค ๒๕๖๓ คนหนุ่มสาวรุ่นนี้ เติบโตมากับระบอบบเผด็จการทหาร ที่ล้มรัฐบาลเลือกตั้งสองครั้ง ในปี ๒๕๔๙ และ ๒๕๕๗ กับสภาพสังคมที่ถูกแช่แข็งกับระบบราชการและแนวคิดแบบจารีตนิยม โดยมีฟางเส้นสุดท้ายคือการยุบพรรคอนาคตใหม่ พรรคนี้ก่อตั้งโดยคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ต่อสู้กับเผด็จการทหาร และมีนโยบายปฏิรูปสังคมให้ทันสมัยและมีความเท่าเทียมเพิ่มขึ้น ในการเลือกตั้งปี ๒๕๖๒ ได้คะแนนเสียงแบบไม่มีคาดถึง ๖ ล้านเสียง แต่พรรคนี้ก็ถูกยุบในต้นปี ๒๕๖๓
นักศึกษาเป็นกลุ่มคนที่ไฟแรงเพราะเป็นหนุ่มสาว แต่จะใช้ไฟไปในด้านไหน ไม่ใช่เรื่องอัตโนมัติ อาจกระตือรือร้นในการแต่งกาย ติดตามดนตรี ใช้อินเตอร์เน็ด หรืออาจกระตือรือร้นในเรื่องการเมืองก็ได้ นอกจากนี้นักศึกษามีโอกาสตั้งวงคุยกัน และมีโอกาสอ่านหนังสือ และสำรวจความคิดต่างๆ ในโลก เพราะยังไม่ต้องออกไปทำงานภายใต้กฎข้อบังคับของนายจ้าง ที่จะทำให้ลูกจ้างเหนื่อย หมดแรง และเมื่อกลับถึงบ้านแค่อยากพักผ่อน นี่คือสาเหตุที่นักสังคมนิยมให้ความสำคัญกับการปลุกระดมและการจัดตั้งนักศึกษาเสมอ องค์กรไหนไม่ทำ ในที่สุดก็จะมีแค่สมาชิกเป็นคนแก่เท่านั้น
แต่อย่าเข้าใจผิดว่าช่วง “ตุลา” ในประวัติศาสตร์ไทยเป็นแค่เรื่องของนักศึกษา เพราะตอนนั้นมีขบวนการแรงงานที่ออกมาต่อสู้ และที่สำคัญคือมีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่คอยปลุกระดม ตั้งเครือข่าย และจัดตั้งนักเคลื่อนไหวภายใต้ชุดความคิดที่จะเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้นสำหรับคนส่วนใหญ่
ถึงแม้ว่าในยุคนี้กระแสการต่อสู้ของคนหนุ่มสาวได้อ่อนแรงลงไปมากแล้ว แต่ก็ยังมีคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยที่ยังอยากสู้ต่อ เราต้องชื่นชมและให้กำลังใจ และร่วมต่อไปกับคนหนุ่มสาวนักศึกษาที่มีอุดมการณ์เพื่อสิทธิเสรีภาพ เพื่อประชาธิปไตย และความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ เรียกร้องรัฐสวัสดิการ โดยเฉพาะเพื่อนๆ ของเราที่กระตือรือร้นที่จะตั้งคำถามยากๆ กับผู้ใหญ่ในระบบการศึกษา

