เมื่อสงครามกลายเป็นภาพแสดงให้คนเมืองบริโภค

โดย มันทรา

วิกฤตการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พ.ศ. 2568 นั้นคือสงครามระหว่างอำนาจจักรวรรดินิยมภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ นำพามาซึ่งความเสียหายต่อชีวิต จิตใจ และความมั่งคงในหน้าที่การงานของผู้คนบริสุทธิ์นับแสน การปะทะครั้งนี้เป็นการต่อสู้กันของชนชั้นนำและพวกนายทุนของทั้งสองรัฐที่ไร้ซึ่งประชาธิปไตย กรรมาชีพและคนยากไร้ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียจากสงครามนี้แต่กลับถูกลัทธิชาตินิยมลากไปสนับสนุนสงคราม บริโภควิกฤตการณ์อยู่ในเมืองห่างจากชายแดนผ่าน “ภาพแสดง” ที่คลุมเครือจากความจริง

               กาย เดอเบอร์ นักมาร์กซิสและผู้กำกับภาพยนต์ชาวฝรั่งเศส ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Society of the Spectacle (สังคมแห่งภาพแสดง) สังคมทุนนิยมสมัยใหม่นั้นคือสังคมที่ตลาดเสรีมีอำนาจเผด็จการเหนือชีวิตประจำวันของคนทั่วไป ภายใต้สังคมแห่งภาพแสดงนี้ ลัทธิเชิดชูสินค้านั้นได้เปลี่ยนแปลงให้ทุกอย่างกลายเป็นสิ่งบริโภค ซึ่งรวมไปถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่เราจะพบเจอในชีวิต การปะทะที่ชายแดนไทย–กัมพูชานก็ตกเป็นภาพแสดงหนึ่งที่พวกชนชั้นนำและนายทุนใช้เพื่อสร้างความแตกแยกให้กับชนชั้นแรงงานของทั้งสองประเทศ สงครามครั้งนี้เปรียบได้เหมือนสินค้าสื่อบันเทิงชนิดหนึ่งของผู้คนที่อยู่ไกลจากชายแดน ไม่ได้อยู่ใกล้พอที่จะรู้สึกถึงความสยองขวัญของสงคราม เลยยอมรับเรื่องราวที่สื่อกระแสหลักมอบให้ โดยเฉพาะจากอินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ ที่ต้องการยอดคนดูเพื่อรายได้

               การบรรยายข่าวสงครามที่ชายแดนถูกฉายให้เป็นละครที่มี วีรบุรุษ ผู้ร้าย และการหักมุม สื่อทุนนิยมทั้งหลายจงใจปลุกกระแสชาตินิยมด้วยการให้ผู้ชมเห็นการปะทะในด้านการปกป้องอธิปไตยของชาติ การแสดงความเป็นเจ้าของต่อเขตแดนที่เพิ่งถูกสร้างขึ้น และศักดิ์ศรีของประเทศ โดยละเลยการพูดถึงความจริงที่ซับซ้อนที่ยืนอยู่บนผลประโยชน์ของคนธรรมดา ความยากลำบากของผู้คน ชีวิตของทหารชั้นผู้น้อยลูกหลานกรรมาชีพ ชาวนายากจน บุตรที่ครอบครัวต้องพึ่งพาในการหารายได้ของทั้งสองประเทศ

               ในขณะที่ชนชั้นแรงงานและคนเดินดินชาวไทยและกัมพูชาต้องการประชาธิปไตยเพื่อให้มีอำนาจในการปกครองประเทศ ผู้ที่รับประโยชน์จากสงครามครั้งนี้คือพวกชนชั้นนำทางการเมือง โดยเฉพาะกองทัพไทยที่มีประวัติในการทำรัฐประหารหลายครั้ง และสูญเสียคะแนนนิยมไปมากหลังจากเกิดขบวนการคนหนุ่มสาวครั้งล่าสุด กับรัฐบาลเผด็จการกัมพูชา ที่ต้องใช้การปราบปรามฝ่ายค้านมาตลอดในการรักษาอำนาจทางการเมือง ชนชั้นนำทั้งสองฝ่ายต่างก็ไร้ความชอบธรรมในสายตาของผู้คนทั้งสองประเทศ ทว่าว่าเมื่อมีการปะทะที่ชายแดนเกิดขึ้น พวกบ้าอำนาจทั้งสองฝ่ายฉวยโอกาสใช้แนวคิดชาตินิยมเบี่ยงเบนความขัดแย้งทางาชนชั้นความไม่พอใจของประชาชนที่มีอยู่เดิม ให้หันมาสนับสนุนลัทธิอำนาจนิยม

               วิกฤตการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พ.ศ. 2568 เป็นบทเรียนที่กรรมชีพและสามัญชนทั้งผองควรตระหนัก เมื่อสงครามกลายเป็นภาพแสดง มันก็คือเครื่องมือของพวกชนชั้นนำในการเพิ่มพูนอำนาจของตน ทำให้ผู้คนลืมการปกครองที่ไร้ความชอบธรรมของพวกเขา ทำให้ชนชั้นแรงงานต้องแตกความสามัคคี ผู้ที่ถูกกดขี่ทั้งหลายในรัฐไทยและกัมพูชา เสรีภาพที่แท้จริงจะมิอาจมาจากการบริโภคเรื่องราวชาตินิยมเหล่านี้ได้เลย เป้าหมายของเราคือการทำลายล้างภาพแสดงเหล่านั้น การต่อสู้ของพวกเรานั้นไม่ใช่การสู้รบกับเพื่อนแรงงานที่อยู่ในชายแดนต่างๆ ที่ถูกวาดขึ้นมา แต่มันคือการสู้รบกับระบบเผด็จการทุนนิยมที่เป็นตัวจุดเพลิงแห่งสงครามทั้งหลายขึ้นมา มีเพียงแค่ความสามัคคีของชนชั้นแรงงานและคนธรรมดาทั่วโลกเท่านั้นที่สามารถโค่นล้มภาพแสดงแห่งสงครามนี้และสร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเพื่อมนุษย์ทุกคนได้

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ