หัวใจในโลกที่ไร้หัวใจ

โดย​ ทาเคโอะ​ ยูกิ​

​ข่าวคราวของพระสงฆ์ตามวัดต่างๆ ครอบครองเงินบริจาคจำนวนมหาศาลสะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์มองพระคือที่พึ่งทางใจในยามที่ตนเองรู้สึกว่าชีวิตมืดมนไม่มีทางออกให้กับคน ในประวัติศาสตร์มนุษยชาตินับพันปีเราเห็นอยู่เสมอว่า เมื่อใดที่ความทุกข์ของผู้คนหนักหน่วงจนแทบหายใจไม่ออก ศาสนามักผุดขึ้นเป็นร่มเงา เป็นความหวัง หรือบางทีก็เป็นกำแพงกั้นไม่ให้พวกเขาก้าวข้ามโซ่ตรวนที่ผูกพันธนาการเอาไว้ พระในพุทธก็เช่นเดียวกับนักบวชในคริสต์ ต่างอ้างว่าตนเองเดินบนเส้นทางที่สูงกว่าโลกีย์ เป็นวิถีที่เต็มไปด้วยพรหมจรรย์และความศักดิ์สิทธิ์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภายใต้จีวรหรือชุดนักบวชนั้น ก็มีกลิ่นไอของ “อำนาจ” ปะปนอยู่เสมอ

พระในศาสนาพุทธ โดยเฉพาะในสถาบันสงฆ์ไทย มิได้มีอำนาจแท้จริงจากประชาชน หากแต่ยืนอยู่ได้ด้วยการค้ำจุนจากชนชั้นปกครอง พระมิได้มีกองทัพ มิได้มีกฎหมายในมือ แต่รัฐศักดินากลับเอื้อให้อยู่อย่างสูงส่ง​ เพื่อสร้างศรัทธาในฐานะ “ผู้ทรงศีล” ที่ต้องได้รับการเคารพและเชื่อถือ อำนาจที่พระมีจึงเป็นเพียงภาพเงา สะท้อนจากแสงไฟของชนชั้นปกครอง ไม่ใช่เปลวไฟที่ส่องสว่างจากตัวเอง

​ขณะที่โลกตะวันตกในยุคกลาง (ราว ค.ศ. 500 ถึง ค.ศ. 1400–1500) คือช่วงเวลาที่ศาสนจักรคาทอลิกยืนเหนือพระราชา บังคับชี้ขาดได้แม้แต่เรื่องการครองแผ่นดิน นักบวชเป็นเจ้าของที่ดินมหาศาล เก็บส่วยอากรจากชาวนา และกำหนดว่าคนใดจะขึ้นสวรรค์หรือลงนรก นั่นคืออำนาจศาสนาที่เบ่งบานเต็มที่ ทว่าวันเวลาผ่านไป ศาสนจักรถูกปฏิวัติทางปัญญา ถูกบั่นทอนด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ถูกวิพากษ์ด้วยการเมืองประชาธิปไตย อำนาจที่เคยถือว่ามั่นคงกลับตกต่ำลงทีละน้อย แม้ยังทรงอิทธิพล แต่ไม่อาจยืนอยู่เหนือสังคมได้อีกเหมือนเก่าก่อน

​ต่างจากพระไทย ที่แม้ไม่ได้มีทรัพย์สินหรือกองทัพ (แต่ถ้าพระได้ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมณเพศ ทรัพย์สินนั้นๆ จะตกเป็นของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุ เว้นแต่พระจะจำหน่ายทรัพย์นั้นในระหว่างชีวิตหรือทำพินัยกรรมยกให้ผู้อื่น) แต่ยังดำรงความศักดิ์สิทธิ์ไว้ด้วยการพึ่งพิงบารมีของชนชั้นนำ ทุกครั้งที่รัฐต้องการความชอบธรรม ก็มักอัญเชิญจีวรเข้ามาคลุมเพื่อปกปิดความรุนแรง เปลี่ยนบาปให้กลายเป็นบุญ ให้การกดขี่ขูดรีดและการจองจำกลายเป็นการปกป้องศีลธรรม

​หากมองผ่านสายตาของคาร์ล มาร์กซ์ ศาสนาก็คือกลไกตอบสนองต่อความทุกข์ เมื่อมนุษย์เผชิญความอยุติธรรมและความยากจน ย่อมต้องการที่พึ่ง… และศาสนาก็ยื่นยาชามาเพื่อให้มนุษย์ทนอยู่กับโลกนี้ต่อไป มาร์กซ์เคยกล่าวไว้อย่างเฉียบคมว่า “ศาสนาคือการถอนหายใจของผู้ถูกกดขี่ คือหัวใจในโลกที่ไร้หัวใจ และคือฝิ่นของประชาชน” มันคือการปลอบโยนแบบปลอม ๆ คือยากล่อมประสาทที่ทำให้ผู้ถูกกดขี่ไม่ลุกขึ้นสู้ แต่ยอมรับชะตากรรมด้วยความหวังเลื่อนลอยว่าจะมีสวรรค์รออยู่หลังความตาย ​ มีศรัทธาและความรักของพระเจ้ามาชะโลมจิตใจ

​เฟรเดอริค เองเกลส์ รวมทั้งอันโตนิโย กรัมชี่ ก็ยืนยันในทำนองเดียวกัน ศาสนาคือส่วนหนึ่งของ “อุดมการณ์ครอบงำ” (hegemony) ที่ชนชั้นปกครองใช้กล่อมเกลาประชาชน มันสอดแทรกเข้าไปในพิธีกรรม คำสอน เพลงสวด และในโรงเรียน​ ในสถานศึกษาผลิตซ้ำด้วยคำพูดของ”คนดี” “ผู้หลักผู้ใหญ่” กระทั่งพ่อแม่ผู้เป็นบุพการี เพื่อให้ผู้ถูกกดขี่ทั้งมวลเชื่อว่าโลกที่ไม่เท่าเทียมนี้คือระเบียบอันชอบธรรม

​อย่างไรก็ตาม ศาสนาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือกดขี่ มันยังสะท้อนเสียงร่ำไห้ของผู้ทุกข์ยาก เป็น “การประท้วงเชิงจินตนาการ” ต่อโลกที่เลวร้าย แม้ไม่อาจแก้ไขรากฐานทางเศรษฐกิจและชนชั้น แต่ก็ทำให้เราเห็นความปรารถนาในใจคนตัวเล็ก ๆ ที่ใฝ่ฝันถึงความยุติธรรม

​ทว่า ข้อจำกัดของศาสนาคือ มันไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงจริงทางสังคมได้ ตราบใดที่ยังคงสอนให้คนดีเป็นรายบุคคล แต่ไม่แตะต้องโครงสร้างที่ทำให้ความเลวทรามดำรงอยู่ ตราบใดที่ยังเน้นการเวียนว่ายตายเกิด แต่ไม่ตั้งคำถามกับการกดขี่ที่เป็นรูปธรรม ศาสนาก็จะยังคงเป็นเพียงยาชา​หรือยาฝิ่นที่ไม่เคยรักษาที่มาของโรคได้เลย

​ด้วยเหตุนี้ นักมาร์กซิสต์จึงย้ำว่า ศาสนาเป็นผลผลิตของสังคม เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ใช่ความจริงเหนือประวัติศาสตร์ มันเปลี่ยนแปลงได้ และเมื่อระบบการผลิตก้าวหน้า ศาสนาก็มักหันมาเป็นพลังอนุรักษ์ ปกป้องระเบียบเดิมของสังคมเก่าไว้แทนที่จะนำพาสังคมไปสู่การเปลี่ยนแปลง

​ท้ายที่สุด เราอาจสรุปได้ว่า ศาสนาเป็นทั้ง “การถอนหายใจ” ของคนทุกข์ และเป็นทั้ง “โซ่ตรวน” ที่พันธนาการเขาเอาไว้พร้อมกัน พระที่ปกครองด้วยจีวร หรือบาทหลวงที่ปกครองด้วยไม้กางเขน ล้วนเป็นเพียงเงาสะท้อนของโครงสร้างทางอำนาจที่กดทับผู้คนโดยเฉพาะชนชั้นล่าง ศาสนาให้ความหมาย ให้ความหวัง ให้กำลังใจ แต่ก็เป็นความหวังที่ทำให้ผู้คนยอมจำนนต่อความอยุติธรรม

​ถ้าเรายังฝากอนาคตไว้กับโลกหน้า ศรัทธาปลอมๆ​ ศาสนาก็จะยังคงเป็น “ฝิ่น” ที่กล่อมประสาทผู้คนให้สงบ หลับใหล และไม่คิดลุกขึ้นสู้ แต่หากเราใช้ความใฝ่ฝันที่ศาสนาสะท้อนมาเป็นพลัง ตั้งคำถามกับโครงสร้างที่กดขี่ และปลุกจิตสำนึกทางชนชั้นขึ้นมาได้ บางทีศาสนาก็อาจเลิกเป็นยาชา และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนลุกขึ้นเปลี่ยนโลกจริง ๆ​ คงความเป็น… หัวใจในโลกที่ไร้หัวใจ

​ในโลกที่ไร้หัวใจ เราอาจต้องการศาสนาเพื่ออบอุ่นหัวใจ แต่ในโลกที่ต้องการความยุติธรรม เราต้องการมากกว่าศาสนา — เราต้องการการต่อสู้

/

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ