มายาภาพการปกครองของรูปแบบผสม

โดย เมืองไม้ คอลัมน์ จากล่างสู่บน

นสพ.สังคมนิยม ตุลาคม 2568

ท่ามกลางความเหนื่อยหน่ายทางการเมืองที่ดูเหมือนจะวนเวียนอยู่ในอ่างไม่รู้จบของไทย ข้อเสนอที่พยายามจะหา “ทางออก” ให้กับสภาวะที่ดูเหมือนจะสิ้นหวังนี้ มักจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี หนึ่งในข้อเสนอที่ทรงพลังและมีรากฐานทางวิชาการที่น่าสนใจ คือแนวคิดของนักวิชาการรัฐศาสตร์ ไชยันต์ ไชยพร ที่หยิบยืมภูมิปัญญาคลาสสิกมาวินิจฉัยและเสนอทางแก้ให้กับ “โรคทางการเมือง” ของไทย ข้อเสนอของเขา เมื่อนำมาผนวกกับมุมมองของนักรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบระดับโลกอย่าง ทอม กินสเบิร์ก (Tom Ginsburg) ก็ยิ่งดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบและสง่างาม แต่หากเราลองใช้แว่นของทฤษฎีเชิงวิพากษ์ส่องทะลุลงไป เราอาจจะพบว่าเบื้องหลัง “ดุลยภาพ” อันสวยงามนั้น คือกลไกทางอุดมการณ์ที่ทำหน้าที่แช่แข็งการต่อสู้และรักษาสถานะเดิมของอำนาจเอาไว้

ในงาน ดุลอำนาจทางการเมืองของไทยจากทฤษฎีการปกครองแบบผสม (2558) ไชยันต์เริ่มต้นการวิเคราะห์ด้วยการมองว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดูเหมือนจะไร้ทางออกของไทยนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาอมตะที่นักปรัชญากรีกโบราณได้ครุ่นคิดมานับพันปี เขาอธิบายว่าการเมืองมีธรรมชาติที่เป็น “วัฏจักร” ตามทฤษฎี Anacyclosis ที่มองว่ารูปแบบการปกครองที่ดีทุกรูปแบบล้วนมีด้านมืดและมีแนวโน้มที่จะเสื่อมลงตามธรรมชาติ การยึดการปกครองใดปกครองหนึ่งเป็นสัจจะหนึ่งเดียวที่บริสุทธิ์อาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงและความเสื่อมได้

ทางออกจากวัฏจักรนี้ในทัศนะของไชยันต์ คือภูมิปัญญาที่เรียกว่า “การปกครองแบบผสม” (Mixed Constitution) ซึ่งไม่ใช่การเลือกรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่คือการนำองค์ประกอบที่ดีที่สุดของแต่ละรูปแบบมาถ่วงดุลซึ่งกันและกันเหมือนการปรุงยาขนานเอก ได้แก่ การปกครองโดยคนเดียว – ราชาธิปไตย (The One), คนกลุ่มน้อย – อภิชนาธิปไตย (The Few) และคนส่วนใหญ่ – ประชาธิปไตย (The Many) มาผสมผสานและคานอำนาจซึ่งกันและกันเพื่อสร้างดุลยภาพ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีการแกว่งหรือเหวี่ยงไปมาระหว่างอำนาจในมือคนเดียว กลุ่ม และคนจำนวนมาก ในช่วงเวลาที่ต่างกันออกไปด้วย

“เราจะพบว่าอาการแกว่งไปแกว่งมา (oscillation) ทางการเมืองนั้นเกิดขึ้นจากความพยายามที่จะทำให้อำนาจทางการเมืองอยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างสมบูรณ์สุดโต่ง ไม่ว่าจะเป็นความพยายามที่จะทำให้อำนาจทางการเมืองอยู่ในมือของคน ๆ เดียว กลุ่มคนหรือมหาชนอย่างสมบูรณ์หรือสุดโต่งซึ่งปรากฏชัดเจนและเข้มข้นในประสบการณ์ทางการเมืองของนครรัฐกรีกโบราณ … จนนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง … ทฤษฎีการปกครองแบบผสมจึงอธิบายว่า อาการแกว่งไปมานี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์หรือลักษณะเฉพาะ ของสังคมการเมืองใดสังคมหนึ่ง แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกสังคมการเมือง โดยเฉพาะที่ในบริบทสังคมการเมืองที่ยังไม่มีอุดมการณ์และรูปแบบการปกครองใดมีความชอบธรรมเพียงหนึ่งเดียว … อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของการแกว่งอาจจะขึ้นอยู่กับลักษณะหรือเงื่อนไขเฉพาะของสังคมนั้นได้”

ไชยันต์เสนอว่า วิกฤตการณ์เมืองไทยตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมาสะท้อนการเหวี่ยงอย่างสุดโต่งเพราะการที่แต่ละฝ่ายต่างเห็นและกล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งครอบครองหรือพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองที่เกินขอบเขตของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยตามความเข้าใจของแต่ละฝ่าย คำถามสำคัญสำหรับการเมืองไทยก็คือ “อะไรคือความพอดีของขอบเขตการใช้อำนาจอันชอบธรรมระหว่างสถาบันทางการเมืองต่าง ๆ ?” ไชยันต์เสนอว่า “หากใช้กรอบทฤษฎีการปกครองแบบผสมพิจารณาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองของเดนมาร์ก เราก็จะประจักษ์ถึงอาการแกว่งไปมาของอำนาจทางการเมืองในการเมืองเดนมาร์กเช่นกัน และอาการแกว่งดังกล่าวนี้ก็ผันแปรไปตามวิวัฒนาการทางสังคมเศรษฐกิจการเมืองด้วย ขณะเดียวกันลักษณะเฉพาะตัวของเดนมาร์กก็ส่งผลให้อาการแกว่งดังกล่าวไม่นำไปสู่สภาวะสุดโต่งจนเป็นวิกฤตการเมืองเหมือนประเทศอื่น ๆ ในยุโรป ซึ่งผู้เขียนหวังว่า จากประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองของเดนมาร์ก ในฐานะที่เป็นระบอบการปกครองพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญเช่นเดียวกันกับของไทยจะช่วยให้เราสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับปัญหาวิกฤตและแนวทางแก้ไขในการเมืองการปกครองไทย”

แนวคิดนี้ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งจากมุมมองของ ทอม กินสเบิร์ก ที่มองในเชิงหน้าที่สมัยใหม่ว่า ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญนั้นมีบทบาทสำคัญสองประการที่ระบอบประธานาธิบดีไม่มี คือ การเป็น “ที่พึ่งสุดท้ายในภาวะวิกฤต” และการเป็น “เกราะป้องกันกระแสประชานิยม” กล่าวคือ เมื่อการเมืองถึงทางตันจนกลไกปกติไม่ทำงาน สถาบันกษัตริย์สามารถเข้ามาทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” หรือ “ผู้ชี้ขาด” เพื่อทำให้การแกว่งหรือเหวี่ยงของอำนาจนั้นไม่สุดโต่งเกินไป ข้อเสนอของทั้งสองจึงดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ไร้ที่ติ มันคือรัฐในอุดมคติที่สามารถสร้างดุลยภาพ จัดการความขัดแย้ง และนำพาสังคมไปสู่ความสงบสุขที่ยั่งยืน แต่คำถามสำคัญคือ “ดุลยภาพ” และ “ความเป็นกลาง” ที่ว่านี้ มีอยู่จริง หรือเป็นเพียงภาพลวงตาที่งดงามเท่านั้น?

ข้อเสนอของไชยันต์ที่เชิดชู “ระบอบการปกครองแบบผสม” ในรูปแบบของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้รับการนำเสนอในฐานะภูมิปัญญาคลาสสิกที่ “เหนือกาลเวลา” เพื่อเป็นทางออกจาก “วัฏจักร” ความขัดแย้งอันเป็นธรรมชาติของการเมือง อย่างไรก็ตาม เราจะพบว่าทั้ง “วัฏจักร” และ “ดุลยภาพ” นั้นไม่ได้เป็นสัจธรรมที่เป็นกลาง แต่คือโครงสร้างทางอุดมการณ์ที่ทรงพลัง ซึ่งทำหน้าที่ปกปิด บดบัง และสร้างความชอบธรรมให้กับระเบียบอำนาจที่ไม่เท่าเทียม

จุดวิพากษ์ที่ถึงรากถึงโคนที่สุด คือการปฏิเสธรากฐานความคิดที่ว่าประวัติศาสตร์การเมืองโดยธรรมชาติดำเนินไปเป็น “วัฏจักร” ซึ่งต้องถูกจำกัดด้วยการปกครองแบบผสมที่ต้องพยายามสมดุลการแกว่งไปมา ไชยันต์มองว่าการเมืองคือการแกว่งไปมาระหว่างอำนาจแบบต่าง ๆ ซ้ำ ๆ แต่สำหรับนักมาร์กซิสต์ ประวัติศาสตร์ไม่ได้ทำซ้ำอย่างไร้จุดหมาย หากแต่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วย “การต่อสู้ทางชนชั้น” ซึ่งมีรากฐานความขัดแย้งจากวิถีการผลิตในแต่ละช่วงชั้นทางประวัติศาสตร์

การนิยามความขัดแย้งทางการเมืองว่าเป็น “การทำซ้ำโดยธรรมชาติทั้งแง่วัฏจักรและการแกว่ง” คือกลไกทางอุดมการณ์ที่แยบยล มันได้ “สกัดประวัติศาสตร์ออกไปจากประวัติศาสตร์” โดยเปลี่ยนปัญหาที่มีรากเหง้ามาจากการขูดรีดทางเศรษฐกิจในยุคสมัยใดยุคสมัยหนึ่ง ให้กลายเป็นปัญหาสากลที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ราวกับว่าปัจจุบันและอดีตสามารถเข้าใจในแบบเดียวกัน และเงื่อนไขของเวลาไม่ได้มีความสำคัญเท่ากับความหมายและเนื้อหาของทฤษฎีซึ่งเป็นสิ่งนิรันดร์ เมื่อปัญหาถูกทำให้เป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” ทางออกจึงไม่ใช่การ “ปฏิวัติ” เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง แต่จำกัดอยู่แค่การ “บริหารจัดการ” เพื่อสร้างสมดุลให้กับโครงสร้างเดิมต่อไป

“ทฤษฎีการปกครองแบบผสมนั้นเหนือกาลเวลาจริงหรือ?” ไม่จริง มันคือ “ผลผลิตทางประวัติศาสตร์” ที่ปรับเปลี่ยนตัวเองไปเรื่อย ๆ เพื่อรับใช้ชนชั้นปกครองในแต่ละยุคสมัยต่างหาก ในกรุงโรมมันทำหน้าที่สร้างสมดุลเพื่อรักษาระบอบสังคมทาส ในอังกฤษยุคกลาง มันทำหน้าที่คานอำนาจเพื่อรักษาระบอบศักดินา และในยุคปัจจุบัน มันถูกนำเสนอเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับระบอบทุนนิยม

ดังนั้น “ความเป็นอมตะ” ของทฤษฎีนี้ จึงไม่ใช่เพราะมันเป็นสัจธรรม แต่เพราะมันเป็นอุดมการณ์ที่ปรับตัวได้อย่างยอดเยี่ยม มันทำหน้าที่เดิมซ้ำ ๆ คือการสร้างความชอบธรรมให้กับระเบียบอำนาจที่ไม่เท่าเทียม และนำเสนอ “ดุลยภาพ” ในฐานะทางออกเดียวที่เป็นไปได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ถึงรากถึงโคนนั่นเอง ระบอบการปกครองแบบผสมจึงไม่ใช่ทางออกจากความขัดแย้ง แต่เป็นกรงขังเชิงโครงสร้างที่สวยงามที่สุด ที่เปลี่ยนการต่อสู้ทางการเมืองให้กลายเป็นการบริหารจัดการความขัดแย้งภายใต้ระเบียบอำนาจเดิม

เช่นเดียวกันกับแนวคิดเรื่อง “คนกลาง” หรือ “ผู้ชี้ขาดที่เป็นกลาง” นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ฌาคส์ ร็องซิแยร์ (Jacques Rancière) ได้เสนอเครื่องมือที่ทรงพลังในการทำความเข้าใจเรื่องนี้ เขาแยกความแตกต่างระหว่าง “ระเบียบตำรวจ” (The Police Order) กับ “การเมือง” (Politics) “ระเบียบตำรวจ” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่หมายถึงระเบียบทั้งหมดของสังคม ทั้งที่เขียนและไม่ได้เขียนเป็นกฎหมาย ซึ่งทำหน้าที่จัดสรร “ที่ทาง” และ “สิทธิในการพูด” ให้กับทุกฝ่ายว่าใครคือผู้เล่นที่ชอบธรรมในเกมการเมือง และใครเป็นเพียง “เสียงรบกวน” ที่ต้องถูกกำจัดออกไป “ดุลยภาพ” ที่ไชยันต์เสนอก็คืออุดมคติของ “ระเบียบตำรวจ” นี้เอง เพราะมันได้จัดวางทุกฝ่าย (กษัตริย์, อภิชน, ประชาชน) ไว้ในตำแหน่งของตนเองอย่างเรียบร้อย

“การเมือง” ที่แท้จริงในสายตาของร็องซิแยร์ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ “ส่วนที่ไม่ถูกนับรวม”  ซึ่งคือกลุ่มคนที่ถูกระเบียบเดิมกีดกันและทำให้ไร้เสียง ลุกขึ้นมาท้าทายและทำลายระเบียบนั้น เพื่อประกาศว่า “เราก็อยู่ที่นี่ และเราก็มีสิทธิ์ที่จะพูดเช่นกัน” มันคือการที่คนธรรมดาที่ถูกบอกว่าไม่มีความรู้ความสามารถ ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ์ในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง เมื่อมองเช่นนี้ บทบาทของ “คนกลาง” หรือ “ผู้ชี้ขาด” จึงไม่เคยเป็นกลางอย่างแท้จริง หน้าที่หลักของ “คนกลาง” ไม่ใช่การหาทางออกที่ยุติธรรม แต่คือการ “รักษาระเบียบตำรวจ เดิมเอาไว้ เมื่อ “ส่วนที่ไม่ถูกนับรวม” ลุกขึ้นมาประท้วงบนท้องถนนเพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง “คนกลาง” จะเข้ามาไกล่เกลี่ยโดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้พวกเขากลับบ้านและยอมรับ “ระเบียบ” เดิมต่อไป “ความเป็นกลาง” จึงเป็นเพียงวาทกรรมที่ลำเอียงเข้าข้างสถานะเดิมอย่างถึงที่สุดและเป็นหลุมพรางของคนขี้ขลาด การเข้ามาของผู้ชี้ขาดจึงไม่ใช่การยุติความขัดแย้ง แต่คือการยุติ “การเมือง” ที่แท้จริง เพื่อนำสังคมกลับสู่ระเบียบที่กดทับเสียงของคนบางกลุ่มไว้นั่นเอง

ท้ายที่สุดแล้ว ข้อเสนอเรื่อง “การปกครองแบบผสม” ที่ดูสง่างามและเปี่ยมด้วยความหวังนั้น เป็นเพียงภาพมายาที่สวยงามที่สุด มันคือความพยายามที่จะสร้าง “ดุลยภาพ” ให้กับการเมือง โดยปฏิเสธที่จะมองว่ารากของความขัดแย้งที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่ที่รูปแบบการปกครอง แต่อยู่ที่โครงสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่เป็นธรรม การเมืองที่แท้จริงจึงไม่ใช่การแสวงหา “ทางสายกลาง” ที่ประนีประนอม แต่คือการต่อสู้ที่ไม่สิ้นสุดเพื่อทวงคืนอำนาจและทรัพยากรกลับมาเป็นของประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ