6 ตุลาคม 2519 กับการเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทย

คอลัมน์ อีกฟากของกำแพง โดย รุเธียร

              หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 รัฐบาลทหารหมดอำนาจและประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนก็เบ่งบาน พร้อมกันกับที่จิตสำนึกของชนชั้นกรรมาชีพและปัญญาชนฝ่ายซ้ายเริ่มสุกงอม คู่ขนานไปกับชัยชนะของคอมมิวนิสต์ในประเทศเพื่อนบ้านและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่ยังคงปักหลักอยู่ในชนบท

​ความหวาดกลัวของชนชั้นนายทุนเริ่มเผยโฉมออกมาเรื่อย ๆ ด้วยการปลุกระดมต่อต้านคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งสถานการณ์บานปลายถึงขีดสุดเมื่อสื่อประโคมข่าวนักศึกษาธรรมศาสตร์แสดงละครแขวนคอเจ้าชายวชิราลงกรณ์

​เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2519 คงเป็นเพียงวันธรรมดาที่ผู้ชุมนุมประท้วงยังคงปักหลักในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่ามกลางสายฝน โดยไม่อาจคาดคิดได้เลยว่าก่อนรุ่งเช้าของวันถัดไป มหาวิทยาลัยจะนองไปด้วยเลือดของผู้ประท้วงกว่าครึ่งร้อยและเสียงร่ำร้องของผู้บริสุทธิ์ที่ถูกทารุณกรรม ในช่วงเย็นของวันที่ 6 ตุลาคมนั้น สงัด ชลออยู่ และคณะการปฏิรูปปกครองแผ่นดินก่อการรัฐประหาร ธานินทร์ กรัยวิเชียรถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เสรีนิยมประชาธิปไตยในช่วงทดลองของชนชั้นกระฎุมพีจึงถึงจุดจบและเปิดทางให้เผด็จการฟาสซิสต์เข้ามาแทนที่

​ ​การผงาดอำนาจของรัฐบาลฟาสซิสต์และพวกขวาจัดไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ในแง่หนึ่งเกิดจากความอ่อนแอและเปราะบางของประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนเอง ในมุมมองของรัฐศาสตร์กระแสหลัก องคาพยพที่เรียกว่ารัฐ เกิดจากสัญญาประชาคมเพื่อพิทักษ์ปกป้องไว้ซึ่งสิทธิที่จะมีชีวิตและสิทธิในการถือครองทรัพย์สิน และการปกครองที่งดงามที่สุดก็คงจะไม่พ้นประชาธิปไตยที่มอบเสรีภาพและอำนาจอธิปไตยแก่ทุกคน

​แต่แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงเรื่องภาพลวงตา รัฐไม่ได้ลอยอยู่เหนือประชาคมหรือวางตัวเป็นกลาง แต่เป็นผลพวงของความไม่อาจประนีประนอมทางชนชั้น ชนชั้นใดปกครองรัฐ รัฐและระบอบการปกครองก็ย่อมรับใช้ชนชั้นนั้น รัฐกระฎุมพีเกิดมาจากชนชั้นนายทุน ก็ย่อมต้องรับใช้นายทุน ย่อมต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและทุนนิยม

​เพราะฉะนั้น แม้ประชาธิปไตยจะผลัดหน้าทาแป้งด้วยคำลวงเรื่องเสรีภาพ แต่เมื่อใดก็ตามที่ผู้ใช้แรงงานเริ่มไม่อยู่ในร่องในรอยที่ทุนนิยมกำหนดไว้ กลไกการปราบปรามของรัฐโดยตำรวจและทหารก็จะยิ่งแสดงให้เห็นเด่นชัดมากขึ้น และยิ่งในช่วงวิกฤตที่ประชาธิปไตยมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถปกปักรักษาทุนนิยมเอาไว้ได้ เช่นหลังกรณี 14 ตุลาเป็นต้นมา เนื้อแท้ของรัฐกระฎุมพีก็จะเผยโฉมหน้าของมันอย่างไร้ความด้านอายในรูปของความรุนแรงและกองกำลังติดอาวุธรับใช้ทุน

​ชนชั้นนายทุน ทหาร และข้าราชการ วางแผนสร้าง “ไม้กระบองเพื่อทำลายชนชั้นกรรมาชีพ” ในรูปของขบวนการนวพล กระทิงแดง และลูกเสือชาวบ้าน กำลังหลักของความป่าเถื่อนเหล่านี้อยู่ที่พวกอันธพาลและคนตกงาน ซึ่งเป็นอันตรายต่อสังคม โดยมีกลุ่มคนชั้นกลาง เช่น นักธุรกิจ ข้าราชการระดับปานกลาง เป็นฐานสนับสนุน มวลชนเหล่านี้คือผู้ใช้แรงงานที่สูญเสียจิตสำนึกทางชนชั้น เป็นพวกขี้แพ้และอ่อนแอที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากระบายอารมณ์เคืองแค้นของตนในนามของการปกป้อง ชาติ ศาสนา สถาบันกษัตริย์ และแน่นอนว่าชนชั้นปกครองทุกกลุ่มก็เห็นดีเห็นงามด้วยกับเรื่องดังกล่าว

(ส่วนต่อไปนี้มาจากงานเขียนเรื่อง “๖ ตุลา จากมุมมองนักวิชาการและนักเขียน” โดย ใจ อึ๊งภากรณ์)

​ประชาชนในกลุ่มฝ่ายขวาต่าง ๆ ที่ออกมาชุมนุมในวันที่ 6 ตุลาคม มองว่าเขากําลังปกป้อง “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” แต่เราต้องถามลึกลงไปกว่านั้นว่า ผู้ที่มีอํานาจในการสั่งการปราบปราม หรือการระดมพลของฝ่ายขวา ต้องการที่จะทําอะไร

​นักวิชาการคนแรกที่พยายามเสนอคําตอบเรื่องนี้คือ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (2519) โดยมีการอธิบายว่า “เจตนาที่จะทําลายล้างพลังนักศึกษาและประชาชนที่ใฝ่เสรีภาพนั้นมีอยู่นานแล้ว ในตุลาคม 2516 เมื่อมีเหตุทําให้เปลี่ยนระบบการปกครอง มาเป็นรูปแบบประชาธิปไตยนั้น ผู้ที่สูญเสียอํานาจทางการเมือง ในเดือนตุลาคม 2516 ได้แก่ ทหารและตํารวจบางกลุ่ม ผู้ที่เกรงว่าในระบบประชาธิปไตยตนจะสูญเสียอํานาจทางเศรษฐกิจไป ได้แก่ พวกนายทุนเจ้าของที่ดินบางกลุ่ม”

​ถึงแม้ว่าการปราบปรามในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม เป็นการกระทําต่อขบวนการนักศึกษาเป็นหลัก แต่เป้าหมายโดยรวมน่าจะเป็นการทําลาย “ฝ่ายซ้าย” ในประเทศไทยดังที่ พลตรีประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรคชาติไทยในยุคนั้นเคยชูคําขวัญ  “ขวาพิฆาตซ้าย” นอกจากนี้ เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน อธิบายเพิ่มว่าสิ่งหนึ่งที่ฝ่ายขวา โดยเฉพาะคนชั้นกลางต้องการคือ การหยุดยั้งการประท้วงต่าง ๆ ของนักศึกษา กรรมกร และชาวนา ที่เขามองว่าก่อความไม่สงบ

​เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นําไปสู่การทําลายระบบประชาธิปไตย เพราะมีการทํารัฐประหารยึดอํานาจโดยเผด็จการ แต่การยกเลิกระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่เกิดขึ้น ดูเหมือนจะเป็นแค่มาตรการชั่วคราวเท่านั้น เพราะในไม่ช้า รัฐบาลเผด็จการสุดขั้วก็ถูกล้มไป แล้วก็มีการเลือกตั้งเสรีจนในปี 2531 มีนายกรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งอีกครั้ง แต่สิ่งที่เราควรตรวจสอบดูคือ ลักษณะของประชาธิปไตยในปี 2531 กับประชาธิปไตยระหว่าง 2516 – 19 ต่างกันหรือไม่ เพราะมีนักวิชาการที่เสนอว่าประชาธิปไตยหลังยุค ๖ ตุลา เป็นประชาธิปไตยที่ไม่ท้าทายผลประโยชน์ของชนชั้นนําไทยเลย (ใจ 2543ก: 82) ธงชัย วินิจจะกูล (2539ค : 289) เสนอว่า การทําลายความฝันของคนหนุ่มสาวในการสร้างสังคมใหม่ในวันที่ 6 ตุลา บวกกับประสบการณ์ความผิดหวังในป่าทําให้หลายคนเข็ดกับความใฝ่ฝันอีก และการที่สังคมไทยปัจจุบันหมกมุ่นกับการกอบโกย การบริโภค เงิน กําไร และการหาช่องทางในการเอาเปรียบคนอื่น มาจากการทําลายความฝันดังกล่าว

​ในคําเขียนของ ธงชัย (2539ค: 289) 6 ตุลา คือการสังหารชีวิตที่มีความใฝ่ฝันเพื่อคนยากไร้และผู้เสียเปรียบ การปฏิเสธแนวสังคมนิยมจากอดีตของคนส่วนใหญ่มีผลทําให้หลายคนที่เคยยอมรับความคิดนี้เลิกใฝ่ฝันที่จะสร้างสังคมที่ดีกว่านี้ และแนว “โทษผู้ถูกกระทํา” ก็ล้วนแต่พาพลเมืองไปยอมรับสภาพการผูกขาดทางการเมืองและเศรษฐกิจของชนชั้นปกครองไทย  (Ungpakorn 2000) สภาพความผูกขาดทางการเมืองและเศรษฐกิจของชนชั้นปกครองในสมัยนี้ ปรากฏออกมาอย่างชัดเจนในลักษณะของพรรคการเมืองทุกพรรคที่ล้วนแต่เป็นพรรคนายทุน ก่อน 6 ตุลา 19 การเมืองไทยมีพรรคฝ่ายซ้ายที่ลงมาเล่นเวทีการเมืองเปิดอย่างน้อย 3 พรรค คือ พรรคสังคมนิยม พรรคแนวร่วมสังคมนิยม และพรรคพลังใหม่ (Morell & Chai-anan 1981: 113, สมพร 2544) แต่หลัง 6 ตุลา พรรคแบบนี้ถูกปราบปรามจนหมดสิ้นไป การเมืองไทยปัจจุบันจึงเหลือแต่สภาพการแข่งขันระหว่างพรรคเศรษฐีที่ไม่มีข้อแตกต่างหลักทางนโยบาย และการแข่งขันระหว่างพรรคเศรษฐีแบบนี้ย่อมใช้เงินในการซื้อเสียงสนับสนุนเป็นหลัก เราจึงสรุปได้ว่า “ธุรกิจการเมือง” ที่เห็นอยู่ทุกวันนี้มีส่วนมาจากมรดกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

หมายเหตุ  รีไรท์บทความ

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ