สงครามรัสเซีย – ยูเครน: สงครามจักรวรรดินิยมระลอกใหม่ ?

ชัยศูทร สากลนิยม คอลัมน์ สาส์นจากธรรมศาสตร์รังสิต

          สงครามรัสเซีย – ยูเครนนับเป็นความขัดแย้งในพื้นที่อดีตสหภาพโซเวียตที่รุนแรงที่สุดในบรรดาความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น คือเป็นสงครามเต็มรูปแบบและยืดเยื้อยาวนานมามากกว่า 3 ปี สหรัฐอเมริกาและรัสเซียเป็นผู้เล่นรายใหญ่และสำคัญที่สุดในความขัดแย้งนี้ เนื่องจากรัสเซียรุกรานยูเครนและสหรัฐอเมริกาเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของยูเครน แต่สหรัฐอเมริกาภายใต้การบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ต่างออกไป ในคราวแรก ทรัมป์ยื่นข้อเสนอให้ยูเครนในการเข้าถึงแหล่งลิเธียมเพื่อแลกกับการสนับสนุนต่อไป ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนอะไรได้บ้าง

          ยูเครนเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางอุตสาหกรรมในด้านอุตสาหกรรมหนักจำพวกโลหะและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่สำคัญอันเป็นสิ่งตกทอดจากสหภาพโซเวียต อย่างไรก็ตาม การเมืองในยูเครนเปลี่ยนแปลงตลอดตามผู้นำที่ขึ้นปกครองทำให้นโยบายต่างประเทศของยูเครนมีทิศทางเอียงไปกลุ่มประทศตะวันตกและรัสเซีย ไม่มีความแน่นอน ในปี 2564 สหรัฐฯ และยูเครนลงนามข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ มีการเสนองบประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพพลังงานนิวเคลียร์และสร้างเตาปฏิกรณ์ใหม่ 5 เตาโดยเงื่อนไขว่ายูเครนต้องยอมยกอำนาจการบริหารพลังงานนิวเคลียร์ของตนให้หน่วยงานระหว่างประเทศที่มีอำนาจด้านนี้แทน (Iryna Nesterenko, December 23, 2024, Can Ukraine become Europe’s green energy hub while expanding its nuclear capacity?) ซึ่งสะท้อนได้ผ่านแนวคิดระบบโลกของ Immanuel Wallerstein ที่ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการเมืองระหว่างที่ด้อยกว่าและรัฐที่เหนือกว่าที่สามารถแสวงหาผลประโยชน์จากรัฐที่ด้อยกว่าอันเป็นการขยายพื้นที่การขูดรีดไปยังรัฐที่ด้อยกว่าด้วย

​ประกอบกับยูเครนและสหภาพยุโรปลงนามข้อตกลงเรื่องแหล่งลิเธียมในยูเครน ซึ่งทำให้นักลงทุนด้านอุตสาหกรรมเหมืองแร่มีความเชื่อมั่นอย่างมาก หลังจากนั้น บริษัท European Lithium จากออสเตรเลียเข้ามาซื้อสัมปทานบริษัทเหมืองลิเธียมในยูเครนมูลค่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (Ben Cook, April 21, 2023, Ukrainian conflict: The first lithium war?) อนึ่ง อุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษอย่างมาก ดังนั้น จึงผลักภาระทางมลภาวะไปสู่ประเทศเหล่านี้แทน เนื่องจากพลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ปริมาณมากและสำคัญในการเป็นแหล่งไฟฟ้าราคาถูกสำหรับยุโรป นอกจากนี้ ลิเธียมเป็นทรัพยากรสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ทำให้ยูเครนกลายเป็นแหล่งผลประโยชน์สำคัญ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า ยูเครนอยู่ภายใต้การแย่งชิงอิทธิพลของจักรวรรดินิยมระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยแนวคิดจักรวรรดินิยมมีหลักการสำคัญคือ ประเทศทุนนิยมอุตสาหกรรมต้องการแสวงหาแหล่งทรัพยากรและพื้นที่ระบายสินค้าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของตนเพื่อนำไปสู่การสะสมทุนและแสวงหากำไรผ่านการเมืองระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นการแทรกแซงรัฐที่ด้อยกว่าหรือการยึดเป็นเมืองขึ้นดังที่เคยเกิดขึ้น

        อนึ่ง นอกจากประเด็นด้านทรัพยากรที่มหาอำนาจจักรวรรดินิยมรัสเซียและสหรัฐอเมริกาต้องแย่งชิงแล้ว สงครามรัสเซีย – ยูเครนนำไปสู่การเติบโตของภาคธุรกิจจำนวนมากที่มีกำไรเพิ่มขึ้นจากสงคราม เช่น อุตสาหกรรมการทหารจำนวนมาก เช่น บริษัท ล็อกฮีดมาร์ติน (Lockheed – Martin) บริษัทด้านอากาศยาน อวกาศ และการป้องกันของสหรัฐอเมริกา มีอัตรากำไร ปี 67 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50 โดยกำไรที่ได้ก่อนหน้านั้นมีมูลค่า 311 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นเป็น 465 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีเดียวกัน บ. BAE Systems ของสหราชอาณาจักร มีมูลค่าจากการสั่งซื้ออาวุธและยุทธปัจจัยพุ่งสูงถึง 7.8 หมื่นล้านปอนด์ รวมไปถึงมูลค่าของบริษัทเติบโตขึ้นถึง 4 หมื่นล้านปอนด์ คือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 64 หรือ Rosoboronexport & Rostec รัฐวิสาหกิจด้านการทหารของรัสเซียที่มีอำนาจส่งออกเพียงผู้เดียวและควบรวมอุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ มีมูลค่ายอดการสั่งซื้อกับลูกค้าต่างประเทศสูงถึง 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 5.1 ล้านล้านรูเบิล (John Miller, February 18, 2025, Russia’s Defense Exports Hit Record $60B Amid Rising Global Demand) หรืออุตสาหกรรมปิโตรเลียม เช่น Rosneft ของรัสเซียที่มีมูลค่ากำไรเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 76 เป็นมูลค่า 1.071 ล้านล้านรูเบิล จากเดิมในปี 2565 มีกำไรสุทธิ 6.08 แสนล้านรูเบิลจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หรืออย่าง บ. ExxonMobil ของสหรัฐอเมริกาที่ได้กำไร 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 41

          สงครามรัสเซีย – ยูเครนสะท้อนถึงความขัดแย้งของมหาอำนาจจักรวรรดินิยมที่ต้องการแย่งชิงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจภายใต้ระบบทุนนิยมที่ขูดรีดชนชั้นกรรมาชีพผ่านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการเมืองภายใต้ระบบโลกที่เต็มไปด้วยการขูดรีดระหว่างรัฐและชนชั้นกรรมาชีพข้ามขอบเขตรัฐชาติ นอกจากนี้ สงครามยังเป็นกระบวนการสูงสุดของการขูดรีดชนชั้นกรรมาชีพโดยการระดมชนชั้นกรรมาชีพเข้าต่อสู้ในสงครามจักรวรรดินิยมที่ยืดเยื้อและทำลายล้างชีวิตจำนวนมากในขณะที่ลูกหลานชนชั้นนำกลับไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ สะท้อนว่า ความขัดแย้งระหว่างรัฐมหาอำนาจภายใต้ทุนนิยมคือความขัดแย้งของจักรวรรดินิยมที่ต้องการสถาปนาอำนาจนำในพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีอำนาจต่อรองต่ำ แม้ว่าสงครามจะทำลายล้างชีวิตและทรัพย์สินมากเพียงใด แต่ตราบใดที่มันทำผลประโยชน์ให้หรือระบบทุน สงครามยังดำเนินต่อไป

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ