โดย กองบรรณาธิการ
บรรดานักเลือกตั้งที่นั่งอยู่ในสภาฯ พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันมากประดุจหนึ่งว่าหากแก้ได้มันจะเป็นยาวิเศษรักษาทุกเรื่อง สำหรับผู้เขียนแล้วการมีรัฐธรรมนูญไม่ได้หมายความว่ามีประชาธิปไตยแท้จริง เพราะการมีรัฐธรรมนูญสามารถใช้อวดว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นเผด็จการ ซึ่งปัจจุบันชนชั้นนำพยายามปกป้องรัฐธรรมนูญประดุจว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และล่วงละเมิดมิได้ ผ่านตัวแทนเครือข่ายของตัวเองในรัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญ
ในทางกลับกันประวัติศาสตร์ได้บอกเราว่า ชนชั้นนำไทยไม่สนใจรัฐธรรมนูญเท่าใดนัก เพราะพวกเขาฉีกรัฐธรรมนูญซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยเหตุผลซ้ำซาก เช่น รัฐบาลทุจริตคอรัปชั่น, สังคมมีความแตกแยกกัน, รัฐบาลเป็นเผด็จการรัฐสภา ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไร้น้ำหนัก อันแสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อันล่วงละเมิดมิได้อย่างที่ชนชั้นนำพยายามอ้าง นั่นเป็นเพราะพวกเขาพร้อมที่จะละเมิดรัฐธรรมนูญอยู่เสมอหากพวกเขากำลังเสียเปรียบประชาชน หรือไม่สามารถครองใจประชาชนได้ แต่ถึงอย่างไรชนชั้นนำไทยก็ไม่ได้โง่ที่จะทำการปกครองคนในสังคมด้วยปืนเพียงอย่างเดียว (แม้ว่าในหัวของเขาคิดจะทำแบบนั้น) การมีรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพวกเขา อย่างไรก็ตาม การมีรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาเป็นเผด็จการย่อมเป็นผลเสียต่อสังคมไทยมากกว่าผลดี พวกเรา-นักสังคมนิยมจึงต้องรณรงค์ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
ย้ำกันอีกครั้งว่ารัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับกับประชาชนในเวลานี้เป็นรัฐธรรมนูญโจรเพราะมาจากทหารที่ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเมืองและเขียนรัฐธรรมนูญที่สืบต่ออำนาจของทหารอย่างแยบยลโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพียงเล็กน้อย คือได้เพียงเฉพาะการเลือกตั้ง ส.ส. ส่วนการเลือกตั้ง ส.ว.ซึ่งให้ประชาชนเลือก ส.ว.จากสาขาอาชีพนั่นเป็นแนวคิดแบบฟาสซิสต์เพราะเป็นการเลือกคนโดยคำนึงถึงอาชีพซึ่งไม่ใช่หลักการของ ๑ คน ๑ เสียงอันมีความหมายว่าแต่ละคนมีเสียงไม่เท่ากัน และรัฐธรรมนูญนี้ปล่อยให้เอกชนแสวงหากำไรอย่างเต็มที่ แม้ว่าจะเขียนไว้สวยหรูว่า “รัฐพึงจัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างทั่วถึง” แต่ในความหมายที่แท้จริงคือคนที่จะได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็คือชนชั้นนายทุน ทั้งยังระบุว่า ให้ประชาชนพึ่งพาตัวเองได้ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีความหมายว่ารัฐไทยจะไม่เป็นรัฐสวัสดิการ และปล่อยให้ประชาชนดูแลตนเองตามยถากรรมอย่างที่เป็นอยู่เช่นทุกวันนี้
สรุปแล้วรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่รักษาผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองอย่างเต็มที่ พวกชนชั้นปกครองจึงไม่ยอมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่าทีของพรรคการเมืองต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่พวกเราแบ่งเป็น ๒ จำพวก พวกแรกคืออยากแก้ไขรัฐธรรมนูญ พวกที่สองไม่อยากแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำพวกสองที่ ๒ ได้แก่ พรรคภูมิใจไทยที่ยืนยันหนักแน่นมาตลอดว่าไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่าทีของพรรคฯ นี้ไม่แปลกใจแต่อย่างใดเพราะพรรคนี้ภูมิใจเสนอความเป็นนายทุนอนุรักษ์นิยมมาตั้งแต่ก่อตั้งพรรคและตอนนี้ได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำรัฐบาลโดยมีพรรคประชาชนเป็นคนเลือกเข้ามาซึ่งศิริกัญญา ตันสกุล อ้างอย่างสวยหรูว่า “ต้องยอมกลืนเลือด”ซึ่งแปลได้ว่า พรรคประชาชนทำการประนีประนอมกับชนชั้นปกครองไปแล้ว และเป็นการประนีประนอมที่แย่มาก ทั้ง ๆ ที่สามารถต่อรองเรื่องให้มีการนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองได้แต่ไม่ทำ

หน้าตาของรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องช่วยกันทำให้มันเกิดขึ้นให้ได้คือ ประเทศไทยต้องเป็นรัฐสวัสดิการ ยกเลิกองค์กรอิสระทั้งหลาย, นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง, อำนาจตุลาการต้องมาจากการเลือกตั้ง, ระบบศาลต้องเป็นระบบลูกขุนเพื่อเชื่อมโยงกับประชาชน เป็นต้น ซึ่งข้อเรียกร้องนี้เกิดขึ้นได้หากมีการรณรงค์ทางการเมืองอย่างหนักผ่านสหภาพแรงงานและกรรมาชีพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างสูง ซึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ขบวนการแรงงานมีส่วนสำคัญในการสร้างประชาธิปไตย เช่น 14 ตุลา 2516 และ พฤษภา 35 เป็นต้น แต่มันไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ลำพังการรณรงค์ผ่านองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ ทำอยู่นั้นแม้ว่าอาจได้รับความสนใจจากสื่อและสาธารณชนได้อยู่บ้าง แต่ไม่มีพลังอย่างเพียงพอในการต่อรองกับพรรคการเมือง เราต้องหาทางให้กรรมาชีพ ประชาชนคนธรรมดาเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย ใช้เวทีนี้ในการปลุกจิตสำนึกให้กับตัวเองให้มีความรู้สึกถึงความเจ้าของอำนาจอธิปไตย และเป็นโอกาสรวมกลุ่มจัดตั้ง ต่อรองอำนาจทางการเมืองกับนักการเมืองทุกระดับด้วย

