คอลัมน์ ในความเคลื่อนไหว โดย คมกริต
ในบทที่ 1 ผู้เขียนได้สรุปเนื้อหาตอนต้นของหนังสือ “ลัทธิทรอตสกีหลังทรอตสกี (Trotskyism After Trotsky)” โดย โทนี่ คลิฟฟ์ เกี่ยวกับความเป็นไปขององค์กรสายทรอตสกีภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งความผิดหวังและความสับสนของขบวนการทรอตสกี
สิ่งที่สะท้อนและเป็นจุดเด่นอันแตกต่างของขนบมาร์กซิสต์สายสังคมนิยมสากล IST (International Socialist Tendency) คือทฤษฎีทุนนิยมโดยรัฐ (State Capitalism) ผู้เขียนมองว่าเป็นส่วนสำคัญในข้อถกเถียงทางการเมือง ซึ่งส่งผลต่อการสร้างความกระจ่างถึงปลายทางอันหลากหลายขององค์กรฝ่ายซ้ายในยุคปัจจุบันและเป็นข้อถกเถียงในพื้นที่วิชาการ สำหรับผู้ที่ยังสับสนในการฝันถึงสังคมนิยมและโลกใหม่อีกด้วย
บทนี้ คลิฟฟ์ ชวนผ่าไส้ระบอบสตาลิน และเหตุใดทรอตสกีรวมถึงสากลที่ 4 ยุคนั้นยังคงมองว่าโซเวียตภายใต้ระบอบสตาลินและระบอบ “ประชาธิปไตยประชาชน” ในยุโรปตะวันออกเป็นรัฐกรรมาชีพ (ที่เสื่อมโทรม)
“รัฐกรรมาชีพเสื่อมโทรม (Degenerated Workers’ State)” ซึ่งเป็นสิ่งที่เลนินและทรอตสกีอธิบายถึงสภาพรัฐกรรมาชีพดินแดนรัสเซียภายหลังสงครามกลางเมือง ซึ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐานในรัสเซียแทบไม่เหลือ ชนชั้นกรรมาชีพเดิมไร้สภาพกรรมาชีพไม่ว่าจะเพราะล้มตายหรือไร้งาน ในขณะที่ข้าราชการพรรคและกองกำลังติดอาวุธกลับโตขึ้น (อ่านเพิ่มใน “ประวัติศาสตร์โลกในมุมมองมาร์กซิสต์ ฉบับสังเขป” หน้าที่ 98 ในเว็บไซต์ https://socialistthai.wordpress.com/)
จุดนี้คือสิ่งที่คลิฟฟ์และเหล่าสหายแตกต่างจากองค์กรสายทรอตสกีอื่น ๆ ในช่วงเวลาของเขา
รัฐกรรมาชีพเสื่อมโทรม?
โทนี่ คลิฟฟ์ ได้สรุปคำอธิบาย “รัฐกรรมาชีพเสื่อมโทรม” ที่ทรอตสกียังคงเสนอในปี 1931 แม้พวกข้าราชการแดงที่มีสตาลินเป็นตัวแทนจะทำการปฏิวัติซ้อนสำเร็จหลังปี 1928 ไปแล้วก็ตาม ดังนี้
ในข้อแรก ทรอตสกีเสนอว่าชนชั้นกรรมาชีพมีอำนาจควบคุมอำนาจรัฐโดยตรงหรือทางอ้อม สามารถกำจัดระบบราชการโดยการปฏิรูปเพียงอย่างเดียว แต่คลิฟฟ์ได้สะท้อนว่า ช่วงเวลานั้นสหภาพแรงงานและสภาคนงานต่างไม่หลงเหลือบทบาท และพวกข้าราชการแดงหรือขุนนางพรรคต่างควบคุมตำรวจลับ กองทัพ คุก หรือที่เรียกว่า “กองกำลังพิเศษของคนติดอาวุธ คุก ฯลฯ” ซึ่งเป็นอิสระจากประชาชน ชนชั้นกรรมาชีพไม่สามารถใช้กลไกรัฐเดิม ๆ เหล่านี้สร้างรัฐใหม่ของชนชั้นกรรมาชีพเองได้
ในข้อที่สอง ทรอตสกีเสนอว่าปัจจัยการผลิตยังเป็นของรัฐแม้ชนชั้นกรรมาชีพจะไม่สามารถควบคุมรัฐได้อีกต่อไป โดยทรอตสกีเน้นย้ำว่ารัสเซียเป็นรัฐกรรมาชีพ (แม้ว่าจะเสื่อมโทรม) เพราะไม่มีกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลขนาดใหญ่ และระบอบสตาลินไม่ได้จัดตั้งขึ้นเป็นชนชั้นปกครองใหม่ แต่เป็นเหมือนระบบราชการที่ทำหน้าที่เพียงกระจายสินค้า เนื่องจากสภาพความขาดแคลนสินค้าบริโภค แต่คลิฟฟ์โต้แย้งว่าข้อนี้ขัดแย้งกับข้อแรกอย่างรุนแรง ในเมื่อพวกข้าราชการแดงได้ทำลายบทบาทสหภาพแรงงานและสภาคนงานไปแล้ว คลิฟฟ์เรียกการวิเคราะห์นี้ว่า “การพิจารณารูปแบบของกรรมสิทธิ์แยกออกจากความสัมพันธ์ทางการผลิต” (กรุณาอ่านเพิ่มใน “แนะนำทฤษฎีทุนนิยมโดยรัฐของ โทนี่ คลิฟ” ที่เว็บไซต์สังคมนิยมแรงงาน)
สู่ทุนนิยมโดยรัฐ
คลิฟฟ์ ยกลักษณะสำคัญสองประการของรูปแบบการผลิตแบบทุนนิยม ได้แก่ การแยกแรงงานออกจากปัจจัยการผลิต และการเปลี่ยนกำลังแรงงานให้เป็นสินค้าที่ตัวแรงงานต้องขายออกเพื่อดำรงชีพ และการนำมูลค่าส่วนเกินกลับมาลงทุนใหม่ นั่นก็คือการสะสมทุน ซึ่งเป็นแรงกดดันให้ตัวนายทุนต่อสู้แข่งขันกันเอง ลักษณะทั้งสองนี้คือสิ่งที่สหภาพโซเวียตเป็นในช่วงแผนห้าปี (ค.ศ.1928 – 1932)
การควบรวมอุตสาหกรรมเกษตรในช่วงแผนห้าปีคล้ายกับการยึดที่ดินชาวนาอังกฤษ ซึ่งเป็นสิ่งที่มาร์กซ์เคยอธิบายไว้ในหนังสือ “ว่าด้วยทุน” ในบท “การสะสมทุนบุพกาล” ในทั้งสองกรณี ผู้ผลิตบนผืนดินถูกยึดที่ดินและต้องขายกำลังแรงงานของตน
ในช่วงแผนพัฒนาห้าปีนี้เองที่วิถีการผลิตในสหภาพโซเวียตเปลี่ยนไปสู่วิถีการผลิตทุนนิยม ระบบราชการได้พยายามสร้างชนชั้นกรรมาชีพและสะสมทุนอย่างรวดเร็วยิ่ง ท่ามกลางพลังการผลิตและรายได้ต่อหัวที่ต่ำ สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อการบริโภคของมวลชนและมาตรฐานการครองชีพ ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ระบบราชการจึงได้แปรสภาพเป็นเสมือนทุนในร่างคน
มองจากประสบการณ์ของทรอตสกี
คลิฟฟ์ ได้เสริมอีกว่า ทฤษฎีทุนนิยมโดยรัฐ นั้น ถูกพัฒนาขึ้นจากการต่อยอดจากทฤษฎีการปฏิวัติถาวรของทรอตสกีที่อิงจากการวิเคราะห์ที่สัมพันธ์กับระบบโลก ทรอตสกีเองก็ได้วิเคราะห์ระบอบสตาลิน และพิจารณาถึงแรงกดดันของระบบทุนนิยมโลกต่อความสัมพันธ์ทางการผลิตที่ดำรงอยู่ในสหภาพโซเวียต แม้จะพิจารณาเพียงรูปแบบภายนอกของกรรมสิทธิ์เท่านั้น ซึ่งกระบวนการสถาปนาระบอบทุนนิยมโดยรัฐก็มาจากแรงกดดันในการแข่งขันระดับโลกด้วย
ข้อสังเกตอีกประการคือ หลังสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง เลนิน ทรอตสกี และผู้นำบอลเชวิคคนอื่นๆ เห็นว่า เมื่อรัฐกรรมาขีพของรัสเซียถูกโดดเดี่ยว การปฏิวัติอาจถอยหลังไปสู่สภาพเดิมในยุคนั้น ก็คือรูปแบบกรรมสิทธิ์เอกชน ทรอตสกีจึงสรุปว่า หากกรรมสิทธิ์โดยรัฐยังคงอยู่ในรัสเซีย ก็ยังคงเป็นรัฐกรรมาชีพที่อาจเสื่อมโทรมจากการบิดเบือนโดยกลุ่มข้าราชการ
การหลงประเด็น
เออร์เนสต์ แมนเดล เขียนไว้ในปี ค.ศ. 1956 ว่า สหภาพโซเวียตจะมีอนาคตสดใดเหนือรัฐทุนนิยมอื่น และในปีเดียวกัน ไอแซก ดอยท์ชเชอร์ หนึ่งในนักคิดสายทรอตสกีได้ทำนายไว้ว่า อีกสิบปีมาตรฐานการครองชีพในสหภาพโซเวียตจะเหนือกว่ายุโรปตะวันตก!
แม้สหภาพโซเวียตในยุคสตาลินจะสามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลในระยะแรก โดยเฉพาะช่วงแผนห้าปีแรก ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับเริ่มเผยให้เห็นข้อจำกัดและความไร้ประสิทธิภาพ
ที่จริง ในช่วงแผนห้าปีแรกและแผนห้าปีที่สอง การบริโภคถูกทำให้เป็นรองการสะสมทุนโดยสิ้นเชิง ดังนั้น สัดส่วนของสินค้าบริโภคในผลผลิตทั้งหมดจึงลดลงจาก 67.2% ในปี ค.ศ. 1927–1929 เหลือ 39.0% ในปี ค.ศ. 1940 ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน สัดส่วนของสินค้าสำหรับการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 32.8% เป็น 61.0%
ขณะเดียวกัน อัตราการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) ถูกกล่าวอ้างว่าสูงถึงเกือบ 20% ต่อปี แม้จะมีการพูดเกินจริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเติบโตจริงอยู่ในระดับสูงมาก ทว่าในทศวรรษ 1950–1959 กลับลดลงเหลือราว 5%–6% ต่อปี ทศวรรษ 1970 เหลือเพียงราว 3%–4% ต่อปี ต้นทศวรรษ 1980 เหลือไม่ถึง 2% ต่อปี และก่อนการล่มสลายในช่วงปี 1987–1991 ตัวเลขกลับกลายเป็นติดลบ
มากกว่าไปนั้น การเน้นหนักไปที่อุตสาหกรรมหนักและการทหารทำให้ภาคการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคถูกละเลย ประชาชนจึงต้องเผชิญกับปัญหาสินค้าขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสื้อผ้า ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐาน ในขณะที่โรงงานผลิตรถถัง เครื่องบินรบ และขีปนาวุธกลับเติบโตอย่างรวดเร็ว
ผลลัพธ์อีกประการก็คือ ระบอบทุนนิยมโดยรัฐเต็มไปด้วยความล่าช้า ขาดข้อมูลจริง และการบิดเบือนตัวเลขเพื่อเอาใจผู้บังคับบัญชา โรงงานจำนวนมากผลิตสินค้าที่ไม่มีคุณภาพหรือไม่ตรงตามความต้องการ เพียงเพื่อ “ทำตามแผน” ระบบแรงจูงใจบิดเบี้ยว เช่น ผู้จัดการโรงงานพยายามตั้งเป้าหมายต่ำ ๆ เพื่อให้ทำได้เกินแผน และเลี่ยงการถูกลงโทษ ขาดกลไกที่ตรวจสอบจากแรงงานหรือสังคม เพราะสหภาพแรงงานอิสระถูกกวาดล้างไปหมด ผลคือ ความสูญเปล่าและไร้ประสิทธิภาพฝังรากลึก
ระบอบทุนนิยมโดยรัฐหมดอายุขัย
ตลอดเวลากว่า 60 ปีของการสะสมทุนของทุนนิยมโดยรัฐ สหภาพโซเวียตสามารถสร้างความก้าวหน้าในเชิงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีบางด้านได้อย่างน่าทึ่ง เช่น การสร้างโรงงานเหล็กขนาดใหญ่ โครงการอวกาศ และอาวุธนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จเหล่านี้เกิดขึ้นบนพื้นฐานของการกดขี่แรงงาน การใช้แรงงานบังคับ และการละเลยความต้องการพื้นฐานของประชาชนส่วนใหญ่
เมื่อถึงปลายศตวรรษที่ 20 ระบอบนี้ไม่สามารถผลักดันการสะสมทุนให้ก้าวต่อไปได้อีก ความไร้ประสิทธิภาพสะสมจนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ ทั้งในเชิงการผลิต การจัดการ และเทคโนโลยี ขณะที่การแข่งขันกับจักรวรรดินิยมตะวันตก โดยเฉพาะในสงครามเย็น ทำให้ภาระทางเศรษฐกิจยิ่งหนักหน่วง
ความไม่พอใจสะสมมานาน ประชาชนต้องเผชิญกับการขาดแคลนสินค้า อาหารหรือของใช้พื้นฐาน รวมทั้งสภาพความเป็นอยู่ที่ต่ำกว่าประเทศทุนนิยมพัฒนาแล้ว ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ยังอ้างว่าระบอบโซเวียตคือ “สังคมนิยมที่เหนือกว่า” ความแตกต่างระหว่างคำโฆษณาชวนเชื่อกับความจริงในชีวิตประจำวัน ทำให้ความชอบธรรมของรัฐสั่นคลอนอย่างรุนแรง
เมื่อถึงปี 1989–1991 การปะทุทางการเมืองเกิดขึ้นทั่วทั้งยุโรปตะวันออกและโซเวียตเอง สาธารณรัฐต่าง ๆ ภายในสหภาพเริ่มประกาศเอกราช จนในที่สุด สหภาพโซเวียตประกาศยุบตัวในเดือนธันวาคม 1991
หากโซเวียตยุคนั้นเป็นรัฐกรรมาชีพจริง กรรมาชีพควรจะปกป้องรัฐในยามถูกทุนนิยมรุกราน แต่ในความจริง พวกเขาไม่ได้ปกป้องรัฐเหล่านั้นเลย และชนชั้นปกครองเดิมไม่ได้ล่มสลาย คริส ฮาร์มาน อธิบายว่าเป็นเพียงการ “สับเปลี่ยน” ภายในชนชั้นปกครองเดิม ขุนนางพรรคเฉลิมฉลองการเป็นนายทุนหน้าใหม่ แม้ผองเพื่อนต้องล้มหายไปบ้าง
มรดกทางความคิดที่มีผลในปัจจุบัน
การวิจารณ์ทรอตสกีไม่ใช่การปฏิเสธทั้งหมด แต่เป็นการรักษา “จิตวิญญาณ” ของทรอตสกีไว้ ขณะที่ละทิ้งถ้อยคำที่ไม่สอดคล้องกับประสบการณ์จริง และการวิพากษ์ดังกล่าวสำหรับคลิฟฟ์คือการทบทวนขนบมาร์กซิสต์ดั้งเดิม
การเผชิญความเป็นจริงของรัฐโซเวียตที่กลายพันธุ์สู่การสะสมทุนใต้ร่ม “สังคมนิยม” ยังช่วยทำความเข้าใจว่าเหตุใด สิทธิสตรี สิทธิชาวเกย์ สิทธิชาวมุสลิมในรัสเซีย เสรีภาพทางศิลปะ และความก้าวหน้าอื่น ๆ จึงถูกทำลายไป และมอบโอกาสใหม่ในการสร้างสังคมนิยมและพรรคปฏิวัติโดยไม่สับสน
แต่ยังมีอีกเหตุผลที่เบี่ยงเบนเส้นทางของขบวนการสายทรอตสกีนอกเหนือจากการท่องงานทรอตสกีเป็นคัมภีร์หรือความผิดหวังในการปฏิวัติ ซึ่งผู้เขียนจะสะท้อนในบทต่อไป


