ใจ อึ๊งภากรณ์
ตุลาคม 2568
ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เคยเขียนว่า “เจตนาที่จะทำลายล้างพลังนักศึกษา และประชาชนที่ใฝ่เสรีภาพนั้นมีอยู่นานแล้ว ในตุลาคม 2516 เมื่อมีเหตุทำให้เปลี่ยนระบบการปกครองมาเป็นรูปประชาธิปไตยนั้น ได้มีผู้กล่าวว่าถ้าฆ่านักศึกษาประชาชนได้สักหมื่นสองหมื่นคนบ้านเมืองจะสงบราบคาบ” ใครมีเจตนาแบบนี้? ป๋วย อธิบายต่อว่า “ผู้ที่สูญเสียอำนาจทางการเมือง ในเดือนตุลาคม 2516 ได้แก่ทหารและตำรวจบางกลุ่ม และผู้ที่เกรงว่าในระบบประชาธิปไตยตนจะสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจไป ได้แก่พวกนายทุนเจ้าของที่ดินบางกลุ่ม”
เบเนดิก แอนเดอร์สัน เสนอว่าวิกฤตในสังคมไทยตอนนั้นมาจากหลายสาเหตุเช่น วิกฤตราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ปี 2516 ซึ่งทำให้การลงทุนในเศรษฐกิจไทยลดลงและเกิดปัญหาขาดดุลการชำระเงิน พร้อมกันนั้นในประเทศรอบด้านรัฐบาลฝ่ายขวาถูกล้มและรัฐบาลคอมมิวนิสต์ขึ้นมามีอำนาจในปี 2518 นอกจากนี้กรรมาชีพ ชาวนา และนักศึกษาไทย ออกมาประท้วงและนัดหยุดงานบ่อยเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำในสังคมที่สะสมมา แอนเดอร์สัน อธิบายว่าสิ่งที่ฝ่ายขวาต้องการคือ การหยุดยั้งการประท้วงต่างๆ ของนักศึกษา กรรมาชีพ และชาวนา
คนส่วนใหญ่ในแวดวงชนชั้นปกครองในยุคนั้นเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องใช้ความรุนแรงและการปฏิบัตินอกกรอบของระบบประชาธิปไตยในการสกัดกั้นขบวนการ “สังคมนิยม” ซึ่งในสายตาของเขารวมถึงคนที่มีแนวคิดเสรีประชาธิปไตยด้วย ดังนั้นเกือบทุกส่วนของชนชั้นนำเห็นชอบความรุนแรงและกับการตั้งองค์กรลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง นวพล และกลุ่มนอกระบบอื่นๆ ถึงแม้ว่าบางส่วนอาจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่เมื่อเวลาผ่านไป “กลุ่มนอกระบบ” บางกลุ่มกลายเป็นเครื่องมือเฉพาะของซีกหนึ่งของชนชั้นนำเท่านั้น และสิ่งนี้ก่อให้เกิดความแตกแยกแย่งชิงผลประโยชน์กันในหมู่ชนชั้นปกครองเอง
แคทเธอริน โบอี มองว่าผู้ที่วางแผนก่อรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลา แต่ถูก“คณะปฏิรูปการปกครอง” ตัดหน้าชิงทำรัฐประหารก่อน คือฝ่ายที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่สุดกับกลุ่มนอกระบบทั้งหลาย
นักวิชาการและนักข่าวต่างประเทศหลัง 6 ตุลาคม 2519 มีการกล่าวถึงบทบาทของวังในเหตุการณ์ โดยที่นักวิชาการส่วนใหญ่อธิบายว่ากิจกรรมของวังมีส่วนเสริมให้เกิดวิกฤตกาลด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การสนับสนุนขบวนการลูกเสือชาวบ้าน และการไปเยี่ยมพระถนอมที่วัดบวรนิเวศน์ในปลายเดือนกันยายนอย่างเปิดเผยเป็นต้น แต่ไม่มีใครเสนอว่าวังเป็นผู้ “สั่ง” ให้มีการปราบปราม (ใจ อึ๊งภากรณ์ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ และคณะ. ธันวาคม 2544. อาชญากรรมรัฐไทยในวิกฤตการเปลี่ยนแปลง.)
ธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีขวาจัดหลัง 6 ตุลา อาจใกล้ชิดกับวัง แต่รัฐบาลนี้อยู่ได้ไม่นานและถูกล้มในรัฐประหารรอบสอง เพียงหนึ่งปีหลังจาก 6 ตุลา เพราะรัฐบาลธานินทร์ไม่สามารถสร้างความมั่นคงในสังคมได้เลย
ดังนั้นภาพที่เราเห็นคือภาพของชนชั้นปกครองไทยที่ต้องการปราบปรามฝ่ายซ้ายแต่ขัดแย้งกันเอง
ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เคยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับทฤษฎีที่เสนอว่าพวกฝ่ายซ้ายทำเกินเหตุจึงต้องปราบปรามว่า “การปรับสถานการณ์ต่างๆ ในสังคมให้ดีขึ้น เช่นการปฏิรูปที่ดิน ฯลฯ เกิดขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย การกดดันให้นายจ้างหัวแข็งลงมาเจรจากับลูกจ้างทำได้อย่างไรถ้าไม่นัดหยุดงาน? การกดดันให้รัฐบาลออกมาแก้ไขปัญหาชาวบ้านที่มีกับบริษัทเหมืองแร่ทำได้อย่างไรถ้าไม่ประท้วง? … ถ้ามองย้อนกลับไป รู้สึกว่าพวกเราทุกคนในยุคนั้นสายตาสั้นเวลาบ่นเรื่องความวุ่นวายเหล่านี้”
สิ่งที่น่าสังเกตคือ การเข้าป่าของนักศึกษาหลัง 6 ตุลา ไม่ใช่แผนของพรรคคอมมิวนิสต์ เพราะพรรคไม่มีความพร้อมที่จะรับมวลชนที่หลั่งไหลเข้าป่าเลย นอกจากนี้พรรคไม่ได้มองว่าการต่อสู้ในเมืองเป็นเรื่องหลัก เพราะเชื่อในแนวสู้ “ชนบทล้อมเมือง” ของเหมาในจีน พรรคจึงถอนผู้ปฏิบัติการออกจากเมืองก่อน 6 ตุลา
เราอาจมองได้ว่าการทำลายขบวนการนักศึกษาในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นการทำลายขบวนการหลักในสังคมไทยที่มีเจตนาและความสามารถเพียงพอที่จะนำการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่เป็นธรรมหรือ “สังคมนิยม” ที่มีองค์ประกอบของประชาธิปไตยแท้ก็ได้ เราไม่ควรลืมว่าองค์กรนักศึกษาเป็นแกนนำสำคัญที่ล้มเผด็จการทหารและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตั้งแต่ก่อนยุค 14 ตุลาคม 2516 ดังนั้นถ้าขบวนการนักศึกษาไม่ถูกทำลายในวันที่ 6 ตุลาคม สังคมไทยอาจมีลักษณะที่แตกต่างจากรูปแบบปัจจุบันที่มีความเหลื่อมล้ำสูง แต่ในขณะเดียวกันแตกต่างจากระบบเผด็จการ “คอมมิวนิสต์” ในอินโดจีนอีกด้วย
สิ่งหนึ่งที่สนับสนุนข้อเสนอนี้คือ ขบวนการนักศึกษามีส่วนในการถกเถียงกับผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ในตอนท้ายๆ ก่อนที่จะพากันออกจากป่า เพราะนักศึกษาไม่พอใจกับสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นความเผด็จการของพรรค และการถกเถียงดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการลดบทบาทและอิทธิพลของพรรคในที่สุด
เกษียร เตชะพีระ อธิบายว่า “ฝ่ายซ้ายไทย” ในยุคระหว่าง 14 ถึง 6 ตุลา เป็นการบรรจบรวมของสามกระแสหลักคือ (1)กระแสปัญญาชนฝ่ายค้านในเมืองซึ่งมีองค์ประกอบหลากหลาย เช่นแนวพุทธของตะวันออก แนวซ้ายใหม่ตะวันตก และแนวมาร์คซิสต์ (2)กระแสความคิดของพรรคคอมมิวนิสต์ไทย และ(3)กระแสซ้ายดั้งเดิมของไทยจากปัญญาชนมาร์คซิสต์สมัย 2490 สามกระแสดังกล่าวนอกจากจะนำไปสู่ความขัดแย้งจนป่าแตกในที่สุดแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าขบวนการนักศึกษาและฝ่ายซ้ายในเมือง ถ้าไม่ถูกปราบ ไม่จำเป็นต้องนำเมืองไทยไปสู่รูปแบบสังคมที่เหมือน จีน เวียดนาม หรือ เขมร ก็ได้
ในยุคนี้มีคนที่เสนอว่าถ้าจะใช้คำว่า “อาชญากรรม” ก็ต้องใช้กับแนวทางต่อสู้แบบจับอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์ด้วย ผู้เขียนไม่แปลกใจกับความเสื่อมทางการเมืองของบางคนที่เคยก้าวหน้าท่ามกลางความพ่ายแพ้ ผิดหวัง และความโดดเดี่ยว แต่หัวใจของเรื่องคือการที่เขาไม่แยกแยะระหว่างการใช้ความรุนแรงของรัฐกับการใช้ความรุนแรงของประชาชนชั้นล่างเพื่อป้องกันตัวจากรัฐ ไม่ต่างจากการโทษทั้งสองฝ่ายในเรื่องปาเลสไตน์
ถ้าฝ่ายซ้ายสมัย 6 ตุลา เน้นบทบาทของการเมืองมวลชน คือกรรมาชีพ เกษตรกร และนักศึกษา แทนที่จะเน้นการจับอาวุธต่อสู้ในป่า ซึ่งประวัติศาสตร์พิสูจน์ว่าไร้ประสิทธิภาพ สังคมไทยอาจมีหน้าตาที่แตกต่างจากปัจจุบันโดยสิ้นเชิง แต่นั้นเป็นการวิจารณ์แนวทาง ไม่ใช่การมองว่าพรรคคอมมิวนิสต์แย่พอ ๆ กับชนชั้นปกครองไทยแต่อย่างใด

