เมื่อสงครามจบ แต่ความขัดแย้งของจักรวรรดินิยมยังดำเนินต่อไป

โดย ชัยศูทร สากลนิยม

​เมื่อ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 สงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลงหลังการลงนามในสนธิสัญญาหยุดยิงในตู้รถไฟระหว่างผู้แทนฝ่ายฝรั่งเศสและจักรวรรดิเยอรมันที่กำลังวุ่นวายทางการเมือง สงครามดังกล่าวเป็นสงครามที่รัฐมหาอำนาจจักรวรรดินิยมเร่งระดมสรรพสิ่งเข้าสู่เวทีการแย่งชิงอำนาจนำทางเศรษฐกิจการเมือง ชนชั้นกรรมาชีพถูกระดมอย่างมหาศาลในการเข่นฆ่ากันเองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองของรัฐจักรวรรดินิยมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและการทำลายล้างของอาวุธอุตสาหกรรมทุนนิยม หลังการลงนามหยุดยิง ความขัดแย้งยังดำเนินต่อไปความขัดแย้งที่รัฐจักรวรรดินิยมยังคงมีส่วนร่วมอย่างเห็นได้ชัดภายใต้ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจการเมืองแบบทุนนิยมได้แก่ สงครามกลางเมืองรัสเซีย สงครามประกาศอิสรภาพไอร์แลนด์ และสงครามริฟ (Rif War) ระหว่างกลุ่มต่อต้านอาณานิคมในโมร็อกโกกับสเปนและฝรั่งเศส  เป็นต้น โดยส่วนใหญ่เป็นสงครามการลุกฮือต่อสู้กับรัฐจักวรรดินิยมมหาอำนาจ

​ ความขัดแย้งเชิงจักรวรรดินิยมหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่โดดเด่นและชัดเจนที่สุดคือ สงครามกลางเมืองรัสเซีย สงครามปฏิวัติที่พรรคบอลเชวิกในฐานะพรรคของชนชั้นกรรมาชีพเผชิญกับภัยคุกคามต่าง ๆ จำนวนมาก ทั้งฝ่ายปฏิกิริยาในรัสเซีย และฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในฐานะกลุ่มรัฐทุนนิยมจักรวรรดินิยมที่ต้องการทำลายการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพที่อาจจะลุกลามไปยังประเทศเหล่านี้ อนึ่ง แม้ว่าจะเป็นความพยายามทำลายปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพของจักรวรรดินิยม ทว่า การแทรกแซงของฝ่ายจักรวรรดินิยมมีเรื่องของผลประโยชน์ต่าง ๆ เกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการลงทุนในรัสเซียก่อนการปฏิวัติกรรมาชีพเดือนตุลาคม

​ ในจักรวรรดิรัสเซีย ค.ศ. 1914 มีการพึ่งพาการลงทุนต่างชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะอังกฤษที่มีมูลค่าการลงทุนในจักรวรรดิรัสเซียถึงร้อยละ 50 และฝรั่งเศสมีมูลค่าลงทุนในจักรวรรดิรัสเซียถึงร้อยละ 45 ซึ่งมหาศาลอย่างมาก และเป็น 2 ประเทศที่เข้ามาลงทุนรวมกันถึงร้อยละ 95 โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมน้ำมันในบากู (ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของอาเซอร์ไบจาน) โดยบริษัท Shell ของอังกฤษ และบริษัท Banque Rothschild (ฝรั่งเศส) เข้ามาลงทุนผ่านบริษัท Caspian and Black Sea Oil Company และน้ำมันจากบากูส่งออกผ่าน ท่าเรือบาตูมี (Batumi: ปัจจุบันอยู่ในประเทศจอร์เจีย) ทางทะเลดำและเข้าสู่ตลาดยุโรป (McKay, John P. , University of Chicago Press, 1970), อุตสาหกรรมโลหะและถ่านหินในดอนบาส (ปัจจุบันอยู่ในยูเครนและมีการสู้รบในสงครามรัสเซีย-ยูเครน) และเมือง Krivyy Rih (ปัจจุบันอยู่ในแคว้น Dnipropetrovsk ของยูเครน) ที่มีการลงทุนจาก Compagnie du Donetz et Krivoï-Rog สัญชาติฝรั่งเศส, Société Métallurgique du Donetz สัญชาติเบลเยียม ซึ่งฝรั่งเศสและเบลเยียมมาลงทุนในภูมิภาคเหล่านี้มากที่สุด John Hughes นักอุตสาหกรรมชาวอังกฤษมีส่วนในการสร้างเมืองอุตสาหกรรมใหม่ อาทิ Yuzovka (ปัจจุบันชื่อ Donetsk ในยูเครน เมืองหลักของ Donetsk Oblast ที่ยังมีการสู้รบ) (McKay, 1970. อ้างถึงใน Gatrell, Peter. 1986.) นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังให้เงินกู้แก่จักรวรรดิรัสเซียถึง 1.5 หมื่นล้านฟรังก์ในช่วงทศวรรษ 1890s เพื่อพัฒนาเส้นทางรถไฟและอุตสาหกรรมน้ำมันในบากู ใน ค.ศ. 1914 ฝรั่งเศสเป็นเจ้าหนี้รายใหญที่สุดของจักรวรรดิรัสเซีย

​ โดยสรุปแล้ว สงครามโลกครั้งที่ 1 หรือมหาสงครามที่เคยมีการคาดการณ์หรือคาดหวังว่า สงครามเพื่อหยุดสงครามทั้งมวล (The war to end all wars.) แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ความขัดแย้งระหว่างจักรวรรดินิยมยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและการขูดรีดดินแดนอาณานิคมของเจ้าจักรวรรดิยังคงดำเนินต่อไป สำหรับสงครามกลางเมืองรัสเซียนั้น นี่คือการต่อสู้ระหว่างขบวนการปฏิวัติกรรมาชีพกับฝ่ายปฏิกิริยาจำนวนมาก พร้อมกับประเทศจักรวรรดินิยมที่พยายามแทรกแซงและทำลายการปฏิวัติ ทั้งนี้ การแทรกแซงเพื่อทำลายการปฏิวัติไม่ได้จำกัดเพียงมิติทางอุดมการณ์และการเมืองเท่านั้น แต่ยังมีมิติทางเศรษฐกิจมาเกี่ยวข้องอย่างมีนัยยะสำคัญ กล่าวได้ว่า สงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งของบรรดาจักรวรรดินิยมจำนวนมากสิ้นสุดลง แต่ยังนำไปสู่ความรุนแรงจำนวนมากที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ที่ยังส่งผลกระทบถึงปัจจุบัน

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ