พื้นฐานทางเศรษฐกิจของรัฐที่เสื่อมสลาย จาก รัฐกับการปฏิวัติของเลนิน

โดย รุเธียร

            รัฐกับการปฏิวัติ (หลักลัทธิมาร์กซ์ว่าด้วยรัฐกับภาระหน้าที่ของชนชั้นกรรมาชีพในการปฏิวัติ) ถูกเขียนขึ้นเมื่อกลางปี 1917 โดยวลาดิมีร์ เลนิน ก่อนการปฏิวัติบอลเชวิคในเดือนตุลาคมจะเกิดขึ้นและพลิกผันรัสเซียเข้าสู่การเป็นรัฐสังคมนิยมแห่งแรกของโลก ในงานเขียนดังกล่าว เลนินอาศัยบทนิพนธ์ของมาร์กซ์และเองเกลส์มาต่อยอดถึงความไม่เป็นธรรมชาติของรัฐซึ่งเป็น “ผลิตผลของความไม่อาจประนีประนอมกันได้ของความขัดแย้งทางชนชั้น” “องค์กรพิเศษของกำลังติดอาวุธ” และ “เครื่องมือสำหรับขูดรีดชนชั้นล่าง”

​ในบทที่ 5 ว่าด้วย “พื้นฐานทางเศรษฐกิจของรัฐที่เสื่อมสลาย” เลนินแสดงให้เห็นถึงความยอกย้อนของสิ่งที่ถูกเรียกโดยนายทุนว่าประชาธิปไตย และความจำเป็นของการปฏิวัติด้วยความรุนแรงเพื่อก่อตั้งรัฐสังคมนิยมโดยเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพเพื่อปราบปรามผู้กดขี่ อย่างไรเสีย แม้อำนาจนั้นจะเปลี่ยนมือไปยังชนชั้นผู้ถูกกดขี่ก็ตาม แต่เลนินก็ยังชี้ให้เห็นถึงความเป็นวิภาษวิธีของการดำรงอยู่ของรัฐในฐานะเครื่องมือของการปราบปรามและใช้ความรุนแรงซึ่งไม่อาจมอบเสรีภาพอย่างแท้จริงให้กับมนุษยชาติได้ โดยการอรรถาธิบายงานเขียนของมาร์กซ์และเองเกลส์ เลนินตอบคำถามว่าเราจะเปลี่ยนผ่านจากระบบทุนนิยมเข้าสู่สังคมคอมมิวนิสต์ได้อย่างไรทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง คือเมื่อการต่อต้านของชนชั้นนายทุนสิ้นสุดลงไปแล้ว ระหว่างสมาชิกในสังคมไม่มีความแตกต่างในความสัมพันธ์ทางการผลิตแล้ว รัฐซึ่งเป็นเครื่องมือของการกดขี่บังคับปราบปรามจึงจะสูญสิ้นไปและเข้าสู่สังคมคอมมิวนิสต์ นั่นคือเสรีภาพและประชาธิปไตยของคนหมู่มากอย่างแท้จริง

(ถัดจากนี้คือบางส่วนจากงานเขียนดังกล่าวของเลนิน แปลโดยสำนักพิมพ์โลกทรรศน์)

              ในสังคมทุนนิยม ภายใต้เงื่อนไขที่มันพัฒนาไปอย่างราบรื่นที่สุดนั้น ระบอบประชาธิปไตยที่ค่อนข้างสมบูรณ์คือระบบสาธารณรัฐประชาธิปไตย แต่ระบอบประชาธิปไตยชนิดนี้ถูกจำกัดโดยกรอบอันคับแคบของระบอบขูดรีดของทุนนิยมตลอดมา ดังนั้น โดยเนื้อแท้แล้ว มันจึงเป็นเพียงระบอบประชาธิปไตยสำหรับคนส่วนน้อย สำหรับชนชั้นผู้มีทุน สำหรับคนรวยตลอดมา

              ส่วนเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งก็คือกองหน้าของผู้ถูกกดขี่จัดตั้งขึ้นเป็นชนชั้นปกครองเพื่อปราบปรามผู้กดขี่นั้น จะเอาแต่ขยายประชาธิปไตยให้กว้างขวางอย่างง่าย ๆ เท่านั้นไม่ได้ นอกจากขยายประชาธิปไตยอย่างขนาดใหญ่ ทำให้ประชาธิปไตยเป็นประชาธิปไตยสำหรับคนจน สำหรับประชาชน แต่มิใช่สำหรับคนรวยเป็นครั้งแรกแล้ว เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพยังจะต้องใช้มาตรการมากมายไปลิดรอนเสรีภาพของนายทุนผู้กดขี่ ผู้ขูดรีดอีกด้วย เพื่อที่จะให้มนุษยชาติได้รับการปลดแอกจากระบบทาสรับจ้าง เราจำเป็นต้องปราบปรามคนเหล่านี้ จำเป็นต้องใช้กำลังบังคับเพื่อบดขยี้การต่อต้านของพวกเขา – เห็นได้ชัดว่า ที่ใดใช้การปราบปรามและใช้ความรุนแรง ที่นั่นย่อมไม่มีเสรีภาพ ไม่มีประชาธิปไตย

              (ในจดหมายของเองเกลส์) เขากล่าวว่า “ที่ชนชั้นกรรมาชีพต้องการรัฐนั้น มิใช่เพื่อเสรีภาพ หากเพื่อปราบปรามศัตรูของตน เมื่อใดมีความเป็นไปได้ที่จะพูดถึงเสรีภาพแล้ว เมื่อนั้นรัฐก็จะไม่ดำรงอยู่อีกต่อไป” ให้คนส่วนมากที่สุดมีประชาธิปไตย ดำเนินการปราบปรามด้วยกำลังบังคับต่อผู้ที่กดขี่ขูดรีดประชาชน – นี่แหละคือประชาธิปไตยที่แปรรูปไปแล้วภายใต้เงื่อนไขการผ่านจากระบอบทุนนิยมไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์

              มีแต่ในสังคมคอมมิวนิสต์ คือเมื่อบดขยี้การต่อต้านของนายทุนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว นายทุนสูญสิ้นไปแล้ว ชนชั้นไม่ดำรงอยู่แล้ว (คือระหว่างสมาชิกไม่มีความแตกต่างในความสัมพันธ์ทางปัจจัยการผลิตของสังคมแล้ว) – มีแต่ถึงเวลานั้นเท่านั้น “รัฐจึงจะสูญสิ้นไป” จึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะพูดถึงเสรีภาพ มีแต่ถึงเวลานั้นเท่านั้น ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง ประชาธิปไตยที่ปราศจากการห้ามใด ๆ อย่างแท้จริงจึงจะมีความเป็นไปได้ จึงจะปรากฏเป็นจริงได้ และก็มีแต่ถึงเวลานั้นเท่านั้น ประชาธิปไตยจึงจะเริ่มสูญสลาย เหตุผลไม่สลับซับซ้อนเลย คือเมื่อคนเราสลัดพ้นจากระบอบทาสทุนนิยม สลัดพ้นจากปรากฏการณ์ที่โหดร้ายทารุณ ป่าเถื่อน เหลวไหลไร้สาระและเลวทรามอันนับไม่ถ้วนที่ระบอบขูดรีดทุนนิยมได้ก่อขึ้น ก็จะค่อย ๆ เคยชินกับการปฏิบัติตามระเบียบการใช้ชีวิตส่วนรวมขั้นต้นซึ่งรู้กันมาหลายร้อยปี และพูดกันซ้ำซากมาหลายพันปีในภาษิตทั้งหลาย เคยชินกับกับการปฏิบัติตามระเบียบเหล่านี้อย่างสมัครใจ โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง ไม่ต้องใช้การบังคับ ไม่ต้องมีการขึ้นต่อและปฏิบัติตาม ไม่ต้องมีองค์กรพิเศษสำหรับดำเนินการบังคับซึ่งเรียกว่ารัฐ

              สังคมคอมมิวนิสต์ซึ่งเพิ่งคลอดออกมาจากทุนนิยม และในด้านต่าง ๆ ยังมีริ้วรอยของสังคมเก่าอยู่นี้ มาร์กซ์เรียกว่าขั้นแรกหรือขั้นต่ำของสังคมคอมมิวนิสต์ ปัจจัยการผลิตมิใช่เป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลของเอกชนอีกแล้ว มันเป็นกรรมสิทธิ์ของสังคมทั้งสังคมแล้ว สมาชิกสังคมทุกคนบรรลุการใช้แรงงานส่วนหนึ่งตามความต้องการของสังคมแล้วรับบัตรรับรองจากสังคมเพื่อแสดงว่าเขาได้ใช้แรงงานไปในปริมาณเท่าไร โดยบัตรรับรองนี้ เขาจะได้รับผลิตผลจากคลังแห่งเครื่องอุปโภคบริโคของสังคมในปริมาณพอ ๆ กันกับที่แสดงในบัตร ฉะนั้น หลังจากหักแรงงานส่วนที่กันไว้สำหรับเป็นเงินทุนสังคมแล้ว สิ่งที่ผู้ใช้แรงงานทุกคนได้รับจากทางสังคมจึงพอ ๆ กับที่เขาได้อุทิศให้แก่สังคม

              มาร์กซ์กล่าวว่า ในที่นี้มี “สิทธิเสมอภาค” จริง แต่ทั้งนี้ยังคงเป็น “สิทธิชนชั้นนายทุน” ซึ่งเช่นเดียวกับสิทธิทุกอย่างคือ มีความไม่เสมอภาคเป็นเงื่อนไขเบื้องต้น สิทธิใด ๆ ล้วนแต่ถือบรรทัดฐานเดียวกันไปใช้กับคนที่ต่างกัน  ไปใช้กับคนที่โดยทางเป็นจริงแล้วไม่เหมือนกันและไม่เท่ากัน ดังนั้น “สิทธิเสมอภาค” จึงเป็นความไม่เสมอภาค ความไม่ยุติธรรม …”ในทางเป็นจริงแล้วสิ่งที่คน ๆ หนึ่งได้รับนั้นมากกว่าคนอีกคนหนึ่ง จึงมั่งมีกว่าอีกคนหนึ่ง ดังนี้เป็นต้น เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ สิทธิจึงไม่ควรเสมอภาค แต่ควรไม่เสมอภาค”

              ด้วยเหตุนี้  ในขั้นแรกของระบอบคอมมิวนิสต์จึงยังไม่สามารถเป็นได้ถึงขั้นยุติธรรมและเสมอภาค ระดับความมั่งมียังมีความแตกต่างกัน  และความแตกต่างก็คือความไม่ยุติธรรมนั่นเอง แต่การขูดรีดคนนั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะว่าเมื่อถึงเวลานั้นจะยึดเอาปัจจัยการผลิต เช่นโรงงาน เครื่องจักร ที่ดินเป็นต้น มาเป็นของส่วนบุคคลไม่ได้อีกต่อไป … เริ่มแรกสุดสังคมนี้จะทำลายได้ก็แต่ปรากฏการณ์ที่เอกชนถถือครองปัจจัยการผลิตซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ “ไม่ยุติธรรม” แต่จะทำลายปรากฏการณ์ไม่ยุติธรรมที่ยังคงดำรงอยู่ในการแบ่งปันเครื่องอุปโภคบริโภค “ตามแรงงานที่ใช้” (ไม่ใช่ตามความต้องการ) ไปในทันทีไม่ได้

              มาร์กซ์กล่าวต่อไปว่า “ในขั้นสูงสุดของสังคมคอมมิวนิสต์ เมื่อสภาพที่บีบบังคับคนให้ปฏิบัติตามการแบ่งงานราวกับทาสสูญสิ้นไปแล้ว และดังนั้นความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างแรงงานทางสมองกับแรงงานทางกายก็สูญสิ้นตามไปด้วย เมื่อการใช้แรงงานมิเพียงแต่เป็นวิธีการสำหรับการยังชีพ หากได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นประการแรกของชีวิตไปแล้ว และเมื่อพลังการผลิตก็เพิ่มพูนขึ้นพร้อมกับการพัฒนาอย่างทั่วด้านของปัจเจกชน และต้นธารทั้งปวงของโภคทรัพย์สังคมล้วนหลั่งไหลออกมาอย่างเต็มที่ – มีแต่ในเวลานั้นเท่านั้นจึงจะสามารถพ้นจากสายตาอันคับแคบของสิทธิชนชั้นนายทุนอย่างสิ้นเชิง และสังคมจึงจะเขียนลงบนธงของตนว่า “แต่ละคนทำงานตามความสามารถ ได้รับส่วนแบ่งตามความต้องการ”

              เมื่อถึงเวลานั้น ประตูใหญ่ที่จะผ่านจากขั้นแรกของสังคมคอมมิวนิสต์ไปสู่ขั้นสูงสุดของสังคมคอมมิวนิสต์ก็จะเปิดกว้างออก และรัฐก็จะสูญสลายไปอย่างสิ้นเชิงพร้อมกันด้วย

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ