โดย ทาเคโอะ ยูกิ และ สมทรง ตรีแก้ว
รักชาติ หรือรักอำนาจ?
“ชาติ” เป็นถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ แต่ในความศักดิ์สิทธิ์นั้นกลับซ่อนอำนาจบางอย่างไว้เสมอ ในทุกยุคทุกสมัย ผู้ปกครองมักหยิบ “ความรักชาติ” มาเป็นผ้าคลุมของอำนาจตนเอง ในมุมมองมาร์กซิสต์แนวคิดชาตินิยมไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติของมนุษย์ หากแต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง โดยเฉพาะชนชั้นนายทุนและชนชั้นนำผู้กุมอำนาจรัฐ ชาตินิยมในความหมายดั้งเดิมอาจเป็นพลังปลดปล่อย เมื่อประชาชนลุกขึ้นต่อต้านจักรวรรดินิยม ดังเช่นขบวนการปลดปล่อยเวียดนามที่นำโดย โฮจิมินห์ แต่เมื่อใดที่อำนาจรัฐเข้ายึดกุมความหมายของ “ชาติ” เมื่อนั้นชาตินิยมก็กลายเป็นเครื่องมือในการกำกับความคิดของประชาชน คำว่ารักชาติ จึงแปรเปลี่ยนจากพลังแห่งการปลดปล่อยเป็นกรงขังเสรีภาพ เพื่อจัดระเบียบผู้คนให้เป็นเนื้อเดียวกันเพื่อโบกธงชาติให้สะบัดอย่างภาคภูมิใจ? เมื่อชนชั้นปกครองอ้างว่าพวกเขาคือ “ตัวแทนของชาติ” อำนาจนำทางความคิดจะรวบยอดและรวมศูนย์การตีความไว้ ไม่ใช่เพราะประชาชนยินยอม แต่เพราะถูกหล่อหลอมกล่อมเกลาให้เชื่อว่า เจ้าของแผ่นดินคือผู้ศักดิ์สิทธิ์ และคือชาติในที่สุด ต่างกับ “ชาติ” ของผู้ทำงานหาเช้ากินค่ำอาจไม่ใช่ชาติหนึ่งเดียว ไม่ใช่ชาติที่ช่วยคุ้มครองผลประโยชน์ กลุ่มทุน และอำนาจทางการเมืองของชนชั้นนำ แต่เป็นอีกชาติ ที่รวมชีวิต ความฝัน และการทำงานอันเหน็ดเหนื่อยของผู้คนแต่เมื่อรัฐสวมผ้าคลุม “รักชาติ” ผู้คนตัวเล็กตัวน้อย หรือประชาสามัญชนก็หายไป
การสร้างศัตรูของชาติ ก็คือการสร้าง ‘คนอื่น’ เพื่อรักษาอำนาจ ทุกอุดมการณ์ชาตินิยมต้องมี “ศัตรู” เพราะไม่มีสิ่งใดทำให้ประชาชนรวมตัวกันได้ง่ายเท่าความกลัวและความเกลียดชัง ในประเทศใดที่ผู้ปกครองอ่อนแอ การสร้างศัตรูมักกลายเป็นยุทธศาสตร์ทางอำนาจที่แยบคายที่สุด แบ่งแยกแล้วปกครองก็อาจจะมีส่วน ศัตรูของชาติไม่จำเป็นต้องอยู่ชายแดนเสมอไป แต่อาจอยู่ข้างบ้าน คือคนที่คิดต่าง พูดต่าง หรือฝันต่างจากที่รัฐกำหนด ในนามของ “ความมั่นคงแห่งชาติ” รัฐสามารถสอดแนม จับกุม อุ้มหายปิดปาก หรือทำให้กลายเป็นอื่น — โดยมีเสียงปรบมือของผู้คนที่ถูกหล่อหลอมให้เชื่อว่ากำลัง “ปกป้องชาติ” คอยเชียร์ เหมือนรอยยิ้มของเด็กน้อยที่มองดูชายถูกแขวนคอใต้ต้นมะขามสนามหลวงเมื่อ 6 ตุลา 2519 ชาตินิยมเช่นนี้จึงมิใช่พลังสามัคคีที่เขาหลอกลวง หากแต่เป็นเครื่องมือแยกผู้คนออกจากกันอย่างเลือดเย็น
—-ชาติยังเป็นสินค้าทางอุดมการณ์ในระบบทุนนิยม
ในโลกทุนนิยม ชาติไม่ได้เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์แห่งอัตลักษณ์ หากยังเป็น “สินค้า” ชนชั้นนายทุนและรัฐผลิต “ความภาคภูมิใจในชาติ” ราวกับผลิตโฆษณาสินค้าผ่านสื่อ การศึกษา และพิธีกรรมทางสังคม เด็กถูกสอนให้เคารพธงชาติทุกเช้า แต่ไม่เคยถูกสอนให้ตั้งคำถามถึงความหมายของธงนั้น มุมมองมาร์กซิสต์ พบว่า ชาตินิยมเบ่งอำนาจคือการสร้าง “จิตสำนึกเทียม” ที่กระหายจะครอบครอง ประชาชนถูกชักนำให้หลงเชื่อว่าตนกับชนชั้นปกครองมีผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง ผลผลิตของแรงงานถูกดูดซับ ถูกขูดรีด ถูกปล้นสะดมไปโดยคนเพียงหยิบมือเดียว ในยามเศรษฐกิจตกต่ำผู้มีอำนาจมักเรียกร้องให้อดทนเพื่อชาติ “รัดเข็มขัดเพื่อชาติ” แต่เมื่อเศรษฐกิจฟื้น ใครกันที่ได้ผลกำไร ที่สุขสบาย? ชาติจึงกลายเป็นคำใหญ่ที่กลบเสียงเล็ก ๆ ของความไม่เท่าเทียมไว้จนมิด
อิทธิพล หรืออำนาจของความรักชาติในห้องเรียนของรัฐ ? ชาติถูกเล่าผ่านตำนานของวีรบุรุษผู้เสียสละเพื่อราชบัลลังก์ หรือผู้สวามิภักดิ์แต่ไม่มีใครพูดถึงคนธรรมดาที่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของตน ไม่มีบทเรียนว่าชาติถูกสร้างโดยคนธรรมดาๆ ที่บุกป่าฝ่าดง สร้างบ้านแปงเมือง ชาติในแต่ละยุคสะท้อนผลประโยชน์ของชนชั้นที่ครองอำนาจ เมื่อผลประโยชน์เปลี่ยนความหมายของชาติย่อมเปลี่ยนตาม ดังนั้น “รักชาติ” ที่พากันคร่ำครวญสอนคือการแย่งชิงสิทธิที่จะกำหนดอนาคตของประชาชนเอง น่าสลดที่ชาตินิยมกับประชาธิปไตย กลายเป็นความรักที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้
ชาตินิยมเบ่งอำนาจและประชาธิปไตยมักเดินคนละเส้นทาง
ประชาธิปไตยต้องการพลเมืองที่คิดเองได้ แต่ชาตินิยมหรือรัฐนิยมต้องการพลเมืองที่เชื่อง่ายโดยไม่ถาม เมื่อใดที่คนตั้งคำถามต่ออำนาจ ชาตินิยมจะชูธงโบกสะบัด และกลายเป็นผ้าคลุมพลเมืองไปทันทีในนามความมั่นคงของชาติ “อย่าทำลายชาติ!” คำที่มักได้ยินจากผู้ที่กลัวการเสียอำนาจของตน ชาติที่ไม่มีความเสมอภาคคือร่างกายที่ไร้วิญญาณ ชาติที่ปิดปากคนเห็นต่างคือคุกทางความคิด อุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ หรือ God King and Country” ถูกสร้างในยุโรปตั้งแต่ยุคสงครามโลก
แนวคิดนี้ใช้ปลุกขวัญประชาชนให้ยอมพลีชีพเพื่อแผ่นดิน มันคือเครื่องมือทางอุดมการณ์ที่รัฐใช้ควบคุมมวลชน โดยทำให้พวกเขาเชื่อว่าการตายเพื่อชาติคือเกียรติสูงสุด เมื่อแนวคิดนี้เดินทางมาถึงดินแดนสยาม มันถูกกลั่นกรองให้เข้ากับบริบทแบบไทย เพื่อเตือนถึงอันตรายจากคนต่างชาติ ต่างถิ่น เชื้อสาย และตระกูลในยุคนั้น ชาติถูกทำให้หมายถึง “ความเป็นไทย” ที่บริสุทธิ์
ส่วนผู้ที่คิดต่าง หรือไม่อยู่ในกรอบที่ผู้ปกครองกำหนดสร้างจารีตของการรักชาติไว้ ล้วนถูกมองว่า “ไม่ไทยพอ”อุดมการณ์นี้กลายเป็นเสาหลักของรัฐชาติสมัยใหม่ มันถูกสอนในโรงเรียน สื่อ และกองทัพจนความจงรักภักดีถูกตีความว่าเป็นการไม่ตั้งคำถาม ผู้ที่ถามว่า “ชาติคืออะไร” ถูกตราหน้าว่า “ขายชาติ” ผู้ที่พูดถึงสิทธิมนุษยชน ถูกกล่าวหาว่า “ไม่รักแผ่นดิน”และนี่คือจุดเริ่มต้นของการใช้ “ความรักชาติ” เพื่อปิดปากคนในชาติเอง
โลกาภิวัตน์กับชาตินิยมยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21 ทุนนิยมข้ามโลก อาจจะทำให้แนวคิด “ชาติ” ดูล้าสมัย
แต่ในความเป็นจริง ชาตินิยมกลับฟื้นคืนชีพในรูปใหม่ — ชาติของตลาดและทุน รัฐประกาศรักชาติ แต่เปิดประตูให้ทุนข้ามชาติครอบครองทรัพยากร ประชาชนถูกสอนให้ภูมิใจในความเป็นไทย แต่สินค้าที่บริโภค ล้วนผลิตในโรงงานต่างชาติ กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ชาตินิยมยุคใหม่จึงเป็นภาพลวงตาที่หล่อเลี้ยงความไม่เท่าเทียมระดับโลกในขณะที่ผู้คนโบกธงชาติบนท้องถนน บรรษัทข้ามชาติกำลังโบกกำไรบนตลาดแรงงานจากชาตินิยมสู่ความเป็นมนุษย์ร่วมโลก ตราบใดที่มนุษย์ยังแบ่งกันด้วยธง ด้วยดินแดนแทนชนชั้น เราจะยังถูกหลอกให้สู้กันในสงครามที่คนรวย นายทุน และบรรดานายพลเป็นผู้ได้รับประโยชน์เสมอ
การปลดปล่อยที่แท้จริงจึงไม่ใช่การรักษาชาติไว้แบบเดิม แต่คือการสร้างชาติใหม่ของประชาชนชนชั้นกรรมาชีพ
ไทย-กัมพูชา รบกันเพื่อสิ่งใด
หลังจากที่กระสุนนัดแรกในชายแดนลั่นไกออกไป ตามมาด้วยกองทัพไทยฉวยโอกาสขี้นมาเป็นผู้นำในการบัญชาการบริหารงานและรบที่ชายเเดน ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการบริหารความขัดเเย้ง คำถามคือกองทัพไทย-กัมพูชารบกันเพื่อสิ่งใด และใครได้ประโยชน์สูงสุดในการรบกันในครั้งนี้ แน่นอนคำตอบไม่ใช่คนจนของทั้งสองประเทศอย่างแน่นอน รูปธรรมคือความหวาดกลัว ในสงครามเราเห็นคลื่นอพยพของกรรมาชีพกัมพูชาหลั่งไหลออกจากไทยกลับไปบ้านเกิด จากกระแสสังคมที่รุมด่าชาวกรรมาชีพว่าไม่รู้บุญคุณไทย และยังโดนรัฐบาลของตัวเองหลอกว่า กลับไปจะมีงานทำอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือกรรมาชีพกัมพูชาจำนวนมากพยายามกลับเข้ามาหางานทำในไทยอีกครั้ง และแน่นอนพวกเขาถูกจับฐานหลบหนีเข้าไทย ในขณะที่คนไทยที่ทำการค้าขายในชายแดนต่างก็ประสบปัญหาไม่สามารถขายสินค้าให้กับคนกัมพูชาได้เพราะกองทัพไม่ยอมเปิดด่าน เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมากที่ประเทศไทยซึ่งทำการค้ากับกัมพูชาและได้เกินดุลกับกัมพูชาเมื่อปีที่แล้วจำนวน 109,163 ล้านบาท (กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์) แต่ดูเหมือนว่ากองทัพซึ่งรัฐบาลนายอนุทินมอบอำนาจดูแลจัดการชายแดนกลับไม่สนใจความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น
ชายแดนทั้งสองประเทศมีความยาวประมาณ 798 กิโลเมตร บางช่วงเขตแดนชัดแจ้งและในหลายๆ จุดทั้งสองฝั่งต่างกล่าวอ้างว่าเป็นอธิปไตยของตน บรรยากาศในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาจึงเป็นบรรยากาศต่างฝ่ายต่างไม่ (อยาก) รบ (อีกแล้ว) แต่ก็ไม่อยากให้สงบลง เพราะกองทัพไทยจงใจไม่อยากให้บรรยากาศชายแดนสงบอย่างแท้จริง เนื่องจากต้องการครองอำนาจนำในทางการเมือง การทำให้ชายแดนสงบจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อกองทัพไทยและรัฐบาลต้องให้อำนาจในการบริหารจัดการชายแดนให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง
กลับมายังคำถามว่า ไทย-กัมพูชา รบเพื่อสิ่งใด ? หลังจากที่อิทธิพลทางการเมืองของกองทัพถูกสั่นคลอนอย่างหนักจากขบวนการต่อสู้ของคนหนุ่มสาวในสังคมไทยเมื่อปี 2563 ในการตั้งคำถามกับสังคมว่า “กองทัพมีไว้ทำไม” และนำมาสู่การรณรงค์ทางการเมืองของคนหนุ่มสาวเพื่อยกเลิกการเกณฑ์ทหารและปฎิรูปกองทัพ ซึ่งการที่พรรคการเมืองเช่นพรรคประชาชนกลับเล่นกับการรักชาติโดยล้อไปกับกองทัพและสายชาตินิยมก็เพื่อหวังชนะการเลือตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่บัดซบที่พวกเขาละเลยจุดยืนเพียงเพื่อต้องการชนะการเลือกตั้ง

