ถ้าไม่มีพรรคปฏิวัติจะฝันถึงสังคมใหม่ไม่ได้ บทเรียนจากการประท้วงทั่วเอเชีย

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

บทเรียนสำคัญจากการประท้วงของคนหนุ่มสาวในเอเชียเมื่อไม่นานมานี้คือ ผู้ที่ไม่มีพรรคปฏิวัติฝันถึงสังคมใหม่ไม่ได้ ไม่สามารถก้าวพ้นรูปแบบสังคมที่มีอยู่ อาจต้องการให้มีการปฏิรูปบ้าง แต่ไม่สามารถนึกถึงระเบียบสังคม.–ที่แตกต่างจากปัจจุบันโดยสิ้นเชิง และไม่สามารถกำหนดทิศทางการต่อสู้ จึงปล่อยให้กลุ่มอื่นเข้ามามีอิทธิพลแทน จะขอพิจารณากรณี ศรีลังกา บังกลาเทศ เนปาล อินโดนีเซีย เกาะมาดากัสการ์  ติมอร์-เลสเต และฟิลิปปินส์

                ในศรีลังกา ความโกรธแค้นไม่พอใจของคนหนุ่มสาวต่อนักการเมืองกระแสหลัก ในปี 2022 ระเบิดขึ้นในการประท้วงล้มรัฐบาลเผด็จการของ โกตาบายา ราชปักษา ซึ่งเป็นสมาชิกครอบครัวที่มีอิทธิพลทางการเมืองมานาน สิ่งที่จุดประกายคือสภาพเศรษฐกิจและวิกฤตค่าครองชีพ อย่างไรก็ตามมวลชนหลายส่วนฝากความหวังไว้กับกองทัพที่เขี่ย โกตาบายา ออกไปหลังจากที่ชัดเจนว่าเขาอยู่รอดไม่ได้ มีการเฉลิมฉลองกันในเมืองโคลัมโบ โดยที่มวลชนบุกเข้าไปในบ้านของอดีตประธานาธิบดีและเล่นน้ำในสระว่ายน้ำส่วนตัวของเขาด้วยความสนุกสนาน ต่อมาในการเลือกตั้งทั่วไป ดิสสะนายาเก จากพรรค “แนวร่วมปลดปล่อยประชาชน” JVP ได้รับชัยชนะ พรรคนี้เคยอ้างว่าเป็น “มาร์คซิสต์” แต่ขยับไปทางขวานานแล้ว และแทนที่เขาจะใช้ชัยชนะในการเลือกตั้งเพื่อเปลี่ยนระบบ เขาประนีประนอมกับพวกนายธนาคารและไอเอ็มเอฟ และเลือกใช้นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาด สรุปแล้วมีการเปลี่ยนใบหน้าผู้นำแต่ระบบทุนนิยมและการกดขี่ขูดรีดยังคงเดิม

                ในบังกลาเทศการล้มรัฐบาลเผด็จการของ ชีค ฮาสินา จากพรรค “สันนิบาตอวามี” ในปี2024 เป็นชัยชนะอันงดงามก็จริง แต่นักศึกษาที่เป็นหัวหอกของขบวนการประท้วงมีข้อจำกัดสำคัญคือ ไว้ใจข้อตกลงกับกองทัพและนักการเมืองกระแสหลักที่เป็นฝ่ายค้าน การประท้วงถูกจุดประกายจากนโยบายความไม่พอใจของนักศึกษาต่อสภาพเศรษฐกิจ นักศึกษาที่เรียนจบออกมาแล้วไม่มีงานทำ และสภาพดังกล่าวโดนซ้ำเติมจากการที่รัฐบาลให้โควตาสิทธิพิเศษกับ “ญาติวีรชน” จากสงครามกับปากีสถานตะวันตกในปี 1971 การใช้โควตานี้เต็มไปด้วยการเล่นพรรคเล่นพวกอย่างน่าเกลียด แต่หลังจากที่ ฮาสินา ถูกมวลชนล้ม กองทัพก็เข้ามาก้าวก่ายการเมืองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนายพลที่เคยได้รับจากรัฐบาลชุดก่อน ไม่ใช่ว่ากองทัพคือคำตอบสำหรับคนธรรมดาแต่อย่างใด กองทัพกับพรรคฝ่ายค้าน คือพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ ได้คุยกันและตกลงแต่งตั้งนักเศรษฐศาสตร์ มูฮัมมัด ยูนุส มาเป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราวจนกว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2026

                ทั้งพรรคชาตินิยมบังกลาเทศซึ่งเคยเป็นฝ่ายค้าน และพรรคสันนิบาตอวามี เป็นพรรคฝ่ายขวาที่แข่งขันกันมาตลอดตั้งแต่การก่อตั้งประเทศ ทั้งสองพรรคนำโดยตระกูลที่มีอำนาจ เต็มไปด้วยนักการเมืองสกปรก และมีประวัติการปราบปรามจำคุกนักเคลื่อนไหว ทั้งสองพรรคแตกต่างกันในลักษณะหน้าตาบุคคลที่คุมพรรคเท่านั้น และไม่ได้เป็นทางเลือกสำหรับประชาชน นักศึกษาและกรรมาชีพแต่อย่างใด คาดว่าหลังการเลือกตั้งใหม่พรรคชาตินิยมจะเข้ามาตั้งรัฐบาล อาจมีพรรคของนักศึกษาใหม่ แต่ระบบการเมืองคงไม่เปลี่ยนแปลง กรรมาชีพ เกษตรกร และคนยากจนในเมืองที่มีมากมาย คงไม่สามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้

                เนปาลเคยปกครองโดยกษัตริย์เผด็จการ ชญาเนนทระ แต่ถูกล้มจากการประท้วงใหญ่ของประชาชนในปี 2006 มีการประกาศว่าเนปาลเป็นสาธารณรัฐ โดยที่พรรคที่ใช้ธงแดงและมีชื่อ “คอมมิวนิสต์” มีส่วนสำคัญในการเคลื่อนไหว แต่หลังจากนั้นชายสูงอายุ 8 คนจาก 3 พรรคการเมืองคือ พรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (ลัทธิเหมา) พรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (มาร์กซิสต์-เลนินนิสต์เอกภาพ) และพรรคคองเกรสเนปาล ก็ผลัดกันเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นเวลา 19 ปี และทั้งๆ ที่พรรคคอมมิวนิสต์ลัทธิเหมาเคยทำสงครามกับรัฐบาลกษัตริย์ และพรรคพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล(มาร์กซิสต์-เลนินนิสต์เอกภาพ)จะเรียกตนเองว่า “คอมมิวนิสต์” แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ต่างจากพรรคกระแสหลักเลย เพราะมีเป้าหมายในการสร้างสังคมภายใต้ระบบทุนนิยมตามแนว “ปฏิวัติสองขั้นตอน” ของลัทธิสตาลิน คือล้มระบอบกษัตริย์แล้วค่อยๆ สร้างทุนนิยมตลาดเสรีในปัจจุบัน ส่วน “สังคมนิยม” เก็บเอาไว้สำหรับชาติหน้า และที่สำคัญคือต้องการควบคุมไม่ให้กรรมาชีพ นักศึกษา และเกษตรกรคนจนนำตนเองในการเปลี่ยนระบบ

                สิ่งที่จุดประกายการประท้วงของคนหนุ่มสาวในเนปาลครั้งนี้ คือการที่รัฐบาลปิดบริษัทโซเชียลมีเดียที่ไม่ยอมลงทะเบียนกับรัฐบาล แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคืออภิสิทธิ์พิเศษของนักการเมืองและเด็กในเครือญาติชนชั้นปกครองที่เรียกกันว่า “เนโปเบบี้” ผู้ประท้วงจึงเผาตึกรัฐสภาและบ้านหรูของนักการเมือง ในช่วงแรกรัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีเค.พี.ชาร์มา โอลี จากพรรคพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล(มาร์กซิสต์-เลนินนิสต์เอกภาพ) ได้สั่งให้ตำรวจปราบปรามผู้ประท้วงจนมีคนเสีนชีวิต 31 คน แต่ในที่สุดเขาก็ต้องลาออก หลังจากนั้นมีการแต่งตั้งอดีตประธานศาลฎีกา นางสุชิลา การ์กี อายุ 73 ปี เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ ซึ่งถึงแม้ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีสตรีคนแรกของเนปาล และมีภาพว่าต้านการคอร์รัปชั่น แต่เขาไม่ต่างอะไรจากพวกชายชราที่เคยปกครองประเทศ ล่าสุดผู้นำการประท้วงของคนหนุ่มสาว นาย ซูดาน กุรุง ประกาศว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยที่มีแต่นโยบายต้านการทุจริต แต่ไม่มีข้อเสนอใดๆเพื่อสร้างสังคมใหม่เลย อีกไม่นานก็คงแปรตัวเป็นนักการเมืองกระแสหลักในที่สุด

                ในอินโดนีเซียการประท้วงของมวลชนคนหนุ่มสาวและคนจนถูกจุดประกายเมื่อตำรวจขับรถทับพนักงานไรเดอร์ขณะที่มีการเดินขบวนต้าน “สวัสดิการที่อยู่อาศัย” ก้อนใหญ่ที่ ส.ส. ได้ทุกเดือน ซึ่งมีมูลค่าสิบเท่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ในขณะเดียวกันประชาชนต้องอดอยากท่ามกลางนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาล ดังนั้นมีการเผาบ้านนักการเมืองและพังเข้าไปในตึกราชการ และผู้ประท้วงเลือกใช้ธงโจรสลัดการ์ตูนอนิเมะวันพีซแทน ซึ่งสะท้อนว่ามีการจัดตั้งแบบกระจัดกระจายแทนที่จะนำโดยพรรคฝ่ายซ้าย กลุ่มผู้ประท้วงประกอบไปด้วยคนงานรากหญ้าในสถานที่ที่ไม่ค่อยมีสหภาพแรงงานและพวกคนทำงานแพลตฟอร์ม ตำรวจได้ออกมาพยายามปราบปรามการประท้วงด้วยความรุนแรง แต่สิ่งที่น่ากังวลคือมีพวกอินฟลูเอนเซอร์เสรีนิยมในโซเชียลมีเดียเข้ามายึดการนำโดยเสนอข้อเรียกร้องปฏิรูป “17+8” ในนามของมวลชน ยิ่งกว่านั้นประชาชนจำนวนมากฝากความหวังไว้กับกองทัพ และประธานาธิบดี ปราโบโว ซุเบียนโต ซึ่งเป็นอดีตนายพลที่มีประวัติในการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายใต้เผด็จการซูฮาร์โต โดยประชาชนมองว่าปัญหาอยู่ที่ตำรวจไม่ใช่ทหาร

                ปราโบโว ชอบสร้างภาพว่าเป็น “ลุงใจดี” และในงานของสภาแรงงานเมื่อไม่นานมานี้ เขาร่วมร้องเพลง “แองเตอร์นาซิอองนาล” กับพวกนักสหภาพข้าราชการ รัฐบาลมักจะใช้สภาแรงงาน “เหลือง” เหล่านี้ ที่ไม่ยอมต่อสู้กับรัฐหรือนายจ้างอย่างจริงจัง เพื่อตัดหน้าขบวนการแรงงานแท้เมื่อมีการประท้วง ส่วนฝ่ายซ้ายในอินโดนีเซียปัจจุบันอ่อนแอ บางกลุ่มที่เคยเรียกตัวเองว่ามาร์คซิสต์ไปจับมือกับ ปราโบโว แต่พวกที่พร้อมจะวิจารณ์ทหารยังเล็กเกินไปที่จะชิงการนำในการประท้วงได้

                ที่น่ากังวลคือรัฐบาลของ ปราโบโว ได้นำนโยบายบางส่วนของ ยุคเผด็จการซุฮาร์โต คือ “สองบทบาทของกองทัพ” กลับเข้ามาใช้อีก มีการกำหนดว่ากองทัพจะมีบทบาทนำในการบริหารสังคมและการป้องกันประเทศพร้อมๆ กัน คือมีสองบทบาทควบคู่กันไป (dwi fungsi) ในสมัยซูฮาร์โตมีการส่งผู้บัญชาการทหารไปปกครองพื้นที่ต่างๆ คู่กับข้าราชการพลเรือน และในทุกสถานที่ทำงานและโรงงานจะมีนายทหารนั่งคุมคนงานอยู่ มันคงจะทำให้คนไทยคิดถึงบทบาททหารในไทยสมัยนี้ โดยเฉพาะในเรื่องชายแดนและภาคใต้

                ในกรณีการประท้วงของคนหนุ่มสาวที่เกาะมาดากัสการ์ มีการฝากความหวังไว้กับทหารหน่วยรบพิเศษ ทั้งๆ ที่เป็นหน่วยที่เคยทำรัฐประหารและเปิดทางให้อดีตประธานาธิบดีเผด็จการขึ้นมามีอำนาจ ตอนนี้กองทัพก็ยึดอำนาจอีกครั้งหลังจากที่ประธานาธิบดีถูกล้ม ที่เห็นชัดคือการที่คนหนุ่มสาวไม่มีการจัดตั้งทำให้ไม่สามารถกำหนดทิศทางการเมืองได้

                ใน ติมอร์-เลสเต คนหนุ่มสาวโกรธแค้นและออกมาประท้วงรัฐบาลที่ซื้อรถหรูให้ สส. และการที่ สส. และข้าราชการชั้นสูงมี “สิทธิ์” ได้บำนาญตลอดชีพในอัตราเดียวกับเงินเดือนตอนอยู่ในตำแหน่ง ในขณะเดียวกันประชาชนลำบากและยากจน คนจำนวนมากเข้าถึงน้ำประปาและการศึกษาที่มีคุณภาพไม่ได้ และเยาวชนหางานทำด้วยความลำบาก

                ชนชั้นปกครองของ ติมอร์-เลสเต ขึ้นมากมีอำนาจเมื่อสามารถปลดแอกประเทศจากการยึดครองของอินโดนีเซีย ที่เคยคุมติมอร์-เลสเต ระหว่าง 1975-2002 ด้วยความรุนแรงป่าเถื่อน

                หลังจากการประท้วงครั้งนี้รัฐบาลยอมยกเลิกการซื้อรถให้ สส. และบำนาญพิเศษตลอดชีพ และผู้นำนักศึกษาคนหนึ่งก็มองว่าเป็นเรื่องดีเพราะรัฐบาลสามารถนำเงินนั้นไปปรับปรุงสาธารณูปโภคและการเกษตร อย่างไรก็ตามแค่การปฏิรูปแบบนี้จะไม่แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำมหาศาลในประเทศที่ 40% ของประชากรมีสภาพยากจน

                ในฟิลิปปินส์คนหนุ่มสาวออกมาประท้วงเรื่องการทุจริตในโครงการป้องกันน้ำท่วม แต่ในภาพกว้างมันสะท้อนความไม่พอใจในระบบการเมืองที่ถูกครอบงำโดยนักการเมืองจากตระกูลใหญ่ๆ และการที่รัฐบาลของนักการเมืองเหล่านี้บวกกับพวกเทคโนแครต ทุนใหญ่ และไอเอ็มเอฟกับธนาคารโลก ใช้นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำและกดขี่ประชาชนธรรมดา การประท้วงเริ่มขึ้นในวันที่ 21 กันยายน ซึ่งตรงกับวันที่อดีตประธานาธิบดีเผด็จการ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ประกาศกฎอัยการศึกในปี 1972 วันนี้เป็นวันหยุดประจำชาติเพื่อระลึกถึงความรุนแรงของ มาร์กอส แต่ในปัจจุบันลูกชายของเขาก็ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดีคือ ซารา ดูเตอร์เต ลูกสาวของ โรดรีโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีอันธพาลที่ติดคุกอยู่ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ เพราะละเมิดสิทธิมนุษยชนในสงครามต้านยาเสพติด ลักษณะผู้นำฟิลิปปินส์แบบนี้ที่เป็นคนจากตระกูลเจ้าพ่อใหญ่ สร้างความไม่พอใจในหมู่คนก้าวหน้าจำนวนมาก

                คนหนุ่มสาวจัดตั้งกระจัดกระจาย บางคนใช้ธงโจรสลัดการ์ตูนอนิเมะวันพีซแบบที่ใช้กันในอินโดนีเซีย บางส่วนมากับองค์กรนักศึกษาและเยาวชนฝ่ายซ้ายเช่น “อักบายัน” กับ “อานักบายัน” ฟิลิปปินส์มีองค์กรฝ่ายซ้ายมานาน “บายัน”(แนวร่วมรักชาติ) และ “อานักบายัน” (องค์กรเยาวชน) เป็นพวกคอมมิวนิสต์สายเหมา ส่วน “อักบายัน” แยกออกมาและหันหลังให้กับลัทธิเหมา แต่ปัจจุบันใช้แนวสังคมนิยมปฏิรูปในรัฐสภา องค์กรที่ใกล้เคียงที่สุดกับพรรคปฏิวัติมาร์คซิสต์คือ PLM -Partido Lakas ng Masa “พรรคมวลชนผู้ใช้แรงงาน” แต่ปัญหาของ PLM คือยังไม่สามารถมีอิทธิพลสูงพอในการนำการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาว ซึ่งมีลักษณะคล้ายปัญหาของฝ่ายซ้ายที่ไทยตอนที่คนหนุ่มสาวประท้วงรัฐบาลประยุทธ์ แต่ในไทยเราเล็กกว่า PLM เรารู้ดีว่าในไทยมันจบด้วยการฝากความหวังในพรรคอนาคตใหม่

                PLM เสนอให้มีรัฐบาลรูปแบบใหม่ของกรรมาชีพ เยาวชน และเกษตรกรคนจน ซึ่งอาจเป็นไปได้ยากในขั้นตอนแรก แต่อย่างน้อยจะเป็นการชูประเด็นที่ข้ามพ้นระบบการเมืองทุนนิยม เพื่อจุดประกายการต่อสู้ในอนาคต

บทเรียน

การประท้วงของคนหนุ่มสาวที่กล่าวถึงในบทความนี้มีข้อสรุปและบทเรียนดังนี้

1. การประท้วงสะท้อนความเบื่อหน่ายไม่พอใจกับชนชั้นปกครองที่ดำรงอยู่นานและกอบโกยผลประโยชน์กับอภิสิทธิ์ ท่ามกลางความยากจนและความไร้อนาคตของคนรุ่นใหม่ ในหลายกรณีชนชั้นปกครองนี้ขึ้นมามีอำนาจหลังการปฏิวัติหรือสู้รบกับอำนาจเก่า และท่ามกลางความหวังสำหรับอนาคตที่ดีกว่าเดิม

2. ในบางกรณีมันเปิดโปงธาตุแท้ของพรรคการเมืองที่เรียกตัวเองว่ามาร์คซิสต์ แต่แท้จริงเป็นสายสตาลินเหมาและขยับไปทางขวาจนไม่ต่างจากพรรคกระแสหลักเลย

3. ในหลายกรณีมีการฝากความหวังกับกองทัพหรือนักการเมืองกระแสหลัก ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดสำคัญ

4. การไม่มีพรรคปฏิวัติสังคมนิยมแปลว่ามวลชนมองไม่ออกว่าจะเปลี่ยนระบบอย่างไร แค่มองเรื่องการโค่นรัฐบาลหรือผู้นำคนใดคนหนึ่ง หรือการกำจัดทุจริต แต่ไม่มีแผนที่จะล้มระบบการเมืองกระแสหลักที่ผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำและก่อให้เกิดการทุจริตอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือมันเปิดทางให้กลุ่มอื่นเข้ามากำหนดทิศทางของการต่อสู้

                ดังนั้นการสร้างและจัดตั้งพรรคการเมืองสังคมนิยมมาร์คซิสต์ในหมู่คนหนุ่มสาวกับชนชั้นกรรมาชีพเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ