โดย กองบรรณาธิการ
การจัดการปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาเราสามารถสรุปได้ว่า กองทัพมีบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาการรุกล้ำเขตแดนไทยของกัมพูชาตั้งแต่ต้น แทนที่จะเป็นรัฐบาล แต่ด้วยมีผู้นำที่ไร้ความสามารถ และมีจุดอ่อนเรื่องผลประโยชน์ระหว่างอดีตผู้นำของทั้งสองประเทศ กองทัพจึงช่วงชิงบทบาทและใช้มาตรการทางทหาร รวมทั้งปลุกระดมลัทธิชาตินิยม ที่กลับไม่มีประโยชน์ในการสร้างสันติภาพ ทั้งไม่สอดคล้องกับมาตรการทางการทูตของรัฐบาล, กลไกการเจรจาสันติภาพ และความสมานฉันท์ระหว่างประชาชนคนธรรมดาของสองประเทศ และยังเกิดปัญหาตามมาคือสร้างความเสียหายและรอยร้าวยิ่งขึ้น แทนที่ไทยจะมีวุฒิภาวะทางอารมณ์และความสามารถมากกว่าประเทศที่ยากจนและเผด็จการยิ่งกว่า ดังเห็นได้จากการที่คนคลั่งชาติ อินฟลูเอนเซอร์ปฏิเสธบทบาทของนักสิทธิมนุษยชนที่คัดค้านการเปิดเสียงผีกลางดึกเพื่อขับไล่ชาวบ้านฝั่งตรงข้ามจนหลับนอนไม่ได้ เพราะเข้าข่ายทรมานทางจิตใจ ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ในพื้นที่บ้านหนองจานอันเป็นแนวเขตแดนที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้
มาตรการทหารที่ไม่สนใจมิติทางสังคม ที่สำคัญคือ มาตรการปิดจุดผ่านแดนถาวรและจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และการจัดทำรั้วชายแดนไทย–กัมพูชาในพื้นที่เส้นเขตแดนที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้แล้ว โดยอ้างว่า จะทำให้การผ่านแดนที่ผิดกฎหมายยากขึ้น ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ก็ใช้มาตรการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่องรวมทั้งให้มีการสร้างเส้นทางยุทธวิธีตลอดแนว การไม่ปล่อยเชลย 18 คน การเน้นความมั่นคงของรัฐชาติในแง่ของการหวงแหนดินแดนแบบสุดโต่งตามแนวคิดเจ้าอาณานิคมจากระบอบเก่าที่ไร้อารยะ
เมื่อ 23 มิถุนายน 2568 ไทยสั่งปิดด่านชายแดนกับกัมพูชาทุกจุด แม้สองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 แต่การค้าชายแดนยังชะงัก เพราะสถานการณ์ยังไม่นิ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ การขนส่งสินค้าทางบกลดเป็น 0% ส่วนทางเรือก็ชะลอตัว ขณะที่กัมพูชาเดินหน้ารณรงค์ลดการพึ่งพาสินค้าไทย หากประเมินจากตัวเลขการส่งออกของไทยไปกัมพูชาในปี 2567 มีมูลค่า 324,136 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 27,000 ล้านบาทต่อเดือน จากผลพวงปิดด่าน 100% ทำให้ตัวเลขการส่งออกของไทยใน 6 เดือนหลังของปีนี้ (ก.ค.-ธ.ค.) จะหายไปประมาณ 162,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อหักการส่งออกทางเรือที่มีสัดส่วน 25% ของการส่งออกไปกัมพูชาแล้วจะทำให้มูลค่าการส่งออกจริงหายไปประมาณ 120,000 ล้านบาท
กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ของไทย รายงานว่า ปี 2024 การค้าชายแดนมีสัดส่วนถึง 48% ของมูลค่าการค้ารวมไทย-กัมพูชา และในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2025 ก่อนความขัดแย้ง มูลค่าการค้าชายแดนยังคงขยายตัวถึง 11.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน รวมเป็นมูลค่ากว่า 80,720 ล้านบาท เกินดุลการค้า 45,430 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมโยงที่แนบแน่นของเศรษฐกิจทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ ยังมีแรงงานกัมพูชาที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องในไทยกว่า 512,000 คน คิดเป็นราว 15% ของแรงงานข้ามชาติทั้งหมด และประมาณ 1.3% ของกำลังแรงงานรวมของไทย หากแรงงานเหล่านี้ถอนตัวออกทั้งหมด ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะรุนแรงอย่างยิ่ง โดยการคำนวณจาก GDP ต่อแรงงานหนึ่งคนในปี 2024 (ราว 460,000 บาทต่อปี) พบว่า การขาดแรงงานกัมพูชาจะก่อให้เกิดความสูญเสียเศรษฐกิจสูงถึง 19,530 ล้านบาทต่อเดือน
ด้วยข้อมูลความเสียหายทางเศรษฐกิจข้างต้น ทำไมเสียงของนายทุนจึงไม่สามารถต่อรองกับทหารและรัฐบาล เพื่อให้สร้างความตระหนักในการเจรจาสันติภาพและเปิดด่านโดยเร็วที่สุด อย่างที่กล่าวไปคือ ความคลั่งชาติที่กองทัพเป็นผู้ผลักดันแต่แรก และลุกลามจนทำให้บรรยากาศตึงเครียด ได้กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แรงานกัมพูชาต้องตัดสินใจกลับบ้านเพราะเกรงกลัวการทำร้ายร่างกาย การเหยียดเชื้อชาติ แม้พวกเขาจะออกมาส่งเสียงผ่านสื่อมวลชนไทย แต่ก็ไม่ดังพอ เพราะไร้อำนาจต่อรอง สหภาพแรงงานในไทยจำนวนมากก็พากันเงียบกริบ รวมทั้งพรรคประชาชนที่ไม่ปฏิเสธบทบาทนำของทหาร แต่มุ่งไปที่การปราบปราบขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติในกัมพูชา ที่ท้ายสุดเราก็พบว่า เจ้าหน้าที่รัฐไทยรู้เห็นเป็นใจ และจัดหาทรัพยากรป้อนให้ และไม่สามารถมีข้อเสนอเยียวยาชดเชยความเสียหายทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชาที่เข้ามาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้จีดีพีไทยเติบโต กลับถูกเหยียดหยาม ถูกไล่กลับประเทศ และไม่ได้ค่าชดเชยใดๆ ทั้งๆ ที่เขาไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายของฮุนเซน และชนชั้นปกครองที่นั่น
รัฐบาลจึงควรเรียกพวกเขากลับมาทำงาน ไม่โกงค่าจ้างและสวัสดิการเพื่อสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะเป็นหนทางในการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างพี่น้องประชาชนคนธรรมดา เพราะการเมืองประชาธิปไตยจะเติบโตได้ด้วยการสนับสนุนสันติภาพและความยุติธรรมมากกว่า แรงงานกัมพูชาต่างก็ถูกกดขี่จากชนชั้นปกครองในประเทศตนเอง ฉะนั้นเขาจึงไม่ใช่ศัตรูของเรา ไม่ใช่จำเลยสังคม ขอให้หยุดอุดมการณ์ชาตินิยมที่ไร้ประโยชน์ในการแก้ไขความขัดแย้งเรื่องดินแดน และเปิดด่านเสียที

