สังคมนิยมก่อนสมัยมาร์กซ์

โดย อาเล็กซ์ คาลินิคอส  ตอนที่ 1/2 เเปลโดย ใจ อึ๊งภากรณ์ ตีพิมพ์ครั้งแรก มี.ค.2542

​“มาร์กซ์ คืออัจฉริยะบุรุษที่พัฒนาและเชื่อมโยงลัทธิสายความคิด 3 สายจากประเทศก้าวหน้าสุด 3ประเทศคือ ปรัชญาเยอรมัน เศรษฐศาสตร์การเมืองอังกฤษ และสังคมนิยมฝรั่งเศสบวกกับลัทธิปฏิวัติของฝรั่งเศส” นี่คือคำเขียนของเลนินในปี 1914

          มาร์กซ์ไม่ใช่นักสังคมนิยมคนแรก ตั้งแต่สมัยกรีกกับโรมัน มีมนุษย์ที่ฝันถึงสังคมที่ไม่มีความยากจน การขูดรีด หรือการกดขี่  แต่ในยุคต้นศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะในฝรั่งเศส ความคิดสังคมนิยมเริ่มตกผลึก และกลายเป็นสิ่งที่มวลชนยอมรับ ถ้าเราจะเข้าใจมาร์คซ์ เราต้องเข้าใจผู้ที่มาก่อนมาร์คซ์ และสภาพสังคมเศรษฐกิจในขณะนั้น

           ช่วงระหว่างปี 1789 ถึง 1848  เป็นช่วงที่เรียกว่า “การปฎิวัติคู่” เพราะในปี 1789 มีการปฎิวัติทางการเมืองในฝรั่งเศส แต่พร้อมๆ กันนั้น มีการปฏิวัติทางเศรษฐกิจที่เรียกว่าการปฎิวัติอุตสาหกรรม

            การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นกำเนิดของระบบโรงงานที่มีคนงาน เข้ามาทำงานในที่ทำงานแห่งเดียวมากมาย และมีการใช้พลังงานเครื่องจักรไอน้ำ การผลิตในระบบนี้ริเริ่มในอุตสาหกรรมสิ่งทอในประเทศอังกฤษ แต่ในไม่ช้าก็ขยายตัวไปสุ่อุตสาหกรรมภาคอื่นๆ และในประเทศอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ 1830 ที่มีการสร้างทางรถไฟ และในช่วงการขยายตัวของเศรษฐกิจ หลังความล้มเหลวของกระแสปฏิวัติปี 1848

              ในสภาพเช่นนี้ ก็เกิดสังคมใหม่ที่มีศูนย์กลางการผลิตตามเมืองใหญ่ๆ เช่น แมนเชสเตอร์ หรือลีออง และในศูนย์กลางเหล่านี้ก็เกิดขึ้นชนชั้นใหม่ขึ้นมาที่มาร์กซ์เรียกว่า ชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งมาร์กซ์มองว่าเป็นชนชั้นที่แตกต่างจากชนชั้นชาวนาเดิม (Peasants)

​   ในยุคนี้ (ทศวรรษ 1840) สภาพความเป็นอยู่และสภาพการทำงานของชนชั้นกรรมาชีพก่อให้เกิดความห่วงใยในหมู่ปัญญาชน ความห่วงใยดังกล่าวมาจากความหวังดีและความกลัวปนกันหลังจากการลุกฮือครั้งยิ่งใหญ่ของคนงานในเมืองลีออง ในปี 1831 นักข่าวฝรั่งเศสคนหนึ่งเตือนว่า “นายทุนทุกคนอาศัยอยู่ในโรงงานเหมือนกับเจ้าทาสในหมู่ทาส นายคนเดียวในหมู่มวลชนเป็นร้อย คนป่าเถื่อนที่เป็นภัยต่อสังคมไม่ได้มาจากโลกภายนอก จากคอเคซัส หรือทาทาเรีย แต่อาศัยอยู่รอบๆ เมืองอุตสาหกรรมของเรา”

​ชนชั้นกรรมาชีพเป็นภัยต่ออำนาจของชนชั้นปกครองใหม่ เพราะ “การปฏิวัติคู่” ได้สถาปนาชนชั้นนายทุนเป็นชนชั้นปกครองใหม่ ก่อนหน้านั้นการปกครองโดยทั่วไปจะเป็นรูปแบบขุนนางฟิวดัล โดยมีกษัตริย์เป็นผู้คุมอำนาจรัฐ และมีขุนนางกดขี่ ขูดรีดชาวนา ข้อยกเว้นก็คือ อังกฤษ ฮอลแลนด์ และสวิตช์ที่มีการเปลี่ยนการปกครองมาแต่เนิ่นๆ

​การปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 เป็น เหตุการณ์ที่ทำลายระบบเดิมก่อนที่กระแสปฏิวัติจะหมดสิ้น กษัตริย์ฝรั่งเศสถูกประหารชีวิต มีการสถาปนาสาธารณรัฐ มีการประกาศสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันของพลเมือง (ผู้ชาย) ฝรั่งเศส และกองทัพ การปฏิวัติต่างๆ ได้นำลัทธิความคิดใหม่นี้ไปสู่ทุกมุมของทวีปยุโรปถึงแม้ว่ากระแสการปฏิวัติจะเสื่อมลงจนมีการขึ้นมามีอำนาจของนโปเลียน และมีความพยายามที่จะฟื้นฟูอาณาจักรเก่าแก่ของรัสเซีย ออสเตรียและปรัสเซีย หลังความล้มเหลวของการปฏิวัติปี 1815 แต่สังคมยุโรปไม่สามารถย้อนยุคกลับไปสู่สภาพเดิมได้ ศตวรรษที่ 19 เป็นศตวรรษที่มีการต่อสู้เพื่อระบบสาธารณรัฐในฝรั่งเศสและการพยายามเลียนแบบระบบนี้ในยุโรปโดยทั่วไป

​การปฏิวัติฝรั่งเศสเริ่มจากข้อเรียกร้องของสภาสามัญที่ต้องการอำนาจในการปกครองแทนสภาขุนนางและสภาพระ แต่ในหมู่คนสามัญ มีกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการปฏิวัติ นั่นคือชนชั้นนายทุน ส่วนชนชั้นกลาง ผู้ประกอบการรายย่อย ช่างฝีมือ ชนชั้นกรรมาชีพและชาวนา ถึงแม้ว่าจะสนับสนุนการปฏิวัติอย่างเต็มที่และเป็นพลทหารหลักในกองทัพปฏิวัติ แต่เขาก็ไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร

​การปฏิวัติที่ล้มล้างระบบฟิวดัลมีผลในการกวาดล้างอุปสรรคต่างๆ นานาในการแสวงหากำไรของชนชั้นนายทุน และมีผลให้เกิดระบบรวมศูนย์ใหม่ที่สามารถปราบปราม กดขี่ชนชั้นล่างเพื่อประโยชน์ของนายทุน

​ฉะนั้น “การปฏิวัติคู่”ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ เต็มไปด้วยความขัดแย้งภายในตัวมันเอง ในด้านหนึ่งก็มีการประกาศและยอมรับว่าพลเมืองทุกคน ไม่ว่าจะเกิดมาในชนชั้นใด ควรจะมีสิทธิเสรีภาพเท่ากันหมด ถึงแม้ว่าในรูปธรรมสิทธิเหล่านั้นยังไม่เกิดขึ้นจริง (แต่ต้องรอถึงศตวรรษที่ 20 ถึงจะเกิด) แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจและอำนาจการเมืองยังคงอยู่ เพียงแต่ว่าเปลี่ยนจากขุนนางกดขี่ชาวนามาเป็นนายทุนกดขี่กรรมาชีพ  สรุปได้ว่าจุดมุ่งหมายของนักปฎิวัติฝรั่งเศสที่จะปลดปล่อยพลเมืองทุกคนยังไม่บรรลุเป้าหมาย สิทธิเสรีภาพในการกินอาหารที่โรงแรมชั้นหนึ่งไม่ได้มีความหมาย ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่มีเงินพอ ความขัดแย้งระหว่างหลักการนามธรรมในเรื่องเสรีภาพกับสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจสังคมเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดลัทธิสังคมนิยม

ยุคความสว่าง  ในช่วงก่อนการปฏิวัติคู่มีการต่อสู้กันอย่างดุเดือดระหว่าง 2 สายความคิด ความคิดแรกต้องการปกป้องระบบขุนนางเดิม ความคิดที่ 2 ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมทุนนิยม ขบวนการความคิด ความสว่างเป็นหัวใจของความคิดที่ต้องการให้สังคมเปลี่ยนไป

​แนวทางความคิดหลักในยุคขุนนางยุโรปเป็นแนวความคิดของสถาบันศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก ซึ่งนำความคิดของนักปรัชญาสมัยกรีก เช่น อริสโตเติล มาประยุกต์ใช้ แนวความคิดนี้สามารถอธิบายโลกได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่เปิดโอกาสให้มีการตั้งคำถามของอำนาจผูกขาดของกษัตริย์และขุนนาง

​อริสโตเติลเชื่อว่าทุกอย่างในโลกมีความมุ่งหมายและหน้าที่ของมัน เขาเสนอว่า วัตถุต่างๆ จะหยุดนิ่งในจุดเฉพาะของมันตามธรรมชาติ การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีอะไรมาผลักดันให้สิ่งเหล่านั้นเคลื่อนออกจากจุดเฉพาะของมัน สิ่งมีชีวิตทุกชนิดรวมถึงมนุษย์ก็มีจุดหรือภาวะของมันตามธรรมชาติ ภายในจักรวาลการมองโลกแบบนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการ (1) เป็นการมองโลกที่สอดคล้องกับความเชื่อว่าพระเจ้าสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาในโลกโดยเจตนา (2) เป็นการมองโลกที่สนับสนุนระบบขุนนาง เพราะจะอ้างว่าทุกคนในสังคมมีระดับและหน้าที่ของตนตามธรรมชาติและจะถ่ายทอดระดับยศศักดิ์นี้ผ่านลูกหลานไปเรื่อยๆ ในระบบนี้กษัตริย์จะมีฐานะอยู่บนยอดสุดของสังคมเหมือนกับที่พระเจ้าอยู่ในใจกลางจักรวาล ความสงบเรียบร้อยของโครงสร้างสังคมขุนนางฟิวดัลจะเป็นเรื่องธรรมชาติเหมือนกับจักรวาลของพระเจ้า

              แต่มีวิวัฒนาการ 2 อย่างที่เริ่มท้าทายความคิดแบบนี้คือ การขยายตัวของความคิดทางวิทยาศาสตร์และการขยายตัวของชนชั้นใหม่ชนชั้นหนึ่ง นั่นคือชนชั้นนายทุน พวกพ่อค้า และนายจ้างที่เป็นชนชั้นนายทุนมิได้รับอำนาจจากการคุมกองทัพ หรือการเป็นเจ้าของที่ดินแต่ได้อำนาจจากการควบคุมเงินทุน และการใช้ทุนเพื่อกอบโกยกำไร ฉะนั้นเขาจึงเริ่มไม่พอใจกับข้อจำกัดของสังคมฟิวดัลเช่นเดียวกับที่นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่เริ่มไม่พอใจกับการมองโลกในรูปแบบเดิมๆ

         การปฏิวัติทางความคิดวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 17 ของนักวิทยาศาสตร์ เช่น กาลิเลโอ แคพลอร์ เดสการ์ด บอยล์ ฮิวเกนส์  และนิวตัน ไม่ได้เป็นแค่การต่อสู้ทางลัทธิการเมือง แต่ความคิดใหม่ทางวิทยาศาสตร์มีผลกระทบกับลัทธิความคิดของสังคมฟิวดัลเป็นอย่างมาก  ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 15 คอเปร์นิคัสได้เสนอว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ไม่ใช่ว่าโลกเป็นใจกลางของจักรวาลตามที่อริสโตเติลเสนอ  กาลิเลโอพัฒนาความคิดนี้ไปถึงอีกระดับหนึ่งโดยอ้างว่าทุกสิ่งในโลกจะเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาไม่หยุดนิ่งนั้น ในไม่ช้ากลุ่มปัญญาชนของยุโรปถูกผลักดันเข้าไปในโลกใหม่ที่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอด โดยที่โลกเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของจักรวาลอันกว้างใหญ่ ความคิดแบบนี้สร้างความหวาดกลัวในหมู่นักคิดศาสนาคริสต์เป็นอย่างมาก

              กรรมการตรวจสอบความผิดของพวกพระศาสนาจึงพยายามปราบปรามและทำลายวิทยาศาสตร์ จิโอดาโน บรูโน ถูกเผาทั้งเป็นในปี 1600 เพราะเห็นด้วยกับคอเปอร์นิคัสและกาลิเลโอ ถูกขู่จนต้องหุบปากเงียบไป อย่างไรก็ตามภายในเพียงศตวรรษเดียว นักวิทยาศาสตร์ก็สามารถเอาชนะได้  หนังสือ “หลักการคณิตศาสตร์ของปรัชญาธรรมชาติ“ ของไอแซก นิวตัน เป็นรากฐานสำคัญของความรู้ทางฟิสิกส์จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 และการยอมรับความคิดทางวิทยาศาสตร์อันถูกต้องของนิวตันเป็นผลของการขึ้นมามีอำนาจของชนชั้นนายทุนหลังการปฏิวัติอังกฤษปี 1640 และ 1688

              ฟิสิกส์ของนิวตันและกาลิเลโอตรงข้ามกับฟิสิกส์ของอริสโตเติล ที่เน้นความหยุดนิ่ง เพราะนิวตันกับกาลิเลโอเน้นกลไกในการเคลื่อนไหวที่ไม่มีส่วนผูกพันกับเจตนาของพระเจ้าแต่มาจากแรงผลักดันภายนอก

​ตัวอย่างที่ดีคือ กฎแห่งการตกลงสู่โลกของกาลิเลโอ ที่เสนอว่าสิ่งของทุกชนิด ไม่ว่าจะมีน้ำหนักเท่าไหร่จะเร่งสู่โลกในอัตรา 32 ฟุตต่อนาที เนื่องจากแรงดึงดูดของโลกซึ่งเป็นวัตถุที่มีขนาดยักษ์

              วิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้คือการมองโลกในรูปแบบวัตถุนิยม เพราะการมองโลกในแง่ใหม่จะปราศจากการจำกัดจุดมุ่งหมายหรือเจตนา และไม่มีการออกแบบแผนโดยพระเจ้า เราสามารถเข้าใจโลกได้จากการพิจารณาวัตถุ ต่างๆ และผลกระทบที่วัตถุนั้นๆ มีต่อกันเท่านั้น ยิ่งกว่านั้น ถ้าเราตามแนวความคิดนี้ไปถึงที่สุดก็จะต้องสรุปว่า โลกนี้มีแต่สิ่งที่มีตัวตน ส่วนวิญญาณ เทวดา ปีศาจ และพระเจ้าไม่มีตัวตน ฉะนั้นจึงไม่มีจริง ถึงแม้ว่านักวิทยาศาสตร์ในยุคแรก เช่น กาลิเลโอ และนิวตัน ยังไม่ได้ปฏิเสธพระเจ้า แต่นักวิทยาศาสตร์คนรุ่นต่อไปเริ่มปฏิเสธ เมื่อนโปเลียนถามนักฟิสิกส์คนหนึ่งว่า พระเจ้ามีบทบาทอะไรในทฤษฎีของเขา นักฟิสิกส์คนนี้ตอบมาว่า “ผมไม่มีความจำเป็นที่จะเชื่อเรื่องพระเจ้า”  วิทยาศาสตร์สมัยใหม่มีผลในการทำลายลัทธิความคิดเก่า แต่ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการนำวิทยาศาสตร์มาใช้วิเคราะห์สังคมในการปฏิวัติอังกฤษปี 1640 ถึง 1660 นักปรัชญาการเมืองคนสำคัญของชนชั้นนายทุนอังกฤษชื่อ โทมัส ฮอบส์ ได้ใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการวิเคราะห์สังคม เป็นครั้งแรกในหนังสือชื่อ “Leviathan” ในปี 1651 จนพวกพระนิกายเจซูอิทประณามเขาว่าเป็นปีศาจ

              ฮอบส์ และกลุ่มนักคิด “ความสว่าง” เริ่มต้นจากการวิเคราะห์นิสัยมนุษย์ สำหรับพวกนี้นิสัยมนุษย์เป็นสิ่งตายตัวไม่เปลี่ยนแปลงและเป็นแรงผลักดันให้มนุษย์กระทำ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา คือสถาบันต่างๆ ของสังคมและการเมืองที่เป็นอุปสรรคหรือเอื้ออำนวยให้มนุษย์กระทำในสิ่งที่ต้องการ ถ้ามองจากประวัติศาสตร์จะเห็นว่า ระบบความคิดนี้ก้าวหน้ากว่าระบบเดิม ในระบบเดิมนักคิดต่างๆ จะเสนอว่าพระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจในสังคม เพราะแต่งตั้งมาจากพระเจ้า แต่ในระบบคิดแบบ “ความสว่าง” จะมีการวิเคราะห์สภาพสังคมว่าสอดคล้องกับความต้องการของมนุษย์ที่แท้จริงหรือไม่ (มีต่อฉบับหน้า)

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ